เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

พวกนายว่าดีมั้ย?

พวกนายว่าดีมั้ย?

พวกนายว่าดีมั้ย?


“บอลทมิฬ”

“กรี๊ดดด”

เมฟิสโตสะบัดมือปล่อยบอลสีดำขนาดเท่าฝ่ามือออกไปโจมตีมิร่าจนระเบิดออก ทำให้เธอกระเด็นออกไปอีกทาง

“น้องสาวติดพี่” พัคแทยังที่เห็นแบบนั้นก็กระโดดเข้าไปรับตัวของหญิงสาวผมม่วงด้วยความเร็วแสง

“แค่กๆ เจ้าบ้า เรียกข้าแบบนี้อยากตายรึไง ถึงมันจะเป็นเรื่องจริงก็เถอะ ปล่อยข้า...”

“มิร่าเจ้าเป็นอะไรมะ...ลงมาจากพัคน้อยเดี๋ยวนี้นะ!” ไป๋เสวี่ยฉีพูดเสียงแข็ง

“เอ๋ กรี้ดดด นี่พี่หญิงหึงข้าใช้มั้ย คิกๆ เป็นครั้งแรกที่พี่หึงข้าเลยนะ ข้าอยากสัมผัสเวลานี้ไปนานๆเลย เพราะงั้นเจ้าชาย ท่านช่วยอุ้มข้าอย่างนี้ไปนานๆนะ...อะ โอ๊ยๆๆ อย่าดึงแก้มข้าซี่ มันช้ำขึ้นมาเดี๋ยวข้าก็เอาไปถูหน้าอกของท่านไม่ได้หรอก โอ๊ย! ก็ได้ๆ ไม่พูดแล้วววว” มิร่าพูดเสียงหลงขณะกุมแก้ม มองมิร่าที่หันไปตรวจดูร่างกายของพัคแทยังด้วยความอิจฉา

“หนอยยย กล้าดียังไงมาแย่งความรักของพี่หญิงไปจากข้า...เจ้ามันศัตรูหัวใจ!”

“...” เมฟิสโตมองอึ้งๆ พวกนี้มันปัญญาอ่อนหรือเปล่า สู้กันอยู่แท้ๆดันพูดเล่นกันอีก

“พวกเจ้าจะเล่นตลกก็กลับไปเลย” แบคคัสกรอกตาอย่างเอือมระอา

“ฮี่ๆ พวกเจ้านี้ตลกดีนะ แต่ข้าเบื่อที่จะเล่นด้วยแล้ว ดังนั้นหายไปซะให้หมด!” เมฟิสโตมองพวกพัคแทยังราวกับมองคนที่ตายไปแล้ว

“ตรึงโลหิต” ชายเผ่ามารกางมือข้างซ้ายไปข้างหน้า

“อึก”

“อั่ก”

“โอ๊ย”

“...”

“ทำไมขยับไม่ได้” มิร่าขมวดคิ้ว

“วิชาระดับสูงของเผ่ามารโลหิตที่ทำให้พวกมันกลายเป็นหนึ่งในเผ่ามารระดับสูง มันสามารถจำกัดการเคลื่อนไหวของศัตรูที่มีระดับพลังน้อยกว่าตนได้นานเท่าที่ปราณของมันยังมีอยู่ วิชานี้เป็นวิชาลับของจักรพรรดิโลหิต แต่ไม่คิดว่าเขาถ่ายทอดให้กับเจ้านี่ด้วย สงครามครั้งก่อนมันยังทำได้แค่เปลี่ยนรูปร่างเป็นโลหิตเฉยๆเอง” ไป๋เสวี่ยฉีกัดฟัน

“กรอดดด” แบคคัสเร่งปราณแห่งชีวิตเต็มที่จนสามารถหลุดออกมาจากการควบคุมของเมฟิสโตได้

“ชิ อย่างที่คิด อาชาโลหิตสามารถต้านทานผลของวิชานี้ได้ แต่แล้วยังไง หากเจ้าไม่สามารถโจมตีข้าได้มันก็ไร้ประโยชน์ รอข้าตัดหัวเจ้าก่อนแล้วค่อยจัดการคนที่เหลืออย่างช้าๆ...”

“อ้า เพียงแค่นึกถึงเสียงร้องโหยหวนของพวกเจ้ายามทรมานก็ทำให้ข้ารู้สึกรัญจวนใจแล้ว ฮี่ๆ” เมฟิสโตยิ้มอย่างมีความสุขขณะลอยสูงขึ้นไปบนฟ้าจนแบคคัสไม่สามารถโจมตีได้

“ไอ้โรคจิตเอ๊ย...เสาพฤกษา!.” แบคคัสคำราม เขากางมือทั้งสองข้างออกก่อนจะชู้ขึ้นไปบนท้องฟ้า ทำให้ต้นสนรอบด้านยืดออกแล้วรวมตัวกันเป็นแท่นไม้ยืดยาวขึ้นไปบนฟ้าจนสามารถยืดมือออกไปโจมตีใส่เมฟิสโตได้อีกครั้ง

“น่ารำคาญจริงๆ แต่ยังไงพลังที่เจ้าใช้ออกมายังไม่ถึงเสี้ยวของจักรพรรดิอาชาพฤกษาเมื่อครั้งสงครามเทพอสูรเลย แค่กระตุ้นปราณแห่งชีวิตเพื่อดูดกลืนปราณโลหิตที่เข้าไปในร่างเจ้ายังไม่รู้เลย คงไม่มีใครสอน...อ้อ ลืมไป คนทำเป็นตายหมดแล้วนี่นะ ก๊ากๆๆ...” เมฟิสโตแสยะยิ้ม

“หมดเวลาสนุกแล้ว อาชาพฤกษา จงสยบ! วิชาบงการโลหิต...ปั่นป่วนภายใน!”

สิ้นเสียงของเมฟิสโต แบคคัสก็ร้องออกมาเสียงดัง เข้ารู้สึกว่าเลือดในกายของเขาไหลเวียนผิดเพี้ยนไปหมด เขารู้สึกเจ็บปวดจนแทบจะหมดสติ นี่เขาจะต้องมาตายอย่างนี้งั้นเหรอ เขายังไม่ได้เล่นเกมที่ฝากสาวนักดาบซื้อเลยนะ แบคคัสไม่เคยรู้สึกกลัวความตาย แต่เขากลัวที่จะต้องจากมากิจังไปมากกว่า

“ฮี่ๆ อาชาพฤกษา เผ่าพันธุ์ที่พวกข้าเคยหวาดกลัว จงสิ้นไปซะ!” เมฟิสโตหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง เขาขยับมือเตรียมเร่งความเร็วปั่นป่วนการไหลเวียนในร่างของชายผมเขียวจนมันระเบิดออกมา

“เน่ๆ ฉันขอให้พวกนายไปเอาเนื้อช้างมาไม่ใช่เหรอ ทำไมฉันยังเห็นมันนอนแห้งตายอยู่ตรงนั้นล่ะ ให้ตายสิ แค่ฉันหันไปจัดการแยกร่างของยัยมารนี่กับสาวผมแดงแล้วก็งีบไปแปปเดียว พวกนายก็อยู่ในสภาพนี้แล้วเหรอ เห้อ กะว่าถ้าตื่นขึ้นจะได้กินรสชาติคล้ายผัดเผ็ดหมูป่าแท้ๆ” เสียงเฉิ่อยชาของชายหนุ่มดังขึ้นห่างจากเมฟิสโตไม่ไกล

เมื่อชายเผ่ามารหันไปก็พบกับชายหนุ่มผมเทาหน้าตาดูง่วงนอนคนหนึ่งกำลังยืนหาวและมองพวกพัคแทยังอยู่

“เจ้าเป็นใคร” เมฟิสโตเอ่ยเสียงเครียด เขาไม่รู้สึกถึงการคงอยู่ของชายตรงหน้าเลย ต่อให้เป็นอสูรระดับจักรพรรดิหรือผู้ใช้พลังระดับ SSS มาเองเขายังสามารถสัมผัสได้ด้วยซ้ำถ้าพวกเขาไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญวิชาซ่อนตัวระดับสูงสุด

แต่กับคนๆนี้ เขากลับไม่รู้สึกอะไรเลย เหมือนกับกำลังจ้องมองความว่างเปล่าอยู่ คล้ายกับเขาเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติอย่างไรอย่างนั้น

“อ๊ะ นี่นายโอตาคุ ทำไมนายถึงตาเหลือกแบบนั้นล่ะ อ้อ เป็นเพราะเจ้านี่งั้นเหรอ?” ราฟมองสายสีแดงที่ถูกเชื่อมไปที่คนทั้งสี่ แต่แบคคัสกลับมีเส้นสีแดงหลายเส้น เมื่อเขาแตะไปที่เส้นสีแดงที่ออกมาจากมือของเมฟิสโต การควบคุมของชายเผ่ามารที่มีต่อพวกพัคแทยังก็หายไป ทั้งสี่คนล้มลงไปนอนกับพื้นทันที

“อั่ก” เมฟิสโตที่ถูกทำลายการควบคุมกระอั่กเลือดออกมาอย่างเจ็บปวด ผลของการที่วิชาถูกทำลายคือความเสียหายที่อีกฝ่ายได้รับจะย้อนกลับมาสู่ตน

เมฟิสโตมองราฟอย่างโกรธแค้น

“เจ้าคนสารเลว เจ้าทำอะไร? ทำไมวิชาของข้าถึงถูกทำลาย”

“อื๋อ วิชา? อ้อ...” ราฟเข้าใจแล้วว่าทำไมอยู่ๆเจ้าหมอนี่ถึงกระอั่กเลือดออกมา ส่งสัยเส้นสีแดงนี่จะเป็นปราณที่ออกมาจากเจ้าตัวสินะ ตั้งแต่ที่เขาดูดซับพลังจากแร่ซูพริลมาเขาก็เห็นปราณธรรมชาติรูปแบบต่างๆชัดมากขึ้น จากที่ลางๆก็มองเห็นได้อย่างชัดเจน

‘แต่ถึงจะรู้สาเหตุว่าเราทำแบบนี้ได้ยังไงเราก็ไม่คิดจะเผยไต๋ให้มันรู้หรอกนะ หุๆ’ ราฟคิดในใจยิ้มๆ

‘แต่ก่อนหน้านั้น’ ราฟหันไปมองสภาพของพวกพัคแทยัง ก่อนจะกวาดตามองศพของผู้เข้าแข่งขันที่ถูกตัดหัวหลายสิบชีวิต รวมทั้งชายหน้าสวยและชายหน้ายิ้มที่กำลังแอบดูพวกเขาอยู่อย่างเงียบๆ

“คนที่ตายไป...ฝีมือแกทั้งหมดเลยสินะ” ราฟเปลี่ยนจากใบหน้าขี้เล่นเป็นใบหน้าที่แสนเย็นชา

“ถ้าใช่แล้วจะทำไ...”

เป๊าะ!

ตูมมม!

ฉูดดด!

เสียงดีดนิ้วของราฟดังขึ้นพร้อมกับร่างของเมฟิสโตที่ระเบิดออกไปจนแตกกระจายเป็นฝนเลือด

“เป็นวิชาที่สะดวกดีแฮะ...ปั่นป่วนโลหิตงั้นเหรอ ชื่อเชยจัง ขอตั้งให้ใหม่เป็นพิรุณโลหิตละกันเนอะ เพราะเวลาใช้ผลของมันคล้ายกับฝนเลย นายว่าดีมั้ย? พัคแทยัง ทั้งสามคนด้วย พวกเธอว่าไง?” ราฟหันไปถามเพื่อนสนิทของเขาและอสูรทั้งสาม

“พะ เพราะมากๆเลยค่ะ”ไป๋เสวี่ยฉีตอบเสียงสั่น

“คะ ความหมายดีมากค่า” มิร่าพูดเสียงดังทั้งๆที่ตัวสั่นสุดๆ

“ยะ ยกนิ้วให้เลย ให้รู้กันไปว่ามันเยี่ยมยอด เวรี่กู้ดดด” แบคคัสยกนิ้วโป้งทั้งสองข้างให้ราฟ ถ้าเป็นไปได้เขาก็อยากยกนิ้วเท้าให้อยู่ แต่ขาเจ้ากรรมดันสั่นไม่ยอมหยุดเลยเนี่ยสิ

“เอ่อ ก็เพราะดี ฮะๆ” พัคแทยังยิ้มแห้งๆ เมื่อเขามองไปยังสามคนที่เหลือกับพบว่าพวกเขาขยับมากอดคอกันแน่นมองราฟด้วยความอกสั่นขวัญหาย

“อะชึบๆ” ราฟพูดพลางเดินไปยกร่างของคชสารโลหิตขึ้นมา

“ได้ยินว่าพวกนายฟื้นตัวเร็วนี้ งั้นพวกนายรักษาตัวเสร็จแล้วก็ตามมากินข้าวด้วยกันล่ะฉันไปก่อนนะ” ราฟพูดยิ้มๆก่อนจะหายไปทั้งคนทั้งช้าง

“เทเลพอร์ตล่ะ”

“ไม่ใช้แหวนด้วย”

“สัตว์ประหลาด”

“...” พัคแทยัง

จบบทที่ พวกนายว่าดีมั้ย?

คัดลอกลิงก์แล้ว