- หน้าแรก
- ทะลุมิติไปเป็นชาวนาผู้ร่ำรวยที่หลิงหนาน
- บทที่ 3 - อันธพาลหาเรื่อง
บทที่ 3 - อันธพาลหาเรื่อง
บทที่ 3 - อันธพาลหาเรื่อง
บทที่ 3 - อันธพาลหาเรื่อง
ท่านอวี๋เกิดความเห็นใจ จึงเป็นฝ่ายเอ่ยปากพูดแนะนำขึ้นมาอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน "ในหมู่บ้านนี้น่ะ ปัจจุบันรวมพวกเจ้าด้วยก็มีทั้งหมดห้าสิบสองครัวเรือน คนประมาณสองร้อยกว่าคน คนส่วนใหญ่ก็พอคบหาได้ แต่มีอยู่ไม่กี่คนที่มีนิสัยนักเลงหน่อย แต่ข้าดูแล้วพวกเจ้าคนก็เยอะ ระวังตัวไว้หน่อยก็พอ พอเข้าหมู่บ้านไปแล้ว เห็นบ้านไหนไม่มีคนอยู่ก็เข้าไปพักอาศัยชั่วคราวได้ วันหลังจะซ่อมแซมหรือจะสร้างใหม่เองก็แล้วแต่สะดวก"
คนบ้านสกุลจ้าวรีบกล่าวขอบคุณ จ้าวเซียงยังไม่วางใจจึงถามว่า "ท่านอวี๋ บ้านที่ไม่มีคนอยู่นั้นพวกเราเข้าไปอยู่ได้เลยจริงๆ หรือขอรับ?"
ท่านอวี๋มองเขาแวบหนึ่ง "แน่นอน บางคนทนความลำบากไม่ไหวตายจากไป บ้านก็เลยว่างลง กลายเป็นของไม่มีเจ้าของ"
คนบ้านสกุลจ้าวสะดุ้งโหยง สีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย
ท่านอวี๋เข้าใจดี จึงหัวเราะร่า "พวกเจ้าคงไม่ได้ถือสาเรื่องนี้หรอกนะ? ที่นี่น่ะ ก็ไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้น ในป่ามีของกิน ไม่อดตายหรอก แค่งูเงี้ยวเขี้ยวขอเยอะไปหน่อย เดี๋ยวพวกเจ้าเห็นบ่อยๆ ก็ชินไปเอง!"
คนบ้านสกุลจ้าวหน้าซีดเผือด "..."
ส่งท่านอวี๋กลับไปแล้ว จ้าวเซียงก็ถอนหายใจ "ไปเถอะ พวกเราหาที่พักกันก่อน ฮูหยิน ลำบากเจ้าแล้ว ลำบากหยาเอ๋อร์ อาหลิ่ง และพวกเด็กๆ ด้วย!"
เติ้งซื่อข่มความโศกเศร้าในใจ กอดลูกน้อยทั้งสองไว้แล้วฝืนยิ้ม "อย่างน้อยครอบครัวเราก็ยังอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา นี่ดีกว่าอะไรทั้งหมด..."
ชายหนุ่มอีกคนหนึ่งชื่อหูหลิ่ง เขาตามมาสมทบหลังจากพวกเขาออกจากเมืองหลวงได้สี่วัน อายุยี่สิบต้นๆ คิ้วดกตาโต รูปร่างสูงใหญ่แข็งแรง ความยากลำบากระหว่างทางไม่ได้ทำให้เขาดูอ่อนแอลง แต่กลับทำให้ดูแข็งแกร่งขึ้น
เขาดูเป็นคนที่ไม่น่าตอแยด้วย แต่เมื่อมองดูสองสามีภรรยาจ้าวเซียงและพี่น้องจ้าวลี่หยา เขากลับดูซื่อๆ จริงใจ ยิ้มกว้างจนเห็นฟันขาว "พ่อบุญธรรม แม่บุญธรรม พวกเราจะต้องดีขึ้นขอรับ! มีข้าอยู่ ข้าจะดูแลทุกคนเอง!"
จ้าวเซียงและเติ้งซื่อต่างยิ้มออกมา จุกในอก คำขอบคุณนับร้อยพันติดอยู่ที่ปาก พูดออกมาก็ดูเบาหวิวเกินไป
พ่อของหูหลิ่งเดิมทีเป็นพ่อบ้านตระกูลจ้าว แต่ทั้งครอบครัวได้ไถ่ตัวเป็นอิสระไปนานแล้ว
แต่ตอนที่ตระกูลจ้าวตกอับ หูหลิ่งได้รับคำสั่งจากพ่อแม่ให้กลับมาหาตระกูลจ้าวโดยไม่ลังเล จ้าวลี่หยาเป็นสาวรุ่นที่รอออกเรือน เพื่อไม่ให้ใครครหาในการเดินทางร่วมกัน เขาจึงโขกศีรษะกราบจ้าวเซียงและเติ้งซื่อเป็นพ่อแม่บุญธรรม ติดตามพวกเขามาเนรเทศด้วยความชอบธรรม
มีลูกบุญธรรมคนนี้อยู่ด้วย ช่วยลดปัญหาให้พวกเขาได้มากโขตลอดการเดินทาง
สิ่งที่ตระกูลหูทำ แค่คำขอบคุณไม่กี่คำจะชดเชยได้อย่างไร?
จ้าวลี่หยาก็ยิ้มเช่นกัน หลังจากเรื่องราวลงตัว ในใจกลับรู้สึกตื่นเต้นอยู่บ้าง "ท่านพ่อท่านแม่ พี่ใหญ่ อาเซียง อาหลิน พวกเราเข้าหมู่บ้านกันเถอะ! วันข้างหน้ายังอีกยาวไกล ใครจะรู้ว่าวันไหนอาจจะมีปาฏิหาริย์เกิดขึ้น? ถ้าไม่มีปาฏิหาริย์พวกเราก็สร้างมันขึ้นมาเอง! ตราบใดที่พวกเราไม่ยอมแพ้ ชีวิตก็ยังมีความหวัง พอมีความหวัง ชีวิตจะต้องดีขึ้นเรื่อยๆ แน่นอน!"
จ้าวเซียงและเติ้งซื่อคลายความกังวล จิตใจเบิกบานขึ้นมาก
"ดี ดีมาก อาหยาพูดได้ดีมาก! มันต้องดีขึ้น มันต้องดีขึ้น... ไป พวกเราไปหาที่พักกันเถอะ!"
"ใช่ เข้าหมู่บ้านกัน"
ครอบครัวหกชีวิตแบกหามสัมภาระเดินเข้าหมู่บ้านไป
อำเภอเกาเหลียนเป็นพื้นที่ราบและเนินเขาครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งหนึ่งเป็นป่าเขา หมู่บ้านเหยียนตั้งอยู่บนพื้นที่ราบเนินเขาที่พิงแอบอยู่กับทิวเขาไกลลิบ ภูเขาน้อย มองไปปราดเดียวก็เห็นได้ทั่ว
หมู่บ้านกว้างใหญ่ แต่ก็ดูระเกะระกะ ไม่รู้ว่าเป็นอุปทานไปเองหรือเปล่า ที่นี่ดูเงียบเหงาวังเวงเป็นพิเศษ
เป็นเวลาบ่ายคล้อย แดดช่วงกลางเดือนห้าร้อนแรงมาก ส่องลงมาจนคนแทบเงยหน้าไม่ขึ้น บนถนนเงียบกริบไร้ผู้คน
พวกจ้าวลี่หยาเดินไปไม่ไกลก็เห็นบ้านร้างไม่มีเจ้าของหลังหนึ่ง
รั้วบ้านล้มระเนระนาดไปกว่าครึ่ง ในลานบ้านมีหญ้าหางหมาขึ้นรกสูงท่วมเอว บ้านดินเหลืองหลังหนึ่งตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้า บนผนังเต็มไปด้วยรอยแตกร้าวเหมือนใยแมงมุม รอยใหญ่สุดกว้างเท่าแขน พอเดินเข้าไปใกล้ๆ มองลอดรอยแตกเข้าไปก็เห็นสภาพภายในบ้านได้ชัดเจน
ประตูบ้านหายไป คาดว่าคงโดนคนในหมู่บ้านถอดเอาไปแล้ว เหลือแต่ช่องว่างดำมืดเหมือนปากที่อ้ากว้าง หน้าต่างเป็นลูกกรงไม้ฝังอยู่ในกำแพงเอาไปไม่ได้ ไม่งั้นคงหายไปเหมือนกัน
หลังคามุงด้วยเปลือกไม้ จ้าวลี่หยารู้จัก นี่คือเปลือกไม้สนซาน
หลิงหนานอุดมไปด้วยต้นสนซาน นี่เป็นไม้เศรษฐกิจชั้นดี มีประโยชน์ทั้งต้น สามารถลอกเปลือกไม้ออกมาเป็นแผ่นใหญ่ๆ ได้สมบูรณ์ ทั้งหนาและเหนียวทนทาน ชาวบ้านแถบหลิงหนานมักนำมามุงหลังคาบ้าน ยุ้งฉาง หรือคอกวัวคอกหมู ทนทานมาก
แต่เปลือกไม้สนซานบนหลังคาบ้านหลังนี้ผุพังไปมากแล้ว หลายแห่งมีหญ้าขึ้นแซม
หูหลิ่งปาดเหงื่อบนหน้าผาก ประคองจ้าวเซียง "พ่อบุญธรรม พวกท่านเข้าไปหลบแดดพักผ่อนข้างในก่อนเถอะ ข้าจะลองเดินดูในหมู่บ้านเผื่อมีที่อื่นที่เหมาะสมกว่านี้"
จ้าวลี่หยารีบพูดขึ้น "ท่านพ่อท่านแม่ ท่านดูแลอาเซียงกับอาหลินรออยู่ที่นี่นะ ข้าจะไปช่วยพี่ใหญ่หาอีกแรง"
ตลอดทางมานี้จ้าวเซียงและเติ้งซื่อชินกับการให้จ้าวลี่หยาตัดสินใจ หูหลิ่งเองก็เชื่อฟังนาง จึงตกลงตามนั้น
ใครจะรู้ว่าพอจ้าวลี่หยากับหูหลิ่งเดินวนดูรอบหนึ่ง เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว กลายเป็นว่าบ้านหลังนี้มีสภาพสมบูรณ์ที่สุดแล้ว หลังอื่นๆ ยิ่งดูไม่ได้ ถ้าไม่ใช่หลังคาเป็นรูโหว่เบ้อเริ่มเท่อเท่าเตียงนอน ก็ผนังพังไปครึ่งแถบ
ของได้มาฟรีจะหวังอะไรมาก? ฟ้าไม่มีทางประทานขนมเปี๊ยะลงมาให้หรอก สัจธรรมข้อนี้พวกเขาซาบซึ้งใจดีแล้ว
หลังจากปรึกษากัน ทั้งครอบครัวก็ตกลงใจพักที่นี่ไปก่อน เรื่องสร้างบ้านค่อยว่ากันวันหลัง
การสร้างบ้าน ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลยนะ!
ภายในบ้านแบ่งออกเป็นสามห้อง ตรงกลางเป็นห้องโถง ด้านซ้ายเป็นห้องครัว ด้านขวาเป็นห้องนอนสองห้อง ระหว่างสองห้องนอนกั้นด้วยแผ่นไม้
ในบ้านนอกจากเตาดินสองหัวในครัวแล้วก็ไม่มีอะไรเลย ว่างเปล่าจนเรียกได้ว่ามีแต่ฝาบ้านจริงๆ
ถ้าจะบอกว่ามีอะไร ก็คงมีแค่เห็ดสองกอที่ขึ้นอยู่ตรงมุมผนังที่อับชื้น...
ไม่ว่าจะอย่างไร ในที่สุดก็ได้ลงหลักปักฐาน มีที่ซุกหัวนอนแล้ว เมื่อเทียบกับการร่อนเร่พเนจร กินกลางดินกินกลางทราย ไม่รู้จุดหมายปลายทาง ตอนนี้ถือว่าดีมากแล้ว
คนเราต้องมองโลกในแง่ดี ต้องรู้จักพอใจ โดยเฉพาะในยามตกยาก
"มาๆๆ พวกเรามาช่วยกันเก็บกวาดปัดกวาดเช็ดถูทั้งในบ้านนอกบ้านกันเถอะ!"
"ได้เลย!"
ขณะที่ทุกคนกำลังเตรียมจะทำความสะอาดครั้งใหญ่ จู่ๆ ก็มีชายหนุ่มท่าทางนักเลงสามคนบุกเข้ามา
ดูจากกิริยาท่าทางและแววตาแล้ว ดูไม่ใช่คนดีแน่ๆ
หูหลิ่งก้าวออกมาข้างหน้า เอาตัวบังจ้าวลี่หยาและคนอื่นๆ ไว้ ถามอย่างระแวดระวัง "พวกเจ้าเป็นใคร? บุกเข้ามาในบ้านเราต้องการอะไร?"
"บ้านพวกแก?" นักเลงคนหนึ่งถ่มน้ำลายลงพื้น ยกเท้าทำท่าจะถีบข้าวของเพื่ออวดศักดา แต่ในห้องไม่มีอะไรให้ถีบ เขาเลยต้องวางเท้าลงอย่างเสียหน้า ชี้มาที่จมูกตัวเองแล้วแค่นหัวเราะ "นี่มันที่ของข้าโว้ย พวกแกเข้ามาทำอะไรในบ้านข้า? ไสหัวไป ไสหัวออกไปให้หมด!"
อีกคนพูดกลั้วหัวเราะ "ถ้าไม่อยากไสหัวไปก็ได้ แต่จะให้อยู่ฟรีๆ ไม่ได้นะ เข้าใจไหม? เอาอย่างนี้แล้วกัน ค่าเช่าเดือนละสามตำลึง อยากจะอยู่นานแค่ไหนก็อยู่ไป"
[จบแล้ว]