- หน้าแรก
- ทิ้งคู่หมั้นแสนดี มาเป็นสตรีของจอมมาร
- บทที่ 23 - โชคดีที่ตอนนั้น
บทที่ 23 - โชคดีที่ตอนนั้น
บทที่ 23 - โชคดีที่ตอนนั้น
บทที่ 23 - โชคดีที่ตอนนั้น
✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿
ดวงตะวันค่อยๆ ลาลับขอบฟ้า ในที่สุดเมื่อแสงสุดท้ายเลือนหายไป ขบวนรับตัวเจ้าสาวก็เดินทางกลับมาถึงจวนกั๋วกง
ที่นี่ประดับประดาด้วยโคมไฟหลากสี เสียงฆ้องกลองดังสนั่น ภายในจวนเต็มไปด้วยแขกเหรื่อมากมาย
ซางหรูอี้ก้าวลงจากเกี้ยวเจ้าสาว เงยหน้ามองคฤหาสน์อันครึกครื้นตรงหน้าด้วยความรู้สึกเหม่อลอยชั่วขณะ
ที่นี่คือจวนกั๋วกง
และเป็นบ้านในครึ่งชีวิตหลังของนาง
ทันใดนั้นแสงไฟอันสว่างไสวตรงหน้าก็ดูพร่ามัว เมื่อมองผ่านม่านพัดโปร่งแสง ทุกสิ่งดูเลือนรางไปหมด นางเหมือนจะเห็นแสงสว่างจากคฤหาสน์หลังนี้ก่อตัวเป็นมังกรยักษ์ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า!
ฉับพลันนั้นเสียงฆ้องกลองอันกึกก้องก็ดังขึ้นอีกระลอก ดึงสติของนางกลับมา
ได้เวลาเข้าจวนแล้ว
อวี่เหวินเยี่ยที่อยู่ข้างกายเงยหน้าขึ้นและก้าวเท้าเดินนำเข้าไป ซางหรูอี้จึงเดินตามเข้าสู่จวนกั๋วกงแห่งนี้
ภายในโถง แขกผู้มีเกียรตินั่งกันเต็มขนัด
หูของซางหรูอี้แทบจะอื้ออึงไปด้วยเสียงดนตรีเฉลิมฉลอง เมื่อเงยหน้าขึ้นมองไปยังตำแหน่งประธานในพิธีเบื้องหน้า ก็เห็นร่างสองร่างนั่งเคียงคู่กันอยู่
ชายร่างสูงใหญ่ผิวคล้ำผู้นั้นย่อมเป็นใครไปไม่ได้นอกจากซิ่งกั๋วกง อวี่เหวินหยวน วันนี้เขาเปลี่ยนมาสวมชุดยาวสีมงคล ที่เอวห้อยหยกประดับ รัศมีอำมหิตจากการฆ่าฟันจางหายไป ดูเหมือนเศรษฐีผู้มั่งคั่งใจดีคนหนึ่ง
และข้างกายเขามีสตรีร่างบอบบางนั่งอยู่
นั่นคือฮูหยินของเขา มารดาบังเกิดเกล้าของอวี่เหวินเยี่ย... กวนอวิ๋นมู่
กวนฮูหยินผู้นี้มีอายุสี่สิบต้นๆ แต่ด้วยความที่ล้มป่วยออดๆ แอดๆ มานานปี จึงดูแก่กว่าวัยไปบ้าง ทว่าถึงกระนั้นใบหน้าที่ซูบตอบและแววตาที่ดูอ่อนแรงก็ไม่อาจบดบังความสง่างามภูมิฐานได้ สมัยสาวๆ นางต้องเป็นหญิงงามล่มเมืองอย่างแน่นอน
เมื่อเห็นนาง ลมหายใจของซางหรูอี้ก็ติดขัดขึ้นมาอีกครั้ง
ก่อนหน้านี้ที่จวนสกุลเสิ่น นางถือว่าผ่านด่านอวี่เหวินหยวนว่าที่พ่อสามีมาได้แล้ว แต่ใครๆ ก็รู้ว่าการเป็นลูกสะใภ้นั้น ด่านที่ยากที่สุดคือแม่สามี แม้แต่ท่านป้าสะใภ้อวี๋ซื่อยังกำชับนางว่ากวนฮูหยินผู้นี้ไม่ค่อยพบปะผู้คน นิสัยใจคอเป็นอย่างไรยากจะคาดเดา ให้นางรับมืออย่างระมัดระวังที่สุด
เมื่อคิดถึงตรงนี้ ฝีเท้าของซางหรูอี้ก็หนักอึ้งขึ้นอีกหลายส่วน
ทว่านางกวาดตามองไปรอบๆ กลับพบว่า... บนโถงพิธีดูเหมือนจะขาดคนไปคนหนึ่ง
อวี่เหวินเชียน... ดูเหมือนจะไม่อยู่
หรือว่าเขาจงใจหลบหน้า? แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน อย่างน้อยก็ลดความกระอักกระอ่วนใจไปได้
ในตอนนั้นเอง ทั้งคู่เดินมาถึงกลางโถงพิธี มีคนนำเบาะรองนั่งมาวางไว้ตรงหน้า พิธีกรยืนอยู่ด้านข้างแล้วตะโกนก้อง "คู่บ่าวสาวพร้อม กราบไหว้ฟ้าดิน!"
ทั้งสองหันหน้าไปทางประตูใหญ่แล้วกราบไหว้ฟ้าดิน
พิธีกรตะโกนต่อ "คำนับบิดามารดา!"
ทั้งคู่หันกลับมา แล้วก้มลงกราบกรานท่านกั๋วกงและฮูหยินอย่างนอบน้อม
"ลุกขึ้นเร็ว! ลุกขึ้นเร็วๆ!"
อวี่เหวินหยวนและกวนอวิ๋นมู่รีบยื่นมือมาประคองทั้งสองให้ลุกขึ้น
อวี่เหวินหยวนพึงพอใจในตัวหลานสาวเพื่อนเก่าคนนี้เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ยิ่งพอได้เห็นคู่บ่าวสาวเดินเคียงคู่กันเข้ามา ลูกชายคนรองของเขาสูงใหญ่หล่อเหลา ส่วนลูกสะใภ้แม้จะใช้พัดบังหน้าไว้ แต่ก็มองออกว่ากิริยามารยาทเรียบร้อยสง่างาม ทุกย่างก้าวแฝงไว้ด้วยท่วงท่าของกุลสตรีตระกูลใหญ่ ดูเหมาะสมกันราวกิ่งทองใบหยก
อวี่เหวินหยวนหัวเราะร่าอย่างภาคภูมิใจ "ดูสิ ลูกชายลูกสะใภ้แสนประเสริฐของข้า ช่างเป็นคู่สร้างคู่สมที่สวรรค์สรรค์สร้างจริงๆ"
ผู้คนรอบข้างต่างพากันเออออ "แน่นอนอยู่แล้วขอรับ"
อวี่เหวินหยวนกล่าวอย่างลำพองใจ "โชคดีที่ตอนนั้น..."
วาจายังไม่ทันจบประโยค ก็ถูกเสียงหนึ่งที่ไม่ดังไม่เบาแต่แฝงความร้อนรนขัดจังหวะขึ้น
"ท่านพ่อ!"
ซางหรูอี้เผลอหันไปมองคนข้างกายทันที เป็นอวี่เหวินเยี่ยนั่นเอง ไม่รู้ว่าเป็นภาพลวงตาหรือไม่ แม้แววตาและคิ้วของอวี่เหวินเยี่ยจะยังคงรอยยิ้มจางๆ เอาไว้ แต่สายตานั้นกลับเย็นชาดุจเดียวกับตอนที่เจอกันครั้งแรก
พลันนั้น บรรยากาศในห้องพิธีมงคลดูเหมือนจะหยุดชะงักลงทันตา
[จบแล้ว]