เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ต้นกำเนิดของบาเรีย

ต้นกำเนิดของบาเรีย

ต้นกำเนิดของบาเรีย


เมื่อราฟเดินตามโลแกนเข้าไป ประตูมิติก็ถูกปิดลง

“โว้ว”

ราฟอุทานออกมาหลังจากเห็นภาพภายในประตูมิติที่เขาก้าวผ่านเข้ามา

ท่ามกลางพื้นที่ที่เต็มไปด้วยหิมะกว้างไกลสุดสายตา โลแกนล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบรีโมทขึ้นมาแล้วกดตัวเลขเป็นรหัสลับแล้วเก็บมันใส่กระเป๋าเหมือนเดิม ก่อนที่บางสิ่งจะเผยออกมาสู่สายตาทั้งสองคน

“ภาพมายา?” ราฟเลิกคิ้ว

สิ่งที่ปรากฏออกมาคือก้อนคริสตัลขนาดใหญ่สีดำสนิทที่ส่งกลิ่นอายที่แสนเย็นเยียบออกมา เมื่อราฟมองไปที่มันก็อดรู้สึกขนลุกไม่ได้

“มันคืออะไร?” ชายหนุ่มผมเทาหันไปถามโลแกนที่ยืนสูบบุหรี่อยู่

“มันคือก้อนพลังงานที่เกิดจากการระเบิดของดวงดาวและได้หลอมรวมเข้ากับพลังงานจากอวกาศนานนับพันปีจนก่อเกิดเป็นก้อนคริสตัลแบบนี้ หรืออีกชื่อที่นายอาจจะรู้จักมันก็คือ ‘แร่ซูพริล’ ยังไงล่ะ!” โลแกนพ่นควันออกมาพลางอธิบาย

“ไอ้แร่มหาโหดที่คนบนโลกตามหากันให้วุ่นอ่ะนะ?” ราฟตกตะลึง เพราะไม่คิดว่าจะมีแร่ที่ใหญ่เท่ายานบินแบบนี้อยู่ เท่าที่เขารู้มาเหมือนแร่ซูพริลที่ถูกค้นพบทั้งหมดไม่อยู่กับพวกผู้นำตระกูลหลักหรือสมาคนผู้พิทักษ์ ก็อยู่กับกลุ่มอุโรโบรอส และประเด็นคือแร่พวกนั้นมีขนาดใหญ่สุดแค่ขนาดของลูกกระสุนปืนใหญ่เท่านั้น

‘หวา ไอ้แร่ที่เราโกหกพวกตระกูลหลักอ่ะนะ พอเจอของจริงแล้วถึงได้เข้าใจว่าทำไมคนถึงอยากครอบครองมันนัก เพราะพลังของมันที่แผ่ออกมานี่เอง ขนาดผิวหนังของเราที่คิดว่าน่าจะแข็งแกร่งที่สุดแล้วยังรู้สึกว่ามันสามารถทำร้ายเราได้เลย’ ราฟคิดในใจ

“เออ เจ้านี่แหละ พูดเรื่องนี้แล้วก็หงุดหงิดชะมัด บ้าเอ๊ย แร่ที่มีพลังมหาศาลขนาดนี้แต่พวกบ้าล่าอสูรพวกนั้นกลับเอาไปทำเป็นอาวุธที่ทำได้แค่ทำลายชีวิตเท่านั้น ทั้งที่แค่เศษแร่ขนาดเพียงแค่ลูกแก้วเล็กๆก็สามารถสร้างบาเรียพลังงานขนาดที่ครอบคลุมหมู่บ้านที่ป้องกันการโจมตืได้ทุกรูปแบบแล้ว หัวร้อนโว้ย!” โลแกนเขวี้ยงบุหรี่ลงพื้นแล้วกระทืบใส่มันครู่หนึ่ง ก่อนจะแหงนหน้ามองท้องฟ้าแล้วร้องตะโกนออกมาอย่างเกรี้ยวกราด

“...” ราฟมองการกระทำของโลแกนด้วยรอยยิ้มแห้งๆ จากนั้นเขาก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้

“เดี๋ยวนะด็อก อย่าบอกนะว่า ไอ้บาเรียบัดซบที่กั้นไม่ให้ผมไปเก็บแต้มก็เป็นเพราะพลังของแร่นี่อ่ะ?”

“ก็...ตามนั้น” โลแกนที่สงบสติอารมณ์ได้ยักไหล่ตอบราฟ ก่อนจะก้มลงหยิบบุหรี่บนพื้นขึ้นมา แล้วสะบัดมือเปิดประตูมิติที่เชื่อมกับลานทิ้งขยะที่อยู่ห่างไกลออกไปหลายร้อยกิโลเมตรขึ้นมา ก่อนจะโยนเศษบุหรี่เข้าไปในนั้นแล้วปิดมัน

“โห ด็อก ขอผมมั่งดิ แหวนที่เชื่อมกับพื้นที่อื่นๆได้อ่ะ”

“ฝันไปเถอะ กว่าฉันจะตัดแบ่งแร่นี่มาสร้างของแต่ละอย่างได้ก็ใช้เวลาตั้งหลายปี การแยกโมเลกุลของแร่ระดับดวงดาวนี่มันไม่ง่ายเหมือนกับการใช้มันทำอาวุธเหมือนที่พวกผู้พิทักษ์ทำหรอกนะ เพราะงั้นอย่าหวัง!” โลแกนปฏิเสธเสียงแข็ง

“ชิ” ราฟมุ่ยปาก แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรอีก ชายหนุ่มเลือกที่จะหันกลับไปสนใจแร่ซูพริลต่อ

“...” โลแกนมองท่าทีของราฟด้วยใบหน้าจริงจังก่อนจะถอนหายใจออกมา

“ฉันล่ะตกใจจริงๆที่คนระดับพลังอย่างนายเลือกที่จะอยู่เฉยๆแทนที่จะลงมือจัดการพวกอสูรให้หายไปจากโลกนี้เลย”

“หือ...แล้วทำไมผมต้องทำอย่างนั้นอ่ะ” ราฟเลิกคิ้วถาม

“ก็...เป็นที่เข้าใจกันในหมู่มนุษย์ไม่ใช่เหรอว่าพวกอสูรน่ะ เป็นศัตรูของมนุษยชาติมาหลายพันปีแล้ว นายไม่รู้เหรอว่าพวกอสูรได้สังหารมนุษย์ไปเท่าไหร่แล้ว?” โลแกนถามราฟด้วยแววตาที่ต้องการคำตอบ

“เหอะ แล้วด็อกไม่คิดบ้างเหรอว่ามนุษย์ก็ทำลายอสูรไปมากเหมือนกัน อาจจะมากกว่าหลายเท่าด้วยซ้ำ สำหรับผมแล้ว ไม่ว่ามนุษย์ อสูร มาร หรือเผ่าพันธุ์ต่างๆบนโลกใบนี้หรือโลกอื่นล้วนเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีจิตวิญญาณเหมือนกัน ถึงภายนอกจะแตกต่างแต่พวกเขาล้วนทำทุกอย่างเพื่อให้ตัวเองอยู่รอด ทำไมผมจะต้องเข้าไปแทรกแซงเรื่องพวกนั้นด้วยล่ะ ผมไม่ใช่นักบุญนะ”

“...ถ้าผมเจอเหตุการณ์ที่ผมช่วยได้ผมก็จะช่วยเท่าที่ผมทำได้ แต่ถ้าจะให้ช่วยทุกคนบนโลกก็คงไม่ไหว ได้เครียดตายพอดี เพราะต่อให้ช่วยที่หนึ่งได้ ก็มีเหตุการณ์ใหม่เกิดขึ้นบนโลกตลอดทุกวินาทีนี่นะ” ราฟพูด ก่อนจะเสริมว่า

“นี่ยังไม่ได้พูดถึงจิตวิญญานทางธรรมชาติอื่นๆที่ผมสัมผัสได้ผ่านร่างกายนี้อีกนะ อีกอย่าง ด็อกล่ะ ถ้าจะถามผมแบบนั้นทำไมถึงเลือกที่จะอยู่ร่วมกับอสูรล่ะ?...หรือถ้าด็อกต้องการอย่างที่พูดจริงๆให้ผมจัดการด็อกแล้วขโมยแหวนมิติไปจัดการพวกอสูรในถ้ำยกเว้นเพื่อนของผมสองคนซะเลยดีมั้ย?” ราฟถามด้วยรอยยิ้ม

“อย่านะโว้ย! ฉันแค่ถามลองใจนายเฉยๆ เพราะสิ่งที่ฉันจะบอกต่อไปนี้อาจทำให้พวกหัวโบราณไม่พอใจแล้วลงมือทำลายที่นี่ทันทีได้น่ะ”

“...แล้วอีกอย่าง ฉันรู้ว่านายแตกต่างจากพวกบ้าพวกนั้นก็ตรงที่นายไม่ใช่พลังของนายจัดการพวกไป๋เสวี่ยฉีตั้งแต่แรกเห็นนั่นล่ะ ยิ่งพอเห็นนายที่รู้ว่าตรงหน้าคือแร่ซูพริลก็ไม่คิดชิงมันไปอีกทำให้ฉันไว้ใจนายขึ้นมา”

“ก็นะ ใครจะไปทำร้ายสาวสวยได้ลงคอกัน” ราฟยักไหล่ เขาไม่ได้สนใจแร่พวกนี้เพราะเขามั่นใจว่าสักวันพลังของเขาจะแข็งแกร่งมากกว่าแร่นี่จนไม่มีสิ่งมีชีวิตตนใดมาหาเรื่องเขาได้อยู่แล้ว

“เอาล่ะ ที่ฉันเรียกนายมาก็เพราะมีเรื่องสำคัญจะขอร้อง เกี่ยวกับเรื่องแร่ซูพริลนี่ล่ะ...”

“...คืออย่างนี้นะ แร่นี่คือแกนพลังงานหลักที่ทำให้เกิดบาเรียที่ปกคลุมโลกไม่ให้มีอะไรสามารถผ่านได้เว้นแต่การเปิดใช้ประตูมิติเท่านั้น มันถูกสร้างโดยสิ่งมีชีวิตที่มีพลังระดับจักรวาล ซึ่งฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นใคร อาจจะเป็นเทพในปกรณัมของประเทศไหนสักแห่ง หลายสิบปีก่อนฉันพบแร่นี่พร้อมกับแผ่นหินซูพริลแผ่นนี้ที่เขียนภาษาโบราณของโลกนี้ไว้ แต่น่าเสียดายที่ฉันอ่านไม่ออก” กล่าวถึงตรงนี้ โลแกนก็ล้วงมือเข้าช่องว่างมิติแล้วหยิบแผ่นหินสีดำที่แกะสลักเป็นตัวอักษรขึ้นมาให้ราฟดู

‘นี่มัน...’ ราฟขมวดคิ้ว

จบบทที่ ต้นกำเนิดของบาเรีย

คัดลอกลิงก์แล้ว