- หน้าแรก
- ระบบสร้างเมืองอัจฉริยะ ผมจะเป็นเจ้าสัวที่บ้านนอก
- บทที่ 24 - โรงงานพลาสติกซานเฉวียน
บทที่ 24 - โรงงานพลาสติกซานเฉวียน
บทที่ 24 - โรงงานพลาสติกซานเฉวียน
บทที่ 24 - โรงงานพลาสติกซานเฉวียน
"เถ้าแก่อวี๋ ยินดีต้อนรับครับ!"
ถึงอวี๋หยางจะเดินเท้ามา แต่โรงงานพลาสติกกับโรงงานแก้วมีแค่กำแพงกั้น ทางนี้เลยได้ยินความเคลื่อนไหวทางโน้นมาตลอด
รู้กระทั่งว่าโรงงานแก้วได้ออเดอร์หลักล้าน แก้ปัญหาคนงานได้ แถมกำลังจะขยายกำลังการผลิต
น่าอิจฉาชะมัด!
เถ้าแก่โรงงานพลาสติกพาอวี๋หยางเดินชมโรงงาน พลางขุดประวัติศาสตร์โรงงานมาเล่าให้ฟัง
ในอดีตปัจจัยการผลิตเป็นของรัฐ
โรงงานพลาสติกซานเฉวียนก็เป็นหนึ่งในรัฐวิสาหกิจที่แปรรูปเป็นเอกชน
เจอปัญหาเหมือนกันเปี๊ยบ สินทรัพย์ถูกขายทิ้งไปก่อนหน้า พนักงานตกงานไม่มีที่ไป หนี้สินเก่าเคลียร์ไม่จบ เงินบำนาญคนเกษียณไม่มีจ่าย
แต่โรงงานพลาสติกโชคดีที่เกาะกระแสยุคสมัยทัน
สมัยทศวรรษที่ 70-80 อุตสาหกรรมหนักล้าหลัง อุตสาหกรรมเบาก็ไม่เอาไหน อะลูมิเนียมก็เอาไปสร้างเครื่องบินหมด ชาวบ้านเลยต้องใช้ถ้วยเคลือบ กะละมังเคลือบ ถังน้ำสังกะสี
แต่ตอนนี้ ในเมืองเศรษฐกิจดี ของใช้พลาสติกที่เบา ถูก ขึ้นรูปง่าย เริ่มแพร่หลาย
แก้วพลาสติก กะละมังพลาสติก ถุงพลาสติก ของเล่นพลาสติก โต๊ะเก้าอี้พลาสติก...
โรงงานพลาสติกซานเฉวียนอาศัยกล่องข้าวพลาสติกประคองตัวรอดมาได้อย่างยากลำบาก
"ถึงเราจะยังดำเนินกิจการได้ แต่วัตถุดิบพลาสติกอย่างเม็ดโพลีเอทิลีน โพลีโพรพิลีน โพลีคาร์บอเนต โพลีสไตรีน ส่วนใหญ่สกัดมาจากเรซิน เชลแล็ก ยางสน"
"ของพวกนี้ในบ้านเราผลิตได้น้อย ส่วนใหญ่ต้องนำเข้า เราทุนน้อย สั่งได้ทีละนิด ผลผลิตเลยต่ำ กำไรก็น้อยตาม โรงงานเลยไม่โตสักที"
"อีกอย่าง การผลิตของใช้พลาสติกต้องใช้เครื่องรีด ลูกปืน เครื่องเป่าพลาสติก เครื่องฉีดพลาสติก เครื่องรีดอัดพลาสติก สายพานลำเลียง เผลอๆ ต้องใช้เครื่องปั๊มขึ้นรูป"
"เครื่องจักรพวกนี้ส่วนใหญ่ผลิตสินค้าได้แค่แบบเดียว ถ้าจะเปลี่ยนแบบ ก็ต้องเปลี่ยนแม่พิมพ์"
"ซึ่งค่าเปลี่ยนแม่พิมพ์ชุดหนึ่ง อย่างต่ำก็หลักพัน อย่างแพงก็หลักล้าน"
"นี่ก็เป็นอีกสาเหตุสำคัญที่ฉุดรั้งการเติบโตของบริษัท"
"แต่เถ้าแก่อวี๋วางใจได้ ขอแค่เราได้ออเดอร์ เราจะสั่งทำแม่พิมพ์ทันที เพิ่มสายการผลิตที่เกี่ยวข้อง รับรองส่งของทันกำหนดแน่นอน"
อวี๋หยางพยักหน้า มองคนงานที่กำลังง่วนอยู่กับงาน
ขนาดของโรงงานพลาสติกเทียบกับโรงงานแก้วไม่ได้เลย
เดินเข้าโรงงาน ซ้ายมือเป็นออฟฟิศสองห้อง ขวามือเป็นโรงจอดรถและหอพักหกห้อง ตรงกลางเป็นลานจอดรถ
ส่วนด้านหน้า คือโรงงานก่ออิฐแดงหลังใหญ่ห้าห้อง
สองข้างทางกองเต็มไปด้วยถุงเม็ดพลาสติก ถังตัวเร่งปฏิกิริยา ถังน้ำมันหล่อลื่น...
ตรงกลางมีเครื่องจักรเก่าสีลอกเจ็ดแปดเครื่องวางเรียงรายจากตะวันออกไปตะวันตก
ทั้งหมดต้องใช้คนควบคุม บางเครื่องต้องใช้แรงคนช่วย แทบไม่เห็นระบบไฟฟ้าหรือระบบควบคุมอัตโนมัติเลย
แต่ถึงอย่างนั้น มูลค่าขั้นต่ำของเครื่องจักรชุดนี้ ก็ไม่น่าต่ำกว่า 5 แสน
ถ้ารวมอาคาร ที่ดิน ธุรกิจที่มีอยู่ 6 แสนคงเอาไม่อยู่
นี่คือข้อมูลลับทางธุรกิจที่อวี๋หยางวานให้นายกตำบลสืบมาอย่างละเอียด แล้วไปถามย้ำกับผู้จัดการโรงงานแก้วอีกที
สักพัก
ทุกคนเดินชมโรงงานเสร็จ ก็มานั่งที่ห้องทำงาน
อวี๋หยางนั่งลงแล้วเปิดประเด็นทันที
"จริงๆ วันนี้ที่ผมมา ผมตั้งใจจะมาซื้อกิจการโรงงานพลาสติกของเราครับ"
"เอ่อ..."
อย่างที่เกริ่นไป โรงงานพลาสติกก็ลูกผีลูกคน
เถ้าแก่โรงงานลังเลนิดหน่อย "ไม่ทราบว่าคุณเสนอราคาเท่าไหร่ครับ"
"ก่อนมาผมสืบมาแล้ว ทางคุณเซ้งโรงงานนี้มาเจ็ดปีแล้ว เครื่องจักรเริ่มล้าสมัย ปีก่อนๆ คุณผลิตกล่องโฟมเป็นหลัก พอรัฐบาลสั่งแบน คุณเลยต้องซื้อแม่พิมพ์ใหม่มาผลิตถ้วยบะหมี่และกล่องข้าวจากโพลีสไตรีน"
"ใช่ครับ เถ้าแก่อวี๋"
"เอาอย่างนี้แล้วกัน ไม่ปิดบังครับ ผมต้องการกล่องพลาสติกใส วัสดุคล้ายขวดน้ำดื่มด่วนมาก ถ้าผมรับช่วงต่อโรงงาน ทุกอย่างจะดำเนินไปตามปกติ อนาคตอาจจะขยายการผลิตด้วย"
"แล้วปัญหาที่เราเจออยู่ตอนนี้ คุณยินดีรับไปไหมครับ"
"ก็แค่เรื่องจัดหางานให้พนักงานที่ถูกเลิกจ้าง จ่ายบำนาญคนเกษียณ หนี้สินเก่า ทั้งหมดนี้ผมจัดการเอง"
เถ้าแก่โรงงานพลาสติกโล่งอก "ในเมื่อเถ้าแก่อวี๋ใจป้ำขนาดนี้ ผมก็ไม่อ้อมค้อม 6 แสน 5 รวมโรงงานและที่ดิน คุณจะส่งคนมาตรวจสอบทรัพย์สินก่อนก็ได้"
"ไม่ต้องครับ โอนเลย"
อวี๋หยางรีบจะขนของ จะเอาเวลาที่ไหนไปตรวจสอบ
เห็นราคาที่เสนอมาสมเหตุสมผล ก็ตกลงทันที
ส่วนโรงงานกับที่ดิน...
ทิ้งไว้นี่แหละ รอเรื่องเงียบ ค่อยขายทิ้ง หรือไม่ก็ยกให้เมืองเหลียวเฉิงชดเชย ลงทุนสร้างตลาดค้าส่งผักบวกโกดังพักสินค้าแทน
เถ้าแก่โรงงานพลาสติกคิดไม่ถึงว่าคุยไม่กี่คำ โรงงานจะขายออกไปแล้ว ถึงกับนั่งเหม่อลอย
ส่วนฝ่ายบัญชี ฝ่ายขาย หัวหน้าแผนกที่นั่งฟังอยู่ พอรู้ว่าจะไม่ตกงาน แถมจะได้ไปอยู่กับเถ้าแก่ใหม่ที่มีอนาคตไกลกว่า ก็รีบเสนอให้ไปกินข้าวฉลองกันก่อน บ่ายค่อยทำเรื่องโอน
เถ้าแก่โรงงานได้สติ เห็นด้วยตามนั้น
รีบหยิบมือถือจองห้องอาหารที่โรงแรมเหลียวเฉิงทันที
...
ไม่นาน
โรงแรมเหลียวเฉิง
ทุกคนนั่งประจำที่
เหล้ามา อาหารมา...
เถ้าแก่โรงงานในฐานะเจ้าถิ่น เปิดบทสนทนา
"คุณอวี๋ครับ ขอถามหน่อย คุณจะเอากล่องพลาสติกใสไปทำอะไรครับ"
"อ้อ!"
อวี๋หยางกำลังจะอธิบาย เหลือบไปเห็นผัดผักบนโต๊ะ แปลกใจที่ต้นอ่อนของตัวเองขายมาไกลถึงเหลียวเฉิงแล้ว
เลยคีบขึ้นมาหน่อยหนึ่ง "ลองชิมจานนี้สิครับ"
ทุกคนไม่กล้าปฏิเสธ รีบคีบเข้าปาก
อวี๋หยาง: "รสชาติเป็นไงบ้าง"
"เยี่ยมเลยครับ กรอบสดชื่น กินแล้วได้กลิ่นหอมของถั่วเหลืองจางๆ" เถ้าแก่โรงงานขุดคำชมออกมาจนหมดพุง
"ไม่ปิดบังนะครับ ต้นอ่อนจานนี้น่าจะมาจากบ้านผมเก้าในสิบส่วน"
"หือ?"
"แถวบ้านผมมีทางด่วน ช่วงก่อนมีรถส่งผักไปวอลมาร์ทปักกิ่งคันหนึ่งเกิดคว่ำ บนรถขนต้นอ่อนนอกฤดูมาเต็มคัน ผมเลยลองไปถามดูว่าราคาเท่าไหร่ คนขับชูนิ้วขึ้นมาห้านิ้ว"
"ห้าสลึง?"
"แค่นั้นไม่พอกระยาไส้หรอกครับ ห้าหยวน!"
"เชี่ย!" ทุกคนอุทาน
อวี๋หยางเล่าต่อ "คิดด้วยส้นเท้าก็รู้ว่างานนี้มีกำไร และกำไรมหาศาลด้วย"
ทุกคนพยักหน้าเห็นด้วย
"บังเอิญคนขับทำของหาย รถก็หาย..."
"หายได้ไงครับ"
"บ้านผมชาวบ้านเขาซื่อครับ คิดว่าของที่เก็บได้คือของตัวเอง"
"..."
"แต่นั่นไม่สำคัญ สำคัญคือคนขับไม่กล้ากลับบ้าน ผมเลยชวนเขามาลองปลูกต้นอ่อนดู แล้วคุณทายซิ เกิดอะไรขึ้น"
"สำเร็จชัวร์!"
"ถูกต้อง ไม่แค่สำเร็จนะ ดังเปรี้ยงปร้าง แผ่นเท่าสองฝ่ามือขายสองหยวน พ่อค้าผักสิบหมู่บ้านแปดตำบลมาเข้าคิวรอรับของกันยาวเหยียด"
"เถ้าแก่อวี๋ แบบนี้คุณก็รวยเละสิครับ"
"ใช่ครับ ต่อมาเลยสร้างโรงเรือนพลาสติก 11 หลัง ไม่ใช่แค่พ่อค้าผักนะ แม้แต่เถ้าแก่รถพ่วงที่ฉวนปู้ยังเปลี่ยนมาค้าต้นอ่อนกันหมด"
พูดยังไม่ทันจบ เถ้าแก่โรงงานตบโต๊ะปัง "เถ้าแก่อวี๋ เราไม่ต้องซื้อขายกันแล้ว ยกโรงงานพลาสติกให้คุณเลย แต่คุณต้องลัดคิวต้นอ่อนให้ผม รอค่าของครบ 6 แสน 5 เมื่อไหร่ ค่อยทำเรื่องโอน"
"???"
"ถ้าไม่ตกลง ผมไม่ขายโรงงานแล้วนะเว้ย!"
"..."
เถ้าแก่โรงงานไม่ได้บ้า และไม่ได้หูเบาเชื่อคนง่าย
แต่ฉวนปู้กับเหลียวเฉิงอยู่ไม่ไกลกัน คนทำขนส่งคุยกันนิดหน่อยก็รู้แล้วว่ารถพ่วงซื้อมาจากไหน
เขาเลยรู้มาจริงๆ ว่ามีเถ้าแก่รถพ่วงที่ฉวนปู้คนหนึ่งหันมาขายต้นอ่อน
ไม่ใช่แค่คนเดียว แต่เถ้าแก่ที่มีรถพ่วงที่ฉวนปู้ทุกคน กำลังจะโดดลงมาเล่นตลาดนี้
พูดง่ายๆ คือ ฉวยโอกาสหน้าหนาว ช่วงใกล้สิ้นปี กอบโกยเงินก้อนโต
ไหนๆ รถพ่วงก็จอดทิ้งไว้เฉยๆ เอามาวิ่งงานดีกว่า
ที่สำคัญที่สุด
โรงงานพลาสติกทำถ้วยบะหมี่ กล่องข้าว
ลูกค้าคือโรงงานบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปและร้านอาหาร
บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปรสชาติพิเศษบางรส ใช้ถั่วงอกเป็นผักอบแห้ง ถ้าเปลี่ยนเป็นต้นอ่อน รสชาติน่าจะดีกว่า แถมเป็นจุดขายได้ด้วย
ส่วนร้านอาหารยิ่งไม่ต้องพูดถึง ผัด ยำ ต้มจืด...
'สรุปว่าเรารวยเละ!'
เถ้าแก่โรงงานนึกถึงรายชื่อลูกค้าที่จดไว้เต็มสมุด แถมยังมีลูกค้ารายใหญ่อย่างโรงงานบะหมี่ ด้วยความตื่นเต้น แกยกแก้วเหล้าขึ้นดื่มรวดเดียวหมด
แล้วกระแทกแก้วลงบนโต๊ะ "ตกลงไหม?!"
อวี๋หยางตัวสั่นงันงก "ตกลง ตกลงครับพี่!"
[จบแล้ว]