- หน้าแรก
- ทำไร่กลางทะเล แต่ลูกน้องดันเป็นมด
- บทที่ 21 สองปีและทุกสิ่งพร้อมสรรพ
บทที่ 21 สองปีและทุกสิ่งพร้อมสรรพ
บทที่ 21 สองปีและทุกสิ่งพร้อมสรรพ
บทที่ 21 สองปีและทุกสิ่งพร้อมสรรพ
ตูม!
ชั่วพริบตาถัดมา การโจมตีหนึ่งก็พุ่งเข้ามาอย่างกะทันหัน ขัดจังหวะการเปิดใช้งานสมบัติวิเศษของจ้าวรุ่ยหู่
การโจมตีนี้เทียบเท่ากับการลงมือเต็มกำลังของผู้ฝึกตนขอบเขตแท่นเต๋าขั้นต้น และเมื่อลูกไฟร้อนระอุค่อยๆ จางหายไป ไม่เพียงแต่จ้าวรุ่ยหู่ที่ยืนอยู่จะมีสีหน้าตื่นตะลึง แต่จ้าวชิงซู จ้าวหมิงอวี้ และจ้าวหมิงฮ่าวที่อยู่ด้านล่างต่างก็มีสีหน้าซับซ้อนไปตามๆ กัน
นั่นเพราะการโจมตีเมื่อครู่เกิดจากการระเบิดตัวเองของชายอัปลักษณ์ผู้มีท่าทางเย็นชาอำมหิต...
"ถึงจะเป็นโจร แต่เขาก็ลูกผู้ชายตัวจริง!"
การที่ชายอัปลักษณ์ยอมทำถึงขนาดนี้เพื่อสหาย แม้แต่จ้าวหมิงอวี้ที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามก็อดไม่ได้ที่จะฉายแววชื่นชมออกมา
หลังจากกลุ่มของจ้าวชิงหลุดพ้นจากอาณาเขตของแมงกะพรุนพิษกัดกร่อน ฝูงเต่าทองคำอันเจิดจ้าก็ไม่ได้ตามมาโจมตีเรือสินค้าตระกูลจ้าวต่อแต่อย่างใด
ทว่า เนื่องจากแมงกะพรุนพิษกัดกร่อนจำนวนมากถูกตั๊กแตนดาบโลหิตสังหาร ทำให้เกิดหมอกพิษฟุ้งกระจายลามมาถึงเรือสินค้า ส่งผลให้ลูกเรือที่เป็นปุถุชนนับสิบคนถูกพิษ
กาลเวลาหมุนเวียน ห้าวันต่อมา
เรือสินค้าเดินทางกลับถึงท่าเรือชายฝั่งเกาะจินซา จ้าวชิงยืนอยู่บนดาดฟ้าเรือ มองดูลูกเรือปุถุชนที่รอดชีวิตช่วยกันลำเลียงศพนับสิบร่างที่ห่อด้วยผ้าขาวลงจากเรือ สีหน้าของเขาฉายแววโศกเศร้า
ชีวิตคนเราบางครั้งก็... ช่างเปราะบางยิ่งนัก
ในชาติภพก่อนบนโลกมนุษย์ เขาเป็นเพียงปุถุชนที่ไร้กำลังต่อกรกับโชคชะตา แต่ในชาตินี้ได้มายังโลกเซียนและมีรากวิญญาณจนก้าวเข้าสู่วิถีแห่งอมตะ หากเขายังยอมจำนนต่อโชคชะตาอีก ก็เท่ากับว่ามาเสียเที่ยวเปล่าๆ!
"รักษาชีวิตรอดกลับมาได้ก็ดีแล้ว สัตว์วิญญาณตายน่ะหาซื้อใหม่เมื่อไหร่ก็ได้" จ้าวหมิงอวี้เดินเข้ามาจากด้านหลัง เขาสังเกตเห็นสีหน้าผิดปกติของจ้าวชิง จึงเข้าใจว่าอีกฝ่ายกำลังเศร้าเสียใจเรื่องที่สูญเสียงูหยกน้ำแข็งไป จึงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปลอบใจ
เมื่อห้าวันก่อน ท่านอาหกจ้าวชิงหงเป็นคนพบจ้าวชิงในทะเล คำอธิบายที่ให้ไว้คือ เขาฉวยโอกาสที่สองโจรพเนจรหม่าอวี้และหนีเซิงประมาท ดำน้ำหนีเพื่อหลอกล่อให้พวกมันเสียพลังเวทไปจำนวนมาก แล้วใช้งูหยกน้ำแข็งโจมตีสวนกลับจนสังหารพวกมันได้ แต่งูหยกน้ำแข็งก็ต้องตายตกไปในการต่อสู้ครั้งนั้น
"ขอบคุณขอรับพี่รอง ข้าเข้าใจดี"
จ้าวชิงพยักหน้า ยิ้มที่มุมปากเล็กน้อย โดยธรรมชาติแล้วเขาไม่ได้อธิบายอะไรเพิ่มเติม
หางตาของจ้าวหมิงอวี้เหลือบไปเห็นจ้าวหมิงฮ่าวที่กำลังจะเดินลงจากเรือ จึงรีบเอ่ยขึ้นว่า "น้องสิบ เรื่องฝาครอบเบญจธาตุ เจ้าไม่ต้องโทษตัวเองหรอก มันเป็นความจริงที่เจ้าเอาออกมาเพื่อช่วยท่านอาสิบเจ็ดกับข้า อีกอย่าง... ข้าขอโทษด้วย ตอนนั้นข้าใจร้อนไปหน่อย ไม่ควรต่อว่าเจ้าเลย"
จ้าวหมิงฮ่าวชะงักฝีเท้าเมื่อได้ยิน แล้วหันกลับมายิ้ม "พี่รองเป็นห่วงพี่เก้าที่อยู่นอกฝาครอบเบญจธาตุคนเดียวในตอนนั้น ข้าจะไปถือสาได้อย่างไร โชคดีที่พี่เก้าปลอดภัย ไม่งั้นข้าคง..."
"ฮ่าๆ ในเมื่อกลับมากันครบแล้ว ก็อย่าพูดเรื่องหดหู่เลย อีกอย่าง การต่อสู้กับพวกโจรพเนจรครั้งนี้ ความเป็นความตายมันกระตุ้นศักยภาพของข้า ข้ารู้สึกว่าข้าน่าจะเลื่อนขั้นสู่ขอบเขตเมล็ดพันธุ์วิญญาณขั้นที่สามได้ภายในเวลาไม่ถึงสองปี!" จ้าวชิงโบกมือเปลี่ยนเรื่องคุย
"บางทีข้าอาจจะเร็วกว่าพี่เก้าก็ได้นะ" จ้าวหมิงฮ่าวยกคิ้วขึ้น ท่าทางเหมือนเด็กหนุ่มที่กระหายชัยชนะ
"ฮ่าๆๆๆ ขอให้พวกเจ้าเลื่อนขั้นได้เร็วๆ แล้วกัน ข้าจะไปรายงานตัวที่หอหลอมศาสตราของตระกูล ไว้ค่อยนัดเจอกันวันหลัง" จ้าวหมิงอวี้ขอตัวจากไปก่อน ความเร็วในการบำเพ็ญเพียรของเขาช้าลงหลังจากเข้าสู่ขอบเขตเมล็ดพันธุ์วิญญาณขั้นกลาง เขาจึงวางแผนจะเข้าสังกัดหอหลอมศาสตราของตระกูล
"โชคดีขอรับ"
"โชคดี..."
จ้าวชิงยืนเหยียบอยู่บนกระบี่จินซา หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็ไม่ได้กลับไปยังที่พักโดยตรง แต่เหาะมุ่งหน้าไปยังเขตรานค้าของตระกูล
จำนวนผู้ฝึกตนในตระกูลจ้าวแห่งเกาะจินซาแม้จะไม่มาก แต่ก็ไม่น้อย จึงมีเขตการค้าสำหรับผู้ฝึกตนโดยเฉพาะ ซึ่งสามารถนำสิ่งของมาขายให้กับตระกูลโดยตรงได้ด้วย
จ้าวชิงไม่ได้เสียเวลาตั้งแผงขายของ แต่เลือกที่จะขายของให้กับตระกูลโดยตรง โดยส่วนใหญ่เป็นของที่ยึดมาจากโจรพเนจรหม่าอวี้และหนีเซิง
"ท่านอา โปรดช่วยประเมินราคาของพวกนี้ให้หน่อยขอรับ"
ในฐานะผู้ฝึกตนสันโดษที่ไม่ค่อยสุงสิงกับใคร จ้าวชิงย่อมจำผู้ฝึกตนกว่าพันคนในตระกูลจ้าวได้ไม่หมด แต่เขาสามารถบอกรุ่นของพวกเขาได้จากตัวอักษรที่ปักอยู่บนแขนเสื้อ
ผู้ฝึกตนขอบเขตเมล็ดพันธุ์วิญญาณขั้นปลายที่เข้าเวรอยู่ในหอการค้าตรงหน้า มีคำว่า 'ชิง' ปักด้วยด้ายทองอยู่ที่แขนเสื้อ
"อ้อ เจ้าคือเด็กในรุ่น 'หมิง' ที่เพิ่งกลับมาพร้อมกับน้องหกสินะ ได้ข่าวว่าเจอกับโจรพเนจรระหว่างทาง จนท่านประมุขต้องออกไปช่วยด้วยตัวเองเชียวรึ"
"โอ้โฮ ของเยอะใช้ได้เลยนี่ ฝีมือไม่เลวนะเจ้าหนุ่ม" ท่านอาหน้ากลมมองดูของที่จ้าวชิงวางลงบนโต๊ะ แววตาฉายแววประหลาดใจ
อาวุธวิเศษระดับต่ำสองชิ้นที่มีธาตุต่างกัน ย่อมมาจากผู้ฝึกตนสองคน นั่นหมายความว่าจ้าวชิงที่มีระดับเพียงขอบเขตเมล็ดพันธุ์วิญญาณขั้นที่สอง สามารถสังหารโจรพเนจรได้ถึงสองคน
"ฮิฮิ ข้ามีงูหยกน้ำแข็งตัวเต็มวัยเป็นสัตว์วิญญาณน่ะขอรับ ท่านอาชมเกินไปแล้ว" จ้าวชิงไม่กล้ารับความดีความชอบ อธิบายอย่างขัดเขินว่าเป็นเพราะสัตว์วิญญาณของเขา
"การเลี้ยงงูหยกน้ำแข็งจนโตเต็มวัยได้ ก็ถือเป็นความสามารถของเจ้าเช่นกัน!" ท่านอาหน้ากลมทำสีหน้าจริงจัง ก่อนจะเริ่มตรวจสอบของบนโต๊ะอย่างละเอียด
"เคล็ดวิชาและตำราพวกนี้ส่วนใหญ่ตระกูลมีเก็บรวบรวมไว้แล้ว ข้าให้เจ้าได้ยี่สิบหินวิญญาณ"
"ยาคืนวสันต์... ยาหยางแท้... ผงกระตุ้นกำหนัด... อืม ยาพวกนี้ข้าให้ร้อยสามสิบหินวิญญาณ"
"อาวุธวิเศษระดับต่ำสองชิ้น ข้าให้สามร้อยหินวิญญาณ"
"รวมทั้งหมดเป็นสี่ร้อยห้าสิบหินวิญญาณ พอใจหรือไม่?"
ท่านอาหน้ากลมประเมินเสร็จแล้วเงยหน้าถามจ้าวชิง
"ขอบคุณท่านอา ข้าพอใจมากขอรับ" จ้าวชิงไม่ปิดบังความดีใจ ตอนแรกเขาคิดว่าจะได้สักสี่ร้อยหินวิญญาณก็ดีถมไปแล้ว ไม่นึกว่าจะได้เพิ่มมาอีกห้าสิบ
จ้าวชิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วลูบถุงสมบัติที่เอวเบาๆ หยิบยาเลื่อนขั้นระดับหนึ่งชั้นสูงออกมา
ของสิ่งนี้มีประโยชน์เฉพาะกับผู้ฝึกตนขอบเขตเมล็ดพันธุ์วิญญาณขั้นที่หกเท่านั้น สู้เอามาแลกเป็นหินวิญญาณไปใช้ประโยชน์อย่างอื่นดีกว่าปล่อยให้ฝุ่นจับอยู่ในถุงสมบัติ
เพราะการหาหินวิญญาณโดยใช้ฟังก์ชันของเตาหลอมชีวิต ก็จำเป็นต้องใช้เงินทุนตั้งต้นจำนวนหนึ่งเช่นกัน
"ยาเลื่อนขั้นชั้นสูง เก็บรักษาดีมาก ไม่สูญเสียพลังปราณเลย ห้าร้อยหินวิญญาณ" ดวงตาของท่านอาหน้ากลมลุกวาว ยาเลื่อนขั้นเป็นของดี โดยเฉพาะระดับชั้นสูง
"ท่านอา ผู้น้อยขอลา"
จ้าวชิงกำหินวิญญาณเก้าร้อยห้าสิบก้อนที่เพิ่งได้มาร้อนๆ รีบรุดไปยังหอถ่ายทอดวิชาโดยไม่หยุดพัก
เขาใช้หินวิญญาณสี่ร้อยก้อนที่หอถ่ายทอดวิชาเพื่อแลกกับ "เคล็ดวิชาพันสัตว์บรรพต" เมื่อมีเคล็ดวิชาลับสำหรับการทำพันธสัญญาสัตว์วิญญาณแล้ว แผนการที่มีเป้าหมายคือราชินีมดเพลิงเหล็กไหลก็สามารถเริ่มต้นได้
แม้ว่ามันจะยังเป็นเพียงแนวคิดและการทดลอง แต่ถ้าทำสำเร็จแล้วล่ะก็... มหาเต๋าก็อยู่แค่เอื้อม!
......
......
กาลเวลาล่วงเลย สองปีผ่านไปไวเหมือนโกหก
จ้าวชิงที่นั่งอยู่ในห้องฝึกตนลืมตาขึ้น พลังเวทและแรงกดดันวิญญาณของเขาเพิ่มขึ้นจากเดิมถึงห้าส่วน
"ขอบเขตเมล็ดพันธุ์วิญญาณขั้นที่สาม ในที่สุดก็เลื่อนขั้น!"
จ้าวชิงลุกขึ้นตรวจสอบความเปลี่ยนแปลงหลังจากการเลื่อนขั้น ดวงตาเปี่ยมไปด้วยความปิติยินดีที่ไม่อาจระงับได้ แม้จะเป็นเพียงก้าวเล็กๆ แต่สำหรับผู้ฝึกตนที่มีรากวิญญาณระดับด้อย ทุกย่างก้าวล้วนล้ำค่าและยากลำบาก
"อายุสิบแปดปี ขอบเขตเมล็ดพันธุ์วิญญาณขั้นที่สาม นับว่าไม่เลว และข้าเชื่อว่าความเร็วในการบำเพ็ญเพียรของข้าหลังจากนี้ จะไม่มีทางช้าลงแน่นอน!"
จ้าวชิงหยิบแผ่นหยกที่บันทึก "เคล็ดวิชาพันสัตว์บรรพต" ออกมาจากแขนเสื้อ และทบทวนความรู้ในนั้น
เคล็ดวิชาลับ "พันสัตว์บรรพต" สำหรับการทำพันธสัญญาสัตว์วิญญาณนั้นลึกล้ำกว่าวิชาทั่วไปที่แพร่หลายภายนอกมาก เพราะมันมีโอกาสที่จะมอบความสามารถหนึ่งอย่างของสัตว์วิญญาณที่ทำพันธสัญญาให้กับผู้ฝึกตน
หลังจากฝึกฝนมาสองปี จ้าวชิงได้ฝึก "เคล็ดวิชาพันสัตว์บรรพต" จนถึงขั้นที่สองแล้ว ส่วนขั้นที่สามและสี่จะฝึกต่อได้ก็ต่อเมื่อเลื่อนระดับสู่ขอบเขตแท่นเต๋าเสียก่อน
สิ่งที่ควรกล่าวถึงคือ ก่อนที่ระดับการบำเพ็ญเพียรของสมาชิกในตระกูลจะถึงขอบเขตเมล็ดพันธุ์วิญญาณขั้นกลาง ตระกูลจ้าวแห่งเกาะจินซาจะไม่จงใจมอบหมายภารกิจใดๆ เพื่อเปิดโอกาสให้ฝึกตนได้อย่างอิสระ
ต่อเมื่อเลื่อนขั้นสู่ขอบเขตเมล็ดพันธุ์วิญญาณขั้นกลางแล้วเท่านั้น จึงจะมีภารกิจมอบหมายให้ แน่นอนว่าเบี้ยเลี้ยงรายเดือนจากตระกูลที่ได้รับหลังทำภารกิจสำเร็จก็จะเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน
"ทุกสิ่งพร้อมสรรพ เรื่องของราชินีมดเพลิงเหล็กไหลน่าจะเริ่มลงมือได้แล้ว"
จ้าวชิงเก็บแผ่นหยก เดินออกจากเรือนพักหลังน้อย และเหยียบกระบี่จินซามุ่งหน้าสู่ที่ไกลโพ้น