เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

สารจากเทพปรกณัม

สารจากเทพปรกณัม

สารจากเทพปรกณัม


“ช่างเรื่องแผ่นหินก่อนเถอะ ที่ฉันเรียกนายมาก็เพราะว่าฉันอยากให้นายใช้พลังของนายดูดซับพลังของหินนี่ เพราะฉันคิดว่ามันอาจทำให้บาเรียที่คลุมโลกอยู่หายไปจนสามารถปล่อยยานอวกาศออกไปสำรวจดาวเคราะห์อื่นเพื่อใช้เป็นที่อยู่แห่งใหม่ได้...”

“ผมว่าอย่าทำอย่างนั้นดีกว่า” ราฟขัดคำพูดของโลแกน

ชายร่างผอมขมวดคิ้วก่อนถามขึ้นมาว่า

“ทำไมล่ะ นายไม่อยากช่วยโลกนี้เหรอ”

“ถ้าคุณอยากช่วยโลกนี้ไว้ก็อย่าเปิดบาเรียนี้ดีกว่า”

“เหตุผลล่ะ”

“เพราะแผ่นหินนี่ได้บอกไว้น่ะสิ ว่าบาเรียนี้ได้ปกป้องโลกพวกเราไว้จากการรุกรานของสิ่งมีชีวิตต่างดาวอย่างพวกอสูรต่างมิติ ถ้าคุณเปิดบาเรีย จากเดิมที่พวกมันเข้ามาได้แค่จากรอยแยกมิติ จะกลายเป็นว่าพวกมันจะยกโขยงกันมาจากทุกที่เพื่อแย่งชิงและยึดครองทรัพยากรบนโลก ว่าก็ว่าเถอะนะด็อก ผมมันใจว่าผมจะปกป้องตัวเองกับคนสำคัญของผมได้ แต่ถ้าจะให้ช่วยทุกคนคงไม่ไหว สิ่งมีชีวิตดั้งเดิมบนโลกอย่างมนุษย์ อสูร หรือกระทั่งมารได้ถูกทำลายหรือไม่ก็กลายเป็นทาสของพวกมันแน่”

“นายอ่านมันออกอย่างนั้นเหรอ! ได้ยังไง? มันคือภาษาอะไร?” โลแกนพุ่งเข้ามาเขย่าไหล่ราฟด้วยความตื่นเต้น

“เอ่อ มันคือภาษาที่มีการดัดแปลงมาจากภาษาของประเทศที่ล่มสลายน่ะ”

“แล้วมันคือภาษาอะไรกันล่ะ?”

“มันคือภาษาลู...”

“ภาษาลู? มันเป็นของคนในประเทศไหนเหรอ?”

“ประเทศไทยน่ะ ได้ยินว่าล่มสลายไปนานแล้ว ลุงจะไม่รู้จักก็ไม่แปลก แถมยังเป็นภาษาที่ดัดแปลงมาด้วย สงสัยว่าเทพปกรณัมที่เป็นผู้เขียนจะเป็น LGBT นะ”

“ไม่แปลกใจเลยที่ฉันหาข้อมูลไม่เจอ อย่างว่าแหละ ภาษามีไม่รู้กี่พันกี่หมื่นภาษานี่นะ เห้อ...ว่าแต่นายรู้ภาษานี้ได้ยังไง”

“ก็…เคยอ่านเจอน่ะ” ราฟบอกพลางนึกถึงหนึ่งในเพื่อนของเขาในโลกก่อนที่เป็นเกย์แล้วเธอเคยสอนให้เขาจะได้เข้าใจสิ่งที่เธอพูดและไม่ถูกนินทาลับหลัง นึกถึงช่วงเวลาเหล่านั้นราฟก็ยิ้มออกมา ตอนนี้เจ้าพวกนั้นจะเป็นยังไงบ้างนะ

“ถ้าที่นายพูดเป็นเรื่องจริง งั้นเราควรทำยังไงกันดีล่ะ” โลแกนขมวดคิ้วถามความเห็นราฟ

“ลุงสร้างเครื่องที่สามารถควบคุมการเปิดปิดบาเรียได้มั้ย?”

“...ฉันเคยลองทำแล้ว แต่มันต้องใช้เวลาดำเนินการนานมาก ถ้ามีผู้ช่วยวิจัยที่มีความรู้เทียบเท่าฉันก็อาจทำได้เร็วขึ้น แต่คงยาก เพราะนอกจากฉันก็หาใครที่มีพลังแบบนี้ไม่ได้อีกแล้ว”

“งั้น...ด็อกสามารถโอนถ่ายข้อมูลมาให้ผมได้มั้ย เห็นอย่างนี้แต่สมองของผมมันก็พัฒนาขึ้นเหมือนร่างกายนะ”

“...รอเดี๋ยวนะ เหมือนฉันเคยสร้างหมวกโอนความทรงจำอยู่...เจอแล้ว!” โลแกนยื่นมือไปหยิบหมวกรูปทรงคล้ายหมวกกันน็อคที่เชื่อมกับหมวกอีกอันอยู่ เขาสวมใส่มันเข้ากับหัวของตัวเอง ก่อนจะยื่นให้ราฟสวม

“มันคือ?”

“หมวกที่สามารถคัดลอกข้อมูลโอนย้ายไปให้คนอื่นได้ผ่านคลื่นสมองน่ะ ฉันสร้างมันไว้นานแล้วขี้เกียจพัฒนาต่อเพราะต้องทำวิจัยเรื่องบาเรียนี่ล่ะ”

“อ้อ...นี่ ด็อก ผมสงสัยอย่าง ทำไมถึงสร้างบาเรียแยกดินแดนไว้ล่ะ”

“เป็นการกันไม่ให้มีเอเลี่ยนสปีชีส์อยู่ในพื้นที่อื่นจนไปทำลายระบบนิเวศอื่นน่ะ เอาล่ะ สวมหมวกได้แล้ว”

“โอเค” ราฟสวมหมวกตามที่โลแกนบอก ก่อนที่นักวัยวัยกลางคนจะเริ่มกรอกคำสั่งลงไป

“คัดลอกข้อมูลเฉพาะส่วนความรู้ทั้งหมด เริ่มการทำงาน!”

ตี๊ดดด

หลังจากนั้นทั้งสองคนก็หลับไป

.

.

.

หลายวันต่อมา

เรเชลกำลังนั่งบนก้อนหินอยู่ในถ้ำแห่งหนึ่งที่ถูกเธอยกก้อนหินมาบังไว้ไม่ให้ใครเข้ามาอีก ขณะกำลังนั่งย่างเนื้อกวางกลายพันธุ์ที่เธอพึ่งล่ามาได้อยู่ เมื่อมันสุกได้ที่แล้วเธอก็หยิบมันขึ้นมาก่อนจะสะบัดนิ้วชี้หั่นเนื้อออกมาเป็นชิ้นพอดีคำด้วยเจตดาบของเธอแล้วหยิบเข้าปากงามๆของเธอ

งั่มๆๆ

อึก

“เจ้าพวกนั้นจะเป็นยังไงบ้างนะ คิกๆ คงจะลำบากยิ่งกว่าเราแน่เลย โดยเฉพาะพัตแทยังที่ทำอาหารไม่เป็น ส่วนราฟคงเอาตัวรอดได้สบายๆ ทำอาหารอร่อยแบบนั้นนี่นะ เห้อ คนอะไรจะโชตดีขนาดนี้ แค่วันเดียวก็หาถ้ำนี้เจอ แถมยังเป็นถ้ำที่มีปราณธรรมชาติที่เหมาะกับการฝึกฝนอีก ผ่านมาแค่ครึ่งเดือนปราณในร่างฉันก็เพิ่มขึ้นหลายเท่าแล้ว คิกๆ” เรเชลพูดคนเดียวด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ก่อนที่จะเปลี่ยนมาเป็นเศร้าสลดอย่างรวดเร็ว

“แง…ไอ้พวกบ้า ทิ้งฉันให้อยู่คนเดียวได้ยังไง โดยเฉพาะนายเลย ไอ้เจ้าบ้าราฟ รีบๆใช้พลังของนายจัดการผู้เข้าแข่งขันทุกคนแล้วยกเลิกการแข่งบ้าๆนี้สักทีเถอะ ฉันอยากกินอาหารฝีมือนายแล้ว ฮือ…” หญิงสาวผมบลอนด์ตะโกนใส่ผนังถ้ำเสียงดัง

“หนวกหูเสียจริง! คนจะหลับจะนอน อุตส่าห์ออกมาจากตำหนักหนีเสียงวิ่งเล่นของเจ้าเด็กน้อยลู่แล้วยังมาเจอเสียงดังแสบแก้วหูอีก” เสียงของชายหนุ่มคนหนึ่งที่เต็มไปด้วยความหงุดหงิดดังขึ้น

จากนั้นผนังถ้ำก็ขยับเปิดออกคล้ายเป็นกลไกบางอย่าง และแล้วก็มีเงาร่างหนึ่งเผยออกมา

ชายใบหน้าหล่อเหลาไว้ผมยาวสีเขียวเข้มในชุดจอมยุทธโบราณ ดวงตาสีน้ำตาลแก่ฉายแววง่วงนอนปนหงุดหงิดมองหญิงสาวที่กล้ารบกวนการนอนของเขา

“เจ้าสินะที่ร้องโหยหวนดุจโดนแส้ฟาดเหมือนนางทาสโดนนายโบยจนทำให้ข้าตื่นจากการพักผ่อนน่ะ” ชายหนุ่มเอ่ยออกมาก่อนจะยื่นมือออกมาขี้นิ้วใส่เรเชล

‘ผู้ใช้พลังระดับสูง?’ เรเชลตั้งท่าเตรียมต่อสู้ ตัวของเธอแผ่กลิ่นอายแห่งการต่อสู้ออกมา

“เอาล่ะ ถ้าไม่อยากเจ็บตัวก็จงเอ่ยวาจานี้ซะ” ชายผมเขียวเผยรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม

“ฉัน...ไม่สิ หนูน่ะ...รักพี่จ๋าที่สุดในโลกเลย!”

เรเชลที่กำลังโคจรปราณในร่างอยู่ถึงกับชะงักจนธาตุไฟเกือบเข้าแทรก หญิงสาวมองชายตรงหน้าด้วยแววตาราวกับมองคนบ้า

“เหตุใดจึงมองข้าด้วยใบหน้าเช่นนั่น ข้าเข้าใจว่าข้าหล่อ แต่ถึงเจ้าจะมองข้าด้วยสายตาเปี่ยมไปด้วยความรักเพียงใด แต่หัวใจของข้านั้นได้มอบให้กับน้องสาวสุดที่รัก...มากิจังของข้าไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพราะงั้นตัดใจเสียเถอะ” ชายหนุ่มหยิบพัดออกมาพัดใส่ใบหน้าของตนก่อนจะเอ่ยต่อ

“เอ้า ยังไม่รีบพูดอีก อยากเจ็บตัวรึไง พูดมา!...หนูน่ะ...รักพี่จ๋าที่สุดในโลกเลย...อ้อ อย่าลืมบีบเสียงเล็กๆให้น่ารักด้วยนะ” ว่าแล้วเจ้าตัวก็บีบเสียงทำให้ดูเป็นตัวอย่าง

“...”

จบบทที่ สารจากเทพปรกณัม

คัดลอกลิงก์แล้ว