- หน้าแรก
- ทำไร่กลางทะเล แต่ลูกน้องดันเป็นมด
- บทที่ 5 ปลาแสงครามคุณภาพกลางและเรือพาณิชย์
บทที่ 5 ปลาแสงครามคุณภาพกลางและเรือพาณิชย์
บทที่ 5 ปลาแสงครามคุณภาพกลางและเรือพาณิชย์
บทที่ 5 ปลาแสงครามคุณภาพกลางและเรือพาณิชย์
"อืม..."
จ้าวจิงพึมพำกับตัวเอง เขาดูออกว่าอีกฝ่ายเข้าใจผิด แต่เมื่อคิดดูแล้วเขาก็ไม่ได้ปฏิเสธ
เขาเออออไปตามน้ำพูดคุยกับอาเจ็ดจ้าวชิงหยานแทน "พี่หญิงหมิงเหยาไม่อยู่หรือครับ? ข้าอยากจะถามเรื่องหอกวนไห่ที่มีจอมราชันย์ขั้นหยวนเสินในตำนานพำนักอยู่เสียหน่อย!"
จ้าวจิงแสร้งทำสีหน้าผิดหวัง ก่อนจะชะงักและเสริมว่า "อ้อ จริงสิ ครั้งนี้ข้ามาเพราะมีธุระอื่นด้วย ปลาแสงครามที่ข้าเลี้ยงไว้วางไข่น้อยลงเรื่อยๆ ข้าเลยคิดว่าจะซื้อปลาแสงครามไปขยายพันธุ์ดูเผื่อสถานการณ์จะดีขึ้น"
"ที่ข้าจะซื้อคือปลาแสงครามที่วางไข่แล้วนะครับ" จ้าวจิงรีบเสริมหลังจากพูดจบ
"โอ้?"
"แล้วจ้าวจิงจะรับซื้อในราคาเท่าไหร่ล่ะ?" อาสิบเก้าจ้าวชิงชุนไม่ได้คิดอะไรมาก เพราะก่อนหน้าจ้าวจิงก็มีหลายคนที่ต้องการขยายกิจการเลี้ยงปลาแสงคราม
น่าเสียดายที่จำนวนไข่ที่ปลาแสงครามวางนั้นเป็นปริศนา บางครั้งก็มาก บางครั้งก็น้อย อีกทั้งปลาแสงครามที่วางไข่แล้วต้องพักฟื้นถึงห้าปีกว่าจะวางไขได้อีกครั้ง ดังนั้นผู้บำเพ็ญเพียรที่ขยายกิจการส่วนใหญ่จึงมักจะขาดทุน
"ราคาเดียวกับตระกูลครับ สองหินวิญญาณ" จ้าวจิงตอบ
"เหอๆ ตกลงตามนั้น" สีหน้าลำบากใจของอาเจ็ดจ้าวชิงหยานหายไปอย่างรวดเร็วและกลับมากระตือรือร้นอีกครั้ง การขายออกไปได้เร็วขึ้นหนึ่งเดือนหมายถึงประหยัดเวลาการเลี้ยงด้วยเหยื่อวิญญาณไปได้อีกมื้อ
การทำเหยื่อวิญญาณต้องไปขุดโคลนจากก้นทะเล ซึ่งไม่ใช่งานง่ายเลย
"ตระกูลเรามีปลาแสงครามที่วางไข่แล้วสิบสามตัว จ้าวจิงจ่ายมาแค่ยี่สิบห้าหินวิญญาณก็พอ" จ้าวชิงชุนเองก็เป็นคนเด็ดขาด เขาจับปลาแสงครามสิบสามตัวจากบึงเล็กๆ ใกล้เคียงขึ้นมาทันที
"ขอบคุณครับอาสิบเก้า!" จ้าวจิงไม่ปฏิเสธ เขารีบจ่ายหินวิญญาณและนำปลาแสงครามทั้งสิบสามตัวใส่ลงในข้องใส่ปลาที่เตรียมไว้ล่วงหน้า
จ้าวชิงหยานเม้มปากเล็กน้อยเรื่องที่จ้าวชิงชุนลดราคาให้หนึ่งหินวิญญาณโดยพลการ แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรมาก
ทั้งสองคนเป็นรุ่นชิง จ้าวชิงหยานลำดับที่เจ็ด ส่วนจ้าวชิงชุนลำดับที่สิบเก้า ทั้งสองแต่งงานกันและมีบุตรธิดาคือ จ้าวหมิงเหยา และ จ้าวหมิงฮ่าว
ในตระกูลผู้บำเพ็ญเพียร การแต่งงานภายในตระกูลเป็นเรื่องปกติมาก เพราะการจับคู่ของผู้บำเพ็ญเพียรมีโอกาสสูงที่จะให้กำเนิดบุตรที่มีรากวิญญาณ
บางตระกูลถึงกับให้พี่น้องเป็นคู่บำเพ็ญเพียรร่วมกันเพื่อเพิ่มโอกาสและคุณภาพของรากวิญญาณ แม้ว่าโอกาสและคุณภาพของรากวิญญาณที่ได้จะไม่ได้เพิ่มขึ้นจริงก็ตาม...
เมื่อการซื้อขายเสร็จสิ้น จ้าวจิงก็กล่าวลาทั้งสามคน
จ้าวหมิงฮ่าวไม่ได้เข้าบ้านไปทันทีเหมือนพ่อแม่ เขาเก็บรอยยิ้มร่าเริงแบบเด็กหนุ่มไปจนหมดสิ้น และมองตามแผ่นหลังของจ้าวจิงที่เดินจากไปซด้วยสีหน้าเย็นชา
"ผู้บำเพ็ญเพียรที่สันโดษ... ไม่ควรเหมือนคนอื่น..."
"เมื่อกี้เขาไม่ได้ตั้งใจมาหาท่านพี่อัจฉริยะของข้าจริงๆ หรอก..."
"พี่สาวอัจฉริยะ... ถ้าท่านไม่ใช่พี่สาวแท้ๆ ของข้า ก็คงไม่มีใครเอาข้าไปเปรียบเทียบกับท่าน..."
จ้าวหมิงฮ่าวหันไปมองทางส่วนกลางของตระกูล ใบหน้าบิดเบี้ยวชั่วขณะ เสียงนินทาที่มีอยู่ทุกหนทุกแห่ง คำเยินยอที่ตามมาด้วยความจองหองที่มีอยู่ทุกที่
ทุกคนต่างชื่นชมเขาต่อหน้าว่ามีพี่สาวเป็นอัจฉริยะ แต่พอลับหลังก็เยาะเย้ยว่าเขาไร้ประโยชน์และดูถูกรากวิญญาณระดับต่ำของเขา
ความจริงแล้ว จ้าวหมิงฮ่าวก็เหมือนกับผู้บำเพ็ญเพียรในตระกูลกว่าเก้าสิบส่วนที่มีรากวิญญาณระดับต่ำ แต่ใครใช้ให้เขามีพี่สาวแท้ๆ ที่มีรากวิญญาณระดับสูงกันเล่า?
......
......
จ้าวจิงไม่ล่วงรู้ความคิดของจ้าวหมิงฮ่าว เขาจดจ่ออยู่กับการซื้อปลาแสงคราม ต่อให้เขารู้เขาก็คงไม่ใส่ใจ อย่างมากก็คงพูดติดตลกว่าอีกฝ่ายไม่รู้ว่าโชคดีแค่ไหน
หากเขามีพี่สาวอัจฉริยะที่ได้เข้าสำนักเซียนใหญ่โตเช่นนั้น จ้าวจิงคงนอนหัวเราะจนตื่น และจะเกาะขาเธอไว้แน่นไม่ยอมปล่อยแน่นอน
จ้าวจิงยุ่งอยู่ค่อนวัน เดินวนไปเกือบทั่วเกาะทรายทอง พอตกเย็น ในสระน้ำสวนหลังบ้านก็มีปลาแสงครามระดับหนึ่งขั้นต่ำเพิ่มมาอีกหนึ่งร้อยสิบห้าตัว
ใช้จ่ายไปทั้งหมดสองร้อยยี่สิบเก้าหินวิญญาณ
"ขายให้ตระกูลคงอธิบายที่มาที่ไปไม่ได้ มีแต่ต้องนำไปขายข้างนอกเท่านั้น"
"ยังพอมีเวลาก่อนที่กองคาราวานสินค้าของตระกูลจะออกเดินทาง รอไปก่อนแล้วกัน"
จ้าวจิงยืนอยู่ที่ขอบสระน้ำสวนหลังบ้าน มองดูฝูงปลาแสงครามแหวกว่ายเงียบๆ แววตาของเขาเต็มไปด้วยความเร่าร้อน ขอแค่ขายพวกมันได้สำเร็จ เขาจะได้หินวิญญาณอย่างน้อยสองพันก้อน
ยกเว้นปลาแสงครามเจ็ดตัวแรกในสระ พวกที่ซื้อมาใหม่ยังเป็นระดับหนึ่งขั้นต่ำ จ้าวจิงยังไม่ได้ปรับแต่งหรือเสริมแกร่งพวกมันตอนนี้ แต่วางแผนจะทำหลังจากติดตามกองคาราวานของตระกูลไปยังเมืองเซียนจื่อหลานแล้ว
จ้าวจิงหมุนตัวกลับเข้าห้อง หลังจากสงบจิตใจและอารมณ์ เขาก็นั่งขัดสมาธิและเริ่มเดินลมปราณวิชา "เคล็ดปฐพีหนาคุนซาน"
พลังวิญญาณระหว่างฟ้าดินถูกดึงดูดเข้ามา ภายใต้การโคจรของเคล็ดวิชา มันเปลี่ยนเป็นพลังเวทที่สามารถเรียกใช้ได้ดั่งแขนขา
ตามความเร็วในการบำเพ็ญเพียรปัจจุบันของจ้าวจิง ต้องใช้เวลาเกือบห้าปีกว่าจะก้าวสู่ขั้นเมล็ดพันธุ์วิญญาณชั้นที่สาม และนี่คือภายใต้เงื่อนไขที่ว่าทุกอย่างราบรื่นโดยไม่เจอคอขวด
การบำเพ็ญเพียรไม่รู้วันคืน
เผลอแป๊บเดียวก็ผ่านไปกว่าหนึ่งเดือน
ที่ท่าเทียบเรือชายฝั่ง จ้าวจิงค่อยๆ ร่อนลงมาจากกระบี่ทรายทอง
"อาหก ข้าอยากติดตามกองคาราวานสินค้าไปเปิดหูเปิดตาที่เมืองเซียนจื่อหลาน ข้าแจ้งทางตระกูลเรียบร้อยแล้วครับ" จ้าวจิงเก็บกระบี่ทรายทอง สะพายข้องใส่ปลาสองใบแล้วเดินเข้าไปหา
"อื้ม ท่านผู้เฒ่ากวงเหลียนบอกข้าแล้ว ขึ้นเรือเถอะ" ผู้นำขบวนคือจ้าวชิงหง ลำดับที่หกของรุ่นชิง ผู้บำเพ็ญเพียรขั้นแท่นเต๋าระยะแรก
เรือพาณิชย์ของตระกูลจ้าวที่มุ่งหน้าไปยังเมืองเซียนจื่อหลานนั้นมีขนาดใหญ่มาก ยาวกว่าร้อยจั้ง ขณะนี้ปุถุชนจำนวนมากกำลังใช้รถเข็นขนสินค้าเข้าไปในห้องเก็บของ สินค้าส่วนใหญ่เป็นวัสดุหลอมสร้างศาสตราขั้นต่ำที่ผ่านการสกัดแล้ว นั่นคือทรายทอง
ผ่านไปประมาณครึ่งชั่วยาม สินค้าก็ถูกขนจนเต็ม กะลาสีหนุ่มฉกรรจ์สามร้อยคนที่มากับเรือเข้าประจำที่ทันที หลังจากจ้าวชิงหงที่ยืนเหยียบอากาศอยู่เหนือดาดฟ้าเรือส่งสัญญาณออกเดินทางเบาๆ เรือพาณิชย์ก็เริ่มแล่นออกจากท่า
จ้าวชิงหงเหาะเข้าไปในห้องชั้นบนสุด ซึ่งเป็นแกนกลางสำหรับการจัดค่ายกลของเรือ
"น้องเก้า นี่เป็นครั้งแรกที่เจ้าออกจากเกาะสินะ?"
ขณะที่จ้าวจิงกำลังยืนพิงราวระเบียงชมทิวทัศน์ทะเล ชายร่างกำยำที่มีคิ้วคมดุจกระบี่และดวงตาสุกสกาวดั่งดวงดาวก็เดินเข้ามาจากด้านหลัง
จ้าวหมิงอวี้ อายุยี่สิบแปดปี รากวิญญาณระดับต่ำ ขั้นเมล็ดพันธุ์วิญญาณชั้นที่สี่
ข้อมูลพื้นฐานของบุคคลนั้นแล่นเข้ามาในหัวของจ้าวจิง เขาหันกลับไปทันที พยักหน้าและถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น "พี่รองไปเมืองเซียนจื่อหลานบ่อยๆ ช่วยเล่าให้ข้าฟังหน่อยได้ไหมครับว่าข้างในเป็นอย่างไร?"
"ฮ่าฮ่า ในเมืองเซียนมีของสนุกๆ เยอะแยะไปหมด"
จ้าวหมิงอวี้ตอบพร้อมหัวเราะเบาๆ แต่สักพักเขาก็เปลี่ยนเรื่อง "พี่รองของเจ้าพูดไม่เก่งหรอก เจ้าควรไปค้นพบความมหัศจรรย์ของเมืองเซียนจื่อหลานด้วยตัวเองดีกว่า"
"อย่างไรก็ตาม ตามธรรมเนียมแล้วพี่ต้องบอกเจ้าเกี่ยวกับข้อควรระวัง"
"ระหว่างการเดินทาง พยายามหลีกเลี่ยงการเปิดเผยกลิ่นอายวิญญาณ บนบกพวกเราผู้บำเพ็ญเพียรอาจจะเป็นใหญ่ แต่ในทะเล สัตว์อสูรที่มีอยู่นับไม่ถ้วนคือเจ้าถิ่นตัวจริง"
"นี่ก็เป็นหนึ่งในวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของเรือพาณิชย์ใต้เท้าเราลำนี้"
"นอกจากนี้ ตลอดการเดินทางเกือบครึ่งเดือนนี้ เราไม่เพียงต้องกังวลเรื่องสัตว์อสูร แต่ยังต้องระวังผู้บำเพ็ญเพียรพเนจรที่เชี่ยวชาญการฆ่าคนชิงทรัพย์ด้วย"
"การโดยสารเรือไม่ต้องสิ้นเปลืองพลังเวทในการเดินทาง ทำให้พวกเราสามารถเผชิญหน้ากับผู้บำเพ็ญเพียรพเนจรที่อาจจะโผล่มาได้ในสภาพที่พร้อมกว่า"
"ยิ่งไปกว่านั้น บนเรือยังสามารถวางค่ายกลล่วงหน้าเพื่อป้องกันสถานการณ์ที่ไม่คาดคิดได้อีกด้วย"
เมื่อจ้าวหมิงอวี้พูดมาถึงตรงนี้ สีหน้าของเขาก็เคร่งขรึมขึ้น