เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ไป๋เสวี่ยฉีลงมือ

ไป๋เสวี่ยฉีลงมือ

ไป๋เสวี่ยฉีลงมือ


“อ๊ากกก ไม่เคยมีใครหยามข้าอย่างนี้มาก่อนในชีวิต เจ้า? เมฟิสโตใช่มั้ย รอข้าแปป ข้าขอเคลียร์กับเจ้าบ้านี่ก่อน!” หลิวหยางคำรามออกมาเสียงดัง

“ฮ่าๆๆๆ พวกเจ้านี่ตลกกันดีนะ ข้าน่ะไม่สนใจพวกเจ้าหรอก อยากทำอะไรก็ทำไปเถอะ แต่จะดีเหรอ ดูข้างหลังพวกเจ้าก่อนสิ...” เมฟิสโตขี้นิ้วไปทางด้านหลังของพวกหลิวหยาง

ครืนนน

เมื่อหลิวหยางและเคียวยะหันกลับไป พวกเขาก็เห็นคชสารโลหิตที่หลิวหยางพึ่งจับทุ่มไปลุกขึ้นมา มันมองทั้งสองคนด้วยความโกรธ

“เป็นแค่ผู้ใช้พลังระดับ S แต่มีพลังกายใช้ได้นี่ ตอนแรกข้ากะจะทรมานโดยเล่นกับพวกเจ้าก่อนแล้วค่อยฆ่า แต่ข้าเปลี่ยนใจแล้ว จงดับสูญไปเสีย! ลำแสทมิฬ!” สิ้นเสียงของมัน คชสารโลหิตก็ชี้งวงมาทางหลิวหยางและเคียวยะก่อนที่ปลายงวงจะมีก้อนพลังงานสีดำสนิทรวมตัวกันเป็นทรงกลมก่อนจะยิงออกมาเป็นกระสุนลำแสงขนาดยักษ์พุ่งมาที่ทั้งสองคน

“หลบไป!” หลิวหยางพูดขึ้น เขาออกแรงผลักเคียวยะออกไปแต่ก็ไม่สามารถขยับตัวของชายหน้ายิ้มได้

“คุณนั่นแหละที่ต้องหลบ” เคียวยะยิ้มให้หลิวหยาง เขาดึงให้หลิวหยางไปอยู่ด้านหลังก่อนจะเรียกโล่อัศวินขนาดใหญ่ออกมาป้องกันลำแสงสีดำนี้

ซูมมมม

“ไม่ไหวแฮะ มันแรงเกินไป ดูเหมือนมันจะใช้พลังแห่งความมืดที่มีพลังในการทำลายสูงโจมตีมา ฮะๆ” เคียวยะยิ้มแห้งๆ

“ในเวลาแบบนี้ยังจะหัวเราะได้อีก เจ้าบ้าไปแล้วงั้นเหรอ” หลิวหยางว่าเข้าให้

“ก็อาจจะนะ” เคียวยะพูดพลางมองใบหน้าของหลิวหยางพลางถอนหายใจ

“ส่วนตอนนี้ก็หนีกันก่อนเถอะ โล่ของผมมันกันได้ไม่นาน พลังของช้างนี่เหมือนจะสูงกว่าระดับ S อีก มันไม่ใช่สิ่งที่เราจะต่อกรได้ในตอนนี้” เคียวยะพูดขึ้นขณะยกหลิวหยางพาดหลังก่อนจะพุ่งตัวหลบจากขอบเขตการโจมตีของลำแสงทมิฬ

“แล้วทำไมพวกเราไม่พูดยอมแพ้ไปล่ะ แค่นี้แหวนก็น่าจะเทเลพอร์ตพวกเราออกจากการแข่งขันแล้วนี่” หลิวหยางขมวดคิ้ว ถึงจะไม่พอใจที่ถูกเจ้าบ้านี่แบกก็เถอะ แต่เขาต้องปล่อยไปก่อนเพราะตอนนี้เขายังขยับตัวไม่ได้มากนัก นี่ถ้าได้โดนน้ำสักหน่อยนะ...

“ผมลองดูตั้งแต่ตอนเห็นเจ้าเมฟิสโตนั่นฟันหัวผู้เข้าแข่งขันคนอื่นเหมือนเป็นของเล่นแล้ว หนึ่งในนั้นคืออันดับหนึ่งของโรงเรียนวาเรียที่มีพลัง ‘ปราการเหล็ก’ ที่สามารถทำให้ร่างกายของเขาทนทานเหมือนเหล็กกล้า ผมเคยสู้แล้วผลคือเสมอกับเขาเพราะโจมตีเขาไม่เข้า”

“...ที่ผมจะบอกคือเขาแข็งแกร่งขนาดที่ว่าอยู่ในระดับที่ใช้ได้ตลอดเวลาแม้ในขณะที่นอนหลับหรือสลบแต่ก็ถูกเจ้าเมฟืสโตนั้นฟันหัวขาดในครั้งเดียว....”

“พอผมเห็นแบบนั้นก็เลยรีบยอมแพ้หวังให้แหวนส่งผมกลับโรงเรียนไปแต่มันกลับไม่ทำงาน ดังนั้นในตอนนี้พวกเราควรหนีก่อน แล้วค่อยหาวิธีติดต่อพวกผู้อำนวยการกัน” เคียวยะพูดขณะวิ่งหลบลำแสงสีดำนั้นไปด้วย

“ฮี่ๆ เป็นภาพที่น่าดูจริงๆ ว่าที่ผู้พิทักษ์อนาคตไกลกลับวิ่งหนีคชสารเพียงตนเดียว เสียดายจริงๆที่ครั้งนี้ไม่มีการถ่ายทอดสด ไม่งั้นคนดูคงมีหลายล้านแน่ๆ ฮ่าๆๆๆ” เมฟิสโตใช้มือทุบที่วางแขนอย่างสะใจ

“นายคือดยุคเมฟิสโตแห่งเผ่ามาร ฉายา ‘จอมเชือด’ สินะ” เสียงทุ้มของชายหนุ่มดังขึ้นด้านหลังของชายเผ่ามาร

ตูมมม

เมฟิสโตเปลี่ยนมือของตัวเขาเป็นมือโลหิตขนาดยักษ์โจมตีไปที่จุดที่ได้ยินเสียงทันที

“ดูจากไอมารที่แผ่ออกมาพร้อมกับพลังที่สามารถเปลี่ยนรูปร่างของเลือดได้ดั่งใจแล้วคงไม่ผิดแน่” ชายคนนั้นพูดเสียงเรียบก่อนจะเผยตัวออกมาเผยให้เห็นชายใบหน้าหล่อเหลาราวเทพบุตรผมดำตาทองคนหนึ่งกำลังเรีบกหอกเทพสงครามออกมาจากความว่างเปล่า

เป็นพัคแทยัง!

“ใบหน้านั้น กับเนตรสีทองที่น่าควักมาเป็นเครื่องประดับนั่น บุตรแห่งสุริยัน? ฮ่าๆๆ ข้าก็ตามหาเจ้าตั้งหลายวัน นึกว่าไปมุดหัวหลบเหมือนหนูท่อที่ไหนมา แต่กลับโผล่มาให้ข้าเชือดถึงที่เลยนี่นะ เรียกว่ากล้าหรือโง่ดีล่ะเนี่ย” เมฟิสโตแสยะยิ้มพลางเปลี่ยนให้มือกลับมาเป็นเหมือนเดิม

“จะให้ฉันอยู่เฉยๆมองคนที่สังหารประขาขนของตัวเองสนุกอยู่ได้ยังไงกันล่ะ นายน่ะ คือหนึ่งในพันธมิตรอนธการที่ทำการล่าสังหารเผ่าเทวะและภาคีสุริยันสินะ”

“ถ้าใช่แล้วจะทำไม? ฮะ? เจ้าเด็กเมื่อวานซืน ในตอนที่พวกข้าไล่ล่าพวกขี้แพ้นั่นรวมทั้งบิดาบังเกิดเกล้าของเจ้า ตัวของเจ้ายังเป็นเพียงเด็กน้อยตัวกะเปี๊ยกที่เอาแต่ร้องไห้เรียกหา ท่านพ่อ! ท่านแม่! ท่ามกลางเกาะลอยฟ้าที่พังทลายอยู่เลยนี่?” เมฟิสโตยิ้มหยันชายหนุ่มตรงหน้าก่อนจะกลับไปนั่งบนบัลลังค์อย่างสบายอารมณ์เหมือนไม่เห็นเขาอยู่ในสายตา

“งั้นฉันก็จะได้ล้างแค้นให้กัยสมาชิกภาคียังไงล่ะ” พัคแทยังกัดฟันกรอด ดวงตาสีทองของเขาเต็มไปด้วยรังสีแห่งการฆ่าฟัน เขากำหอกแน่นเตรียมโจมตีด้วยพลังทั้งหมดที่มี

“อ๊ะ เจ้าหน้าหล่อ! ยังรอดอยู่อีกเหรอ? รีบหนีไป! เจ้ามารนั่นอย่างโหดเลย มันฆ่าอันดับหนึ่งของโรงเรียนวาเรียไปแล้ว!” เสียงเจี๊ยวจ๊าวสายหนึ่งดังขึ้น

เมื่อพัคแทยังเบนสายตาไปมองก็พบกับชายหนุ่มผมฟ้าที่เคยเจอเมื่อตอนเริ่มการแข่งขันใหม่ๆ

“นายน้อยขี้วีน?” พัคแทยังเอียงหัวพูด

“ว่าใครขี้วีนฟะ คำนั้นใช้กับผู้หญิงโว้ย ต้องใช้ขี้โมโหสิ...ไม่ใช่ละ รีบหนีก่อนเร็วเข้า!” หลิวหยางพูดอย่างร้อนรน เขายังอยากจะสู้กับเจ้าหมอนี่อยู่นะ เขาจะไม่ปล่อยให้เจ้าหน้าหล่อนี่ตายก่อนตัดสินกันเด็ดขาด

“เลิกเป็นห่วงเขาเถอะครับ” เคียวยะพูดขึ้นด้วยคิ้วที่ขมวดขณะวิ่งหลบลำแสงทมิฬ เขามองพัคแทยังอย่างไม่พอใจโดยที่ไม่รู้ว่ามันเกิดจากอะไร

“...ลำแสงทมิฬ? พี่เสวี่ยฉี” พัคแทยังมองลำแสงขนาดใหญ่ที่ปล่อยออกมาจากช้างยักษ์สีแดงก่อนจะพูดออกมาเบาๆอย่างอ่อนโยน

“ได้เลยพัคน้อย...คชสารโลหิต? เมื่อสงครามครั้งก่อนมันยังเป็นเพียงพาหนะของเอิร์ลแห่งเผ่ายักษาอยู่เลยนี่ แหมๆ เลื่อนระดับจนมาเป็นขุนพลให้กับเจ้าขุนพลพ่อครัวนี่แล้วสินะ” เสียงหวานชวนผ่อนคลายดังออกมาจากหญิงสาวผมขาวในชุดจีนโบราณคนหนึ่ง เธอใช้มือซ้ายปิดปากหัวเราะเบาๆขณะกางมือขวาไปข้างหน้า

“พวกมารอย่างพวกเจ้ามีพลังลำแสงทมิฬแล้วคิดว่าสามารถทำทุกอย่างได้ตามต้องการ แต่ลืมไปแล้วสินะว่ายังมีพลังที่สามารถหักล้างมันได้อยู่น่ะ...”

“แสงแห่งทิวา!”

จบบทที่ ไป๋เสวี่ยฉีลงมือ

คัดลอกลิงก์แล้ว