- หน้าแรก
- สุดยอดขุนนางอัจฉริยะ
- บทที่ 3 - วันสอบคัดเลือก
บทที่ 3 - วันสอบคัดเลือก
บทที่ 3 - วันสอบคัดเลือก
แม้ว่าซ่งสืออันจะเชี่ยวชาญเรื่องการสอบ โดยทั่วไปไม่มีทางพลาดพลั้ง แต่ทว่านี่คือการสอบเคอจวี่ในยุคโบราณที่แตกต่างไปอย่างสิ้นเชิง ดังนั้นเขาจึงใช้เวลาพลิกอ่านม้วนข้อสอบเซียงซื่อย้อนหลังหลายสิบปี
รวมถึง บทความตัวอย่างของเจี่ยหยวนในแต่ละรุ่น
นั่นคือข้อสอบของบัณฑิตอันดับหนึ่งของมณฑล
ที่น่าประหลาดใจคือ ซ่งสืออันแห่งต้าอวี๋เตรียมตัวสอบมานานหลายปี แต่ม้วนข้อสอบหมึกในห้องหนังสือกลับแทบไม่มีรอยยับ
นี่มันไม่คิดจะเรียนเลยนี่หว่า
แต่ก็ยังมีข่าวดี ร่างกายใหม่นี้มีสมองที่สดใหม่เอี่ยม
การสอบเซียงซื่อมีทั้งหมดสองวิชา สอบเช้าและบ่าย
ฉือฟู่ และ เค่อลุ่น
ฉือฟู่ โดยทั่วไปจะเป็นการแต่งบทความตามหัวข้อที่กำหนด ให้หัวข้อมา แล้วแต่งบทกวีหรือบทอรรถาธิบายหนึ่งบท เพื่อทดสอบความสามารถด้านวรรณศิลป์ของผู้สอบ
เค่อลุ่น ก็เทียบได้กับการเขียนความเรียง ให้สถานการณ์บ้านเมืองที่เป็นปัจจุบันมา แล้วเขียนแนวทางแก้ไขปัญหานั้น หรือวิเคราะห์ถึงรากเหง้าของสาเหตุ เพื่อทดสอบความสามารถในการปกครองของนักเรียน
ทั้งสองวิชามิใช่ระบบให้คะแนน แต่เป็นระบบจัดอันดับ
ขั้นแรก จะประเมินระดับของบทความตามเนื้อหา แบ่งเป็น กะ ขะ คะ และงะ จากนั้นจึงนำบทความในแต่ละระดับมาจัดอันดับ
อันดับหนึ่งของแต่ละวิชา ก็คือ อันดับหนึ่งระดับกะ
และที่ค่อนข้างยืดหยุ่นคือ หากในสองวิชานี้ มีวิชาใดวิชาหนึ่งที่ยอดเยี่ยมถึงระดับกะ แม้ว่าอีกวิชาจะย่ำแย่ อยู่ในระดับคะหรืองะ ก็ยังสามารถสอบได้จวี่เหริน
กล่าวคือ เขียนฉือฟู่ได้ดีก็สอบได้จวี่เหริน
เขียนเค่อลุ่นได้ลึกซึ้ง ก็สอบได้จวี่เหรินเช่นกัน
เพราะทั้งบุคลากรสายบุ๋นและสายบู๊ ล้วนเป็นที่ต้องการอย่างมากในวงราชการ
ทว่าโดยทั่วไป ผู้ที่ทำได้ถึงระดับกะในวิชาหนึ่ง อีกวิชาก็มักจะไม่แย่นัก
แต่หากต้องการสอบให้ได้เจี่ยหยวน หรืออันดับหนึ่งของมณฑล เพียงแค่วิชาเดียวได้อันดับหนึ่งระดับกะยังไม่เพียงพอ
ศิลปะหกแขนงของลูกผู้ชาย บัณฑิตในสมัยโบราณ ล้วนต้องมีความสามารถรอบด้าน
ไม่น่าแปลกใจที่เจี่ยหยวนในแต่ละรุ่น ล้วนเป็นยอดฝีมือที่มีทั้งทักษะการประพันธ์ การคัดอักษร และความลุ่มลึกในเค่อลุ่น
แม้แต่บิดาของซ่งสืออันที่สอบได้จิ้นซื่อตั้งแต่อายุยี่สิบ ถูกชาวบ้านเรียกว่า 'เด็กอัจฉริยะ' ในการสอบเซียงซื่อครั้งนั้น เขาก็ยังสอบไม่ได้เจี่ยหยวน เป็นเพียงย่าหยวน (อันดับสองถึงสิบ) เท่านั้น
"ฟู่..."
ซ่งสืออันที่อ่านหนังสือจนเหนื่อยล้าไปทั้งตัวเมื่อยามเย็น รู้สึกมั่นใจกับการสอบในวันพรุ่งนี้ขึ้นมาบ้าง
หากใช้วิธีการสอบแบบปกติ โอกาสที่จะสอบได้จวี่เหรินนั้นไม่สูงนัก
ทำได้เพียงอาศัยความลุ่มลึกของเค่อลุ่น เพื่อพุ่งชนตำแหน่งจวี่เหริน
เพราะด้านฉือฟู่นั้น ในฐานะคนยุคใหม่ เขาเสียเปรียบโดยธรรมชาติ
แต่ไม่เป็นไร
ความรู้ด้านวรรณกรรมที่ข้าสั่งสมมาหลายปี จะไม่นับเป็นความรู้ของข้าได้อย่างไร
"นอนดีกว่า นอนดีกว่า"
ซ่งสืออันไม่ได้หักโหมจนเกินไปก่อนสอบจนรบกวนนาฬิกาชีวิต เขาเข้านอนแต่หัวค่ำ
ดับไฟข้างตัว นอนแผ่บนเตียง เขามองแสงจันทร์ที่ส่องผ่านหน้าต่างกระดาษจนเห็นเงาของขื่อบนเพดาน ค่อยๆ ยอมรับความจริงเรื่องการเดินทางข้ามเวลา
ในเมื่อโชคดีหล่นทับ ก็คงต้องยอมรับชีวิตในปัจจุบันอย่างสงบเสงี่ยม
ไม่สิ
อันที่จริง ออกจะตื่นเต้นเล็กน้อยด้วยซ้ำ
การให้ชายชาวซานตงมาเล่นเกมจำลองการเลื่อนขั้นขุนนางในชีวิตจริง มันช่างสุดยอดยิ่งนัก
.........
ยามเหม่า ตะวันขึ้น ท้องฟ้าเริ่มปรากฏสีขาวขุ่น
ประตูเมืองเปิด ตลาดเริ่มค้าขาย
ซ่งสืออันยังคงตื่นเช้าตามเวลาเดิม สวมเสื้อผ้าสวมหมวก บ้วนปากล้างหน้าเสร็จ ก็ตรงไปยังห้องของเจียงซื่อ
"วันนี้ลูกแม่ตื่นเช้าจัง" เจียงซื่อที่กำลังปักผ้าอยู่ในห้องเอ่ยถามด้วยรอยยิ้มอย่างแปลกใจ
"ต้องไปสอบมิใช่หรือขอรับ" ซ่งสืออันกล่าว
"ยังเช้าอยู่เลย" เจียงซื่อพูด พลางหันไปสั่งสาวใช้ในห้อง "ยกอาหารเช้ามา"
"เจ้าค่ะฮูหยิน" สาวใช้รับคำ เดินออกจากห้องไป
โดยทั่วไป ตระกูลขุนนางมักจะรับประทานอาหารเช้าที่ศาลากลางสวนหรือโถงกลาง
แต่บุตรนอกสมรสอย่างซ่งสืออัน ไม่มีทางได้ร่วมโต๊ะใหญ่อยู่แล้ว ปกติก็จะกินพร้อมกับเจียงซื่อ
แต่ก็ไม่เสมอไป หากตระกูลฝ่ายมารดามีอำนาจ แม้จะเป็นบุตรนอกสมรส สถานะในครอบครัวก็จะไม่ต่ำต้อยนัก
แต่เจียงซื่อมาจากบ่าวรับใช้ที่มีสถานะต่ำกว่าสามัญชน ตระกูลฝ่ายมารดาก็เป็นเพียงชาวบ้านธรรมดา ความคิดเพ้อฝันจึงไม่ควรมีเลยแม้แต่น้อย
ครู่ต่อมา สาวใช้ก็ยกอาหารเช้าเข้ามา
"เช่นนั้นท่านแม่ ข้าไปสอบก่อนนะขอรับ"
หลังจากรับประทานอาหารเช้าอย่างเรียบง่าย ซ่งสืออันก็พกบัตรเข้าสอบ ออกจากห้องของเจียงซื่อไปโดยตรง
"ไปเถิด ตั้งใจสอบเล่า"
เจียงซื่อกล่าวจบ พลันนึกอะไรขึ้นได้ รีบลุกขึ้นหยิบห่อผ้าที่เตรียมไว้ วิ่งตามออกไป "เอ๊ะ เจ้านี่"
ออกจากเรือนข้าง ก็เป็นลานจวนตระกูลซ่ง
ศาลาริมน้ำ หมู่มวลบุปผา คดเคี้ยวเลี้ยวลด
จวนเจ้าเมืองเซิ่งอัน แม้จะเทียบไม่ได้กับคฤหาสน์หรูหราของเหล่าขุนนางชั้นสูง แต่ก็กว้างขวางโออ่าไม่น้อย
เมื่อนึกถึงว่ากิจการใหญ่โตปานนี้ ซ่งสืออันกลับไม่มีสิทธิ์แม้แต่ในกระเบื้องแผ่นเดียว ในใจก็พลอยนึกอยากจะขโมยอะไรสักอย่างจากบ้านหลังนี้ขึ้นมา
หลังจากเดินมาครู่หนึ่ง ในที่สุดก็มาถึงลานกลางระหว่างเรือนใหญ่และประตูใหญ่
ทันใดนั้น ซ่งสืออันก็หยุดฝีเท้า
หน้าเรือนใหญ่ มีคนกลุ่มหนึ่งยืนอยู่กันอย่างคึกคัก ใบหน้าล้วนเปี่ยมสุข แม้แต่ซ่งจิ้งที่ปกติจะเคร่งขรึม ก็ยังปรากฏรอยยิ้มจางๆ
สตรีข้างกายซ่งจิ้งที่อายุมากกว่าเจียงซื่อหลายปี แต่ผิวพรรณขาวผ่องละเอียดลออ มีน้ำมีนวล เปล่งประกายความสูงศักดิ์ รูปลักษณ์ภายนอกดูราวสี่สิบปี นางคือชุยฟูเหริน นายหญิงของบ้านหลังนี้
คุณหนูใหญ่แห่งตระกูลชุยแห่งจิงจ้าว
ตระกูลชุย หนึ่งในห้าตระกูลใหญ่แห่งเมืองหลวง ยิ่งใหญ่กว่าตระกูลซ่งแห่งหวยจวิ้นเสียอีก
"เค่อเอ๋ยของแม่ช่างสง่างาม รัศมีแห่งความมั่งคั่งเปล่งประกายโดยแท้"
ชุยฟูเหรินใช้มือลูบแก้มของซ่งเค่อ ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม
ทันใดนั้น ซ่งก้าน พ่อบ้านใหญ่ตระกูลซ่ง ที่ยืนค้อมตัวอยู่ข้างๆ ก็เอ่ยชื่นชมด้วยใบหน้าเปี่ยมศรัทธา "บ่าวไม่เคยพบเห็นคุณชายเช่นนี้มาก่อน ช่างองอาจผึ่งผาย ราวกับเทพเซียนจุติ"
คำพูดนี้ ทำเอาชุยฟูเหรินปลื้มใจไม่น้อย ยิ้มพลางยกมือขึ้นเล็กน้อย "ตบรางวัล"
จากนั้น ก็มีคนมอบเงินรางวัลให้ซ่งก้าน
ซ่งก้านยิ้มประจบประแจง รับเงินด้วยสองมือ "ขอบพระคุณฮูหยิน ขอบพระคุณคุณชาย"
ส่วนเด็กหนุ่มในชุดขาวที่ถูกห้อมล้อมราวกับดวงดาวล้อมเดือน ยังคงสงบนิ่ง
สงบนิ่ง จนดูเหมือนจงใจวางท่า
"เค่อเอ๋ย จำคำที่พ่อพูดกับเจ้าเมื่อวานให้ดี" ซ่งจิ้งกำชับ
"ท่านพ่อ ข้าจำได้แล้วขอรับ"
ซ่งเค่อพยักหน้า
จากนั้น ถอยหลังไปสองสามก้าว คุกเข่าลงคำนับบิดามารดา
"สืออัน เจ้าลืมเสบียงแห้ง"
เจียงซื่อวิ่งตามออกมา ยัดห่อผ้าใส่มือเขา
เมื่อเห็นภาพอันแสนสุขสันต์ทางนั้น สีหน้าของนางก็พลอยหม่นลง ก่อนจะกำมือเขาแน่น "ลูกแม่ ตั้งใจสอบนะ"
"ทราบแล้วขอรับท่านแม่"
ซ่งสืออันถือห่อเสบียง พยักหน้าให้เจียงซื่อ แล้วเดินตรงไปยังประตูจวน
"ท่านพ่อ ท่านแม่ ข้าไปแล้วนะขอรับ"
ซ่งเค่อลุกขึ้น ยืนตรงร่ำลาทั้งสองอย่างจริงจัง แล้วจึงเดินออกจากประตูใหญ่ไปพร้อมกับคนขับรถม้าของจวน
"หากสอบได้จวี่เหรินตั้งแต่อายุสิบห้า นี่มิเก่งกว่าท่านในตอนนั้นหรือ" ชุยฟูเหรินมองแผ่นหลังของบุตรชาย เอ่ยหยอกเย้าสามี
"ลูกเก่งกว่าพ่อ มีปัญหาใดรึ" ซ่งจิ้งเอ่ยถึงซ่งเค่อ อดไม่ได้ที่จะเผยความรักใคร่เอ็นดูออกมา แต่ก็รีบปรับสีหน้าจริงจังเสริมว่า "ยังไม่ทันสอบ อย่าเพิ่งพูดจาเหลวไหล"
"ใครๆ ก็ชมว่าลูกข้ามีพรสวรรค์เป็นเลิศ มีแววจะได้เป็นจิ้นซื่อ แค่จวี่เหริน จะไปยากกระไร"
"จวี่เหรินก็ยังมีแบ่งเป็นเจี่ยหยวน ย่าหยวน และจวี่เหรินทั่วไป"
ขณะที่ทั้งสองกำลังดื่มด่ำกับความยินดีล่วงหน้าจนลืมตัว ทันใดนั้น ซ่งสืออันก็เดินผ่านหน้าทั้งสองไปอย่างสบายๆ
และเมื่อเดินสวนกัน เขาก็ประสานมือคารวะพอเป็นพิธี
เมื่อเห็นเขา สีหน้าของชุยฟูเหรินก็พลันบึ้งตึง เผยแววรังเกียจ
แต่เมื่อเขาเดินห่างออกไปเรื่อยๆ สีหน้ารังเกียจของนางก็เปลี่ยนเป็นประหลาดใจ แล้วกลายเป็นโกรธ รีบเตือนซ่งจิ้ง "อาจี๋"
ซ่งจิ้งผู้ถูกเรียกว่า 'อาจี๋' เห็นซ่งสืออันเดินเข้าใกล้ประตูใหญ่เรื่อยๆ ก็โกรธจนตวาดลั่น "เจ้าสารเลว นั่นใช่ประตูที่เจ้าจะเดินได้รึ"
ประตูใหญ่ของจวนขุนนางในยุคโบราณ มีเพียงนายท่าน นายหญิง บุตรธิดาที่เกิดจากภรรยาเอก และแขกเหรื่อผู้สูงศักดิ์เท่านั้นที่สามารถเดินผ่านได้
นอกจากบ่าวเฝ้าประตูแล้ว หากบ่าวรับใช้คนใดกล้าเดินผ่าน ถือเป็นการหมิ่นเบื้องสูง สามารถทุบตีจนตายได้ทันที
"..."
ซ่งสืออันที่ถูกตวาดเสียงดัง หยุดฝีเท้าลง
วินาทีต่อมา ขณะที่สะพายห่อเสบียงแห้ง เขาเร่งฝีเท้า วิ่งพรวดพราดออกไปทางประตูใหญ่ ต่อหน้าต่อตาทุกคน
[จบแล้ว]