เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

สามอสูรปรากฏกาย

สามอสูรปรากฏกาย

สามอสูรปรากฏกาย


กล่าวจบก็ปรากฏโล่แสงสว่างออกมาต้านทานลำแสงทมิฬและสะท้อนมันกลับไปยังผู้โจมตีอย่างคชสารโลหิต

“อ๊ากกก” คชสารโลหิตที่โดนลำแสงทมิฬที่ตอนนี้ถูกแสงแห่งทิวาเปลี่ยนคุณสมบัติจากธาตุความมืดเป็นแสงสว่างร้องโหยหวนออกมาอย่างน่าสังเวช ร่างของมันถูกลำแสงนั้นโจมตีจนระเบิดออกเผยให้เห็นกระดูกข้างใน

“โว้ววว” หลิวหยางผิวปากอย่างตกตะลึงในความรุงแรงของพลังนี้

“โอกาสนี้ล่ะ” เคียวยะพูดขึ้นก่อนจะวิ่งสุดแรงเพื่อออกไปให้พ้นจากขอบเขตการโจมตีที่นี่จนหายลับตาไป

“...” พัคแทยังมองคนทั้งสองที่หนีไปอย่างนิ่งๆ

“หนีไปได้ก็ดีแล้วล่ะ” เขายิ้มออกมาก่อนจะหันไปมองเพื่อคุมเชิงเมฟิสโต

“เจ้ากล้าดียังไง นังบ้านี่!” คชสารโลหิตกู่ร้องเสียงดังก่อนจะเริ่มฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว มันจ้องไป๋เสวี่ยฉีอย่างอาฆาต

“ชิ เผ่ามารโลหิตอย่างพวกเจ้าที่ไม่แพ้ทางธาตุแสงเหมือนพวกเผ่าปีศาจนี่น่าเบื่อจริงๆ” ไป๋เสวี่ยฉีบ่นออกมา

“หึๆ ตราบใดที่แก่นโลหิตทั่วร่างของข้าไม่ถูกทำลาย เจ้าก็อย่าหวังว่าจะสังหารข้าได้!” คชสารโลหิตตะโกนออกมา มันฟาดงวงฟาดงาอย่างลำพองใจ

“จุ๊ๆ เจ้านี่ไม่ไหวเลยนะยัยบราคอน แค่ช้างตัวเดียวยังจัดการไม่ได้ในกระบวนท่าเดียว หลบไปซะ ตาของข้าแล้ว” เสียงของชายหนุ่มคนหนึ่งดังขึ้นเผยให้เห็นชายผมเขียวถือพัดที่กำลังกระโดดลงมาจากต้นสนที่เต็มไปด้วยหิมะ

“เหอะ นั่นเพราะข้ายังไม่ชินกับระดับพลังใหม่และกลัวว่าจะเผลอฆ่ามันจนไม่เหลือแม้แต่หยาดโลหิตจนทำให้ ‘คนๆนั้น’ ไม่พอใจหรอก” ไป๋เสวี่ยฉีพูดอย่างไม่สบอารมณ์ชายหนุ่มที่มาใหม่

“ข้าถึงได้บอกไงว่าจะจัดการเอง เกิดเขาไม่พอใจขึ้นมาแล้วจับพวกเรากินแทนจะซวยเอา” แบคคัสพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเกรงๆ

“นี่! พวกเจ้าจะคุยกันอีกนานมั้ย เดี๋ยวสัตว์ประหลาดนั่นก็อาละวาดหรอก ข้ายังไม่อยากตายนะ ตอนมองเขาโดยใช้สัมผัสเทวะครั้งแรกข้าฉี่แทบเล็ดแน่ะ” หญิงสาวผมม่วงหรือมิร่าที่กระโดดลงจากต้นสนตามแบคคัสมาพูดขึ้นด้วยร่างกายสั่นเทา

“เจ้าน่ะยังดี เจ้าเด็กซนนั่นถึงกับฉี่ราดเลย กว่าจะหยุดกลัวเขาก็หลายวัน ยังดีที่ข้าได้พัคน้อยคอยปลอบเลยทำใจได้หน่อยว่าเขาจะไม่กินเรา” ไป๋เสวี่ยบอกมิร่า

“เหอๆ ส่วนข้าน่ะเหรอ ตอนเห็นเขาครั้งแรกนึกว่าเป็นแค่นักเรียนธรรมดา แต่ทีไหนได้ พอข้ากลับมาอีกรอบและกำลังจะไปย้ำเตือนให้เด็กสาวนักดาบนั้นไม่ให้ลืมซื้อเกมที่ฝากไว้ก็ถูกเขาปล่อยไอสังหารจนข้าสลบไปเลยแน่ะ” แบคคัสยิ้มแห้งๆพลางนึกถึงเหตุการณ์เมื่อไม่นานมานี้ยามพบกับชายหนุ่มผมเทาครั้งที่สอง

“สมน้ำหน้า เจ้าดันไปทำร้ายสตรีของเขาจนบาดเจ็บนี่ ถ้าเป็นพัคน้อยที่โดนเจ้าทำร้ายแทนนางล่ะก็ ข้านี่แหละที่จะแหกอกเจ้าเองจำไว้เลยเจ้าม้าบ้าสาว 2D!” ไป๋เสวี่ยฉีพูดอย่างเอาเรื่อง

“เออๆ หวงจังนะน้องชายเจ้าเนี่ย ทีลูกเลี้ยงยังไม่สนใจดูแลเท่านี้เลย ข้าว่าป่านนี้เจ้าเด็กน้อยลู่นั่นคงนั่งหดหู่อยู่ในห้องของตัวเองแล้วมั้ง” แบคคัสยักไหล่พูด

“พวกเจ้าเลิกเถียงกันแล้วจัดการเจ้าช้างบ้านี่ได้แล้ว แบคคัส ลงมือซะ ถ้าไม่ได้เนื้อมันกลับไปให้เขากินพวกเจ้าอาจได้ตายสมใจแน่!” มิร่าเร่งทั้งสอง

“ก็ได้ๆ” แบคคัสพูดก่อนจะมองคชสารโลหิตที่ตอนนี้กำลังตัวสั่นอยู่ มันมองเขาอย่างหวาดกลัว

“โอ้ ดูเหมือนเจ้าจะรู้สินะว่าข้าคือใคร” ชายหนุ่มผมเขียวยิ้มให้

“อะ อาชาพฤกษา ได้โปรดไว้ชีวิตข้าด้วย” คชสารโลหิตพูดขึ้น มันไม่กล้าแม้แต่สบตาชายตรงหน้า เรื่องสู้อย่างได้ฝัน

“ข้าก็ไม่ได้มีความแค้นส่วนตัวกับเจ้าเหมือนที่เจ้าชายเทวะนั่นมีกับเมฟิสโตหรอกนะ แต่ต้องขอโทษจริงๆ ถ้าข้าไม่ทำมัน อสูรแห่งตำหนักหยกบางส่วนอาจกลายเป็นอาหารของคนๆหนึ่งแทนเจ้า ดังนั้น...” แบคคัสยิ้มอย่างอ่อนโยนให้กับคชสารโลหิตแล้วกระทืบเท้าขวาลงพื้นหิมะ ก่อนที่จะมีรากไม้ยักษ์งอกออกมาจากพื้นดินรัดร่างของคชสารโลหิตจนมันกรีดร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด

“ไม่ ข้าแค่ถูกท่านเมฟิสโตอัญเชิญมาสังหารมนุษย์สองคนเท่านั้น ไม่ได้ล่วงเกินท่านเลย ทำไมต้องถึงกับสังหารกันด้วย!”

“เหอะ เผ่ามารอย่างพวกเจ้าถึงแม้จะมีที่ดีๆอยู่บ้าง แต่ส่วนใหญ่ก็เป็นพวกไร้เหตุผล อยากฆ่าใครก็ฆ่านี่ พอโดนกระทำบ้างก็ตัดพ้อต่อฟ้าดินหรือ ไร้สาระสิ้นดี” มิร่ามองมันอย่างรังเกียจ

“ไม่ ข้าไม่ผิดนี่ พวกมันอ่อนแอเอง จึงได้ตายอย่างไร้ทางสู้...”

“งั้นเจ้าก็อ่อนแอเองที่ไร้พลัง จงตายเสีย” แบคคัสพูดเสียงเรียบ

“พฤกษาสูบโลหิต”

สิ้นเสียงของชายหนุ่มร่างของคชสารโลหิตขนาดยักษ์ก็แห้งเหี่ยวเพราะโดยสูบเลือดไป แต่ส่วนเนื้อของมันยังคงดีอยู่เพราะแบคคัสตั้งใจให้เป็นอย่างนั้น

“เสร็จงานแล้ว ไปกันเถอะ...หืม” แบคคัสเลิกคิ้ว เขามองขึ้นไปบนฟ้าก็พบว่าสีของมันแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงเลือด

ตูมมม

.

.

.

ก่อนหน้านี้ไม่นาน

ทางด้านของพัคแทยัง

หลังจากที่พวกไป๋เสวี่ยฉีไปโจมตีคชสารโลหิต พัคแทยังก็เปิดฉากโจมตีเมฟิสโตทันที

“หอกทลายฟ้า” พัตแทยังเอ่ยเสียงเรียบ ชายหนุ่มเปลี่ยนร่างของตัวเองเป็นลำแสงพุ่งเข้าใส่เมฟิสโต

“อาภรณ์โลหิต...รูปแบบเกราะเทวะ” ชายเผ่ามารทำมือไขว้กันตรงกลางหน้าอกแล้วสะบัดมันออก จากนั้นเลือดในกายก็ออกมาจากรูขุมขนของเขาแล้วถักทอเป็นเส้นใยที่มีคุณสมบัติยืดหด แข็งตัวและทนทานดุจเหล็กกล้าออกมาป้องกันส่วนที่ถูกพัคแทยังแทงหอกโจมตีก่อนที่มันจะค่อยๆขยายตัวออกเป็นรูปร่างเหมือนกันเกราะพาวเวอร์สูทสีแดงเลือดที่มีลวดลายดวงอาทิตย์สีดำตรงกลางหน้าอก ตรงส่วนหัวสวมหมวกเข้ารูปแบบเต็มหัวเป็นใบหน้าของยักษ์หรือโอนิแบบญี่ปุ่น

“นั่นมัน...เกราะของนักรบเทวะ!?” พัคแทยังเบิกตากว้าง

“ตกใจอะไรขนาดนั้น ข้าก็แค่เอามันมาสร้างใหม่เพราะเห็นว่ามันเท่ห์ดี ส่วนใบหน้าก็เปลี่ยนเป็นหน้าโอนิเพราะแบบเดิมมันดูน่าเบื่อเกินไปน่ะนะ ใครให้พวกเจ้าออกแบบหน้ากากโดยใส่แค่ดวงตาเฉยๆล่ะ” เมฟิสโตพูดขณะใช้มือซ้ายจับหอกของพัคแทยังไว้ไม่ให้เขาดึงกลับ ก่อนจะเรียกดาบโลหิตออกมาจากฝ่ามือขวาแล้วฟันมันไปที่คอของพัคแทยัง

“ขอหัวของเจ้าล่ะนะ!” เมฟืสโตแสยะยิ้ม

“...” พัคแทยังไม่พูดอะไร แต่กลับปล่อยมือออกจากหอกแล้วเคลื่อนที่ไปโผล่ด้านหลังของเมฟิสโตด้วยความเร็วแสง เขายื่นมือขวาออกไปก่อนจะพูดขึ้นว่า

“มา!” สิ้นเสียงหอกที่อยู่ตรงหัวใจของเมฟิสโตและถูกเขาจับอยู่ก็หมุนตัวของมันจนคล้ายสว่านควงทะลุเกราะและร่างของชายเผ่ามารทันที

ฉึก!

“อ๊ากกก!”

จบบทที่ สามอสูรปรากฏกาย

คัดลอกลิงก์แล้ว