- หน้าแรก
- ยอดนักสืบทลายคดีอสูร
- บทที่ 42 - การแก้ไข
บทที่ 42 - การแก้ไข
บทที่ 42 - การแก้ไข
บทที่ 42 - การแก้ไข
อาจจะเป็นเพราะประสบการณ์การเป็นตำรวจในชาติก่อน ถึงแม้ว่าเสิ่นฮ่าวจะมาอยู่ในโลกนี้ได้เกือบสิบปีแล้ว แต่เขาก็ยังคงเก็บนิสัยบางอย่างไว้โดยไม่รู้ตัว
ตัวอย่างเช่น เขามีความเห็นอกเห็นใจต่อชาวบ้านระดับล่างโดยธรรมชาติ และเรื่องราวของชาวบ้านก็มักจะเป็นเรื่องที่เขาใส่ใจได้ง่ายกว่า
จนกระทั่งคดีกบฏตระกูลหลี่ถูกตัดสินและปิดฉากลง คนในกองบัญชาการก็มีทั้งที่กำลังตัวสั่นงันงกคิดว่าตัวเองควรจะรีบไปสารภาพผิดหรือแอบไปเช็ดก้นตัวเองให้สะอาด หรือไม่ก็กำลังยืนดูด้วยความสะใจ พลางรีบวิ่งเต้นหาเส้นสายเพื่อหวังจะได้ตำแหน่งใน "กองธงที่หนึ่ง" ที่ว่างลง
แต่กลับมีน้อยคนนักที่จะนึกถึงว่า หลังจากคดีจบสิ้นลงแล้ว เหยื่อผู้บริสุทธิ์ในคดีที่ตัดสินผิดพลาดเหล่านั้นควรจะได้รับการจัดการอย่างไร
กฎหมายของราชวงศ์จิ้งมีข้อกำหนดเกี่ยวกับคดีที่ตัดสินผิดพลาดอยู่จริง แต่ในรายละเอียดกลับไม่มีอะไรเลย มีเพียงประโยคกว้างๆ ประโยคเดียวว่า "แต่ละคดีสามารถพิจารณาให้ค่าชดเชยตามความเหมาะสมตามสถานการณ์จริง"
สถานการณ์แบบไหนชดเชยเท่าไหร่ แล้วจะชดเชยอย่างไร
ไม่มีบอกไว้เลยแม้แต่น้อย เพียงแค่ปล่อยให้ "หน่วยงาน" ที่รับผิดชอบโดยตรงไปพิจารณาจัดการกันเอง
ต้องบอกว่าข้อกฎหมายนี้มันไม่ค่อยจะเป็นมิตรกับเหยื่อในคดีที่ตัดสินผิดพลาดเหล่านี้สักเท่าไหร่ ให้ความรู้สึกเหมือนกับว่า "ก็ซวยไป"
ก่อนหน้านี้ถังชิงหยวนเคยพูดไว้ว่า "ทำตามกฎไป"
เสิ่นฮ่าวได้ไปตรวจสอบที่ห้องเก็บสำนวนคดีมาโดยเฉพาะ คดีที่ได้รับการแก้ไขและอยู่ใกล้เคียงกับปัจจุบันมากที่สุดในเขตการปกครองของเมืองหลี คือคดีเมื่อเจ็ดสิบแปดปีที่แล้ว เป็นคดีวางเพลิงที่จับแพะ มีการฆ่าผู้บริสุทธิ์ไปหนึ่งคน ภายหลังเมื่อสืบสวนจนกระจ่างแล้ว ก็ได้ให้เงินชดเชยแก่ครอบครัวของเขาไปหนึ่งร้อยเหลี่ยง
ใช่แล้ว แค่หนึ่งร้อยเหลี่ยงเท่านั้น สำหรับหนึ่งชีวิต
ไม่พอใจงั้นหรือ ไม่พอใจก็ไม่มีที่ให้ไปโวยวาย อยากโทษก็ต้องโทษตัวเองที่โชคร้าย
หลังจากที่เสิ่นฮ่าวออกมาจากห้องเก็บสำนวนคดี เขาก็รู้สึกอัดอั้นตันใจกับคดีเมื่อเจ็ดสิบแปดปีก่อนนั้นมาก เขาไม่คิดจะทำตามกฎบ้าๆ นั่นเด็ดขาด
หนึ่งชีวิตที่ต้องตายอย่างไม่เป็นธรรม ได้ค่าชดเชยแค่หนึ่งร้อยเหลี่ยง
หนึ่งร้อยเหลี่ยงมันมีค่าแค่ไหนกัน มันก็แค่ค่าใช้จ่ายปกติของครอบครัวสามคนพ่อแม่ลูกหนึ่งปีเท่านั้นเอง แค่นี้เนี่ยนะ มันช่างไร้มนุษยธรรมสิ้นดี สำหรับเสิ่นฮ่าวแล้ว มันเป็นสิ่งที่เขายอมรับไม่ได้โดยสิ้นเชิง
เมื่อกลับมาถึงห้องทำงานหลวง เสิ่นฮ่าวก็ลงมือเขียนร่างวิธีชดเชยสำหรับแต่ละคดีตามความคิดของเขา โดยอ้างอิงจากคดีที่ผิดพลาดเหล่านั้น
"สำหรับผู้ที่ต้องตายอย่างไม่เป็นธรรม หากที่บ้านยังมีคนรอดชีวิตอยู่ สามารถชดเชยตามมาตรฐาน หนึ่งชีวิตต่อหนึ่งพันเหลี่ยง"
"สำหรับผู้ที่ไม่มีแหล่งทำมาหากิน สามารถยื่นขอที่ดินครัวเรือนจากทางการได้ โดยจะพิจารณาให้ในมาตรฐานสูงสุด"
"สำหรับผู้ที่ถูกตัดสินให้เป็นทาส ตราบใดที่ยังมีชีวิตอยู่ ให้ปลดเปลื้องสถานะทาสและคืนสถานะพลเรือนให้ในทันที พร้อมกันนี้ให้พิจารณาจ่ายเงินชดเชยให้ห้าร้อยถึงหนึ่งพันเหลี่ยงตามสถานการณ์"
"ให้ส่งจดหมายแจ้งการแก้ไขคดีไปยังที่ว่าการอำเภอในภูมิลำเนาเดิมของผู้บริสุทธิ์ที่ได้รับการแก้ไขคดีทั้งหมด เพื่อให้พวกเขาช่วยประกาศให้ทราบโดยทั่วกันในท้องถิ่น"
คำสั่งหลายฉบับถูกส่งต่อออกจากมือของเสิ่นฮ่าว ตอนนี้เขายังคงดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการคดีกบฏตระกูลหลี่อยู่ ดังนั้นจึงไม่มีใครกล้าออกมายืนคัดค้านคำสั่งเหล่านี้ ถึงแม้ว่าค่าชดเชยเหล่านี้จะดูสูงลิบลิ่วอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน แต่เมื่อพิจารณาถึงรากเหง้าของปัญหาแล้วมันก็ไม่ได้มากเกินไป เงินทองเป็นสิ่งที่หน่วยชำระทมิฬไม่เคยขาดแคลน ส่วนเรื่องที่ดินครัวเรือนอะไรนั่น ก็เป็นเรื่องที่ทางการท้องถิ่นต้องไปปวดหัวเอาเอง
คำสั่งถูกส่งขึ้นไปถึงมือของถังชิงหยวนในท้ายที่สุด ถังชิงหยวนเพียงแค่พูดประโยคเดียวว่า "เจ้าช่างใจดีเสียจริง" ก่อนจะลงนามอนุมัติ หลังจากนั้นในวันเดียวกัน คำสั่งแก้ไขคดีเหล่านี้ก็ถูกส่งต่อออกไปทั่วทุกเมืองในเขตการปกครองของหน่วยชำระทมิฬเมืองหลีภายในเวลาเพียงครึ่งวันภายใต้การเร่งรัดของเสิ่นฮ่าว
กองธงที่หนึ่งในช่วงหลายปีมานี้สร้างคดีที่ตัดสินผิดพลาดไว้มากแค่ไหนกัน
ในช่วงหลายวันนี้ เสิ่นฮ่าวได้นำคนไปตรวจสอบดูแล้ว ในช่วงเวลาที่หลี่ปิ่งดำรงตำแหน่งนายกองใหญ่กองธงที่หนึ่ง เขาได้สร้างคดีที่ตัดสินผิดพลาดไว้ทั้งหมดสามสิบห้าคดี เกี่ยวข้องกับชีวิตผู้คนนับร้อย ครอบครัวที่ต้องแตกสลายยิ่งมีมากถึงหลายร้อยครอบครัว
เมืองหลี ตลาดค้าทาส
ที่นี่ถือเป็นสถานที่แรกๆ ที่ได้รับคำสั่งแก้ไขคดีจากหน่วยชำระทมิฬ
เมื่อหัวหน้าผู้คุมตลาดค้าทาสอ่านคำสั่งฉบับนี้จบ ในใจเขาก็รู้สึกขมขื่นไม่น้อย เพราะในคำสั่งฉบับนี้มีรายชื่อยาวเหยียดที่ระบุไว้อย่างชัดเจน ทั้งหมดคือสมาชิกในครอบครัวตระกูลหลินที่เกี่ยวข้องกับคดี "ลักลอบขนส่งวัสดุต้องห้ามเมืองอวิ๋นหยาง" อันเป็นคดีอยุติธรรมในอดีต
ในตอนนั้น สมาชิกตระกูลหลินเหล่านี้มีทั้งเด็กและผู้ใหญ่รวมยี่สิบกว่าคน ตอนนี้บางคนก็ถูกขายไปแล้ว บางคนก็ตายไปแล้ว ที่ยังเหลืออยู่ในตลาดค้าทาสมีเพียงสามคน สองคนเป็นเพราะมีพลังบำเพ็ญอยู่บ้าง ถูกจัดเป็นทาสนักสู้ที่มีราคาสูง จึงขายได้ช้ากว่าคนอื่น ส่วนอีกคนเป็นสาวงาม ที่ต้องใช้เวลาฝึกฝนอบรมนาน ยังไม่ถึงเวลาที่ดีที่สุดที่จะนำออกขาย
ทาสสามคนนี้ ตลาดค้าทาสได้ลงทุนลงแรงไปไม่น้อย ตอนแรกคิดว่าจะทำกำไรได้ก้อนโต แต่ตอนนี้คงได้แค่คิดแล้ว
ก็คงต้องนับว่าสามคนนี้โชคดีไป
นอกจากนี้ ตลาดค้าทาสยังต้องส่งคำอธิบายโดยละเอียดให้กับหน่วยชำระทมิฬด้วยว่า สมาชิกตระกูลหลินที่ถูกขายในตลาดค้าทาสนั้น มีใครตายไปแล้วบ้าง ใครยังอยู่บ้าง คนที่ถูกขายไปนั้นขายให้ใครไปบ้าง หากมีขั้นตอนไหนที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง ตลาดค้าทาสก็ต้องเตรียมคำพูดมาชี้แจงให้ดี
แถมตอนนี้ยังเป็นช่วงที่ในเมืองหลีกำลังตึงเครียด ดาบสันหลังห่านในมือของหน่วยชำระทมิฬยังเปื้อนเลือดไม่ทันได้เก็บเข้าฝักเลย ใครมันจะกล้ากระโดดออกมาหาเรื่องตายในเวลานี้
"ก็ปฏิบัติตามคำสั่งบนนี้อย่างเคร่งครัดแล้วกัน"
ผู้คุมถอนหายใจ เขไม่มีปัญญาไปต่อกรกับหน่วยชำระทมิฬอยู่แล้ว ทำได้แค่ก้มหน้ารับความซวยไป
ข่าวถูกส่งไปถึงคนสุดท้ายสามคนของตระกูลหลินที่ยังอยู่ในตลาดค้าทาสอย่างรวดเร็ว ราวกับฝนทิพย์ที่โปรยลงมาในยามแห้งแล้ง ทั้งสามคนที่สิ้นหวังไปแล้วต่างก็ตกตะลึงไปชั่วขณะ ราวกับได้เกิดใหม่ ความตื่นเต้นที่เหมือนจะไม่ใช่เรื่องจริงค่อยๆ กลายเป็นความจริง กระตุ้นให้น้ำตาของทั้งสามคนไหลออกมาไม่หยุด
"นับว่าพวกเจ้าโชคดีแล้ว ท่านผู้ยิ่งใหญ่แห่งหน่วยชำระทมิฬช่วยแก้ไขคดีให้พวกเจ้า แถมยังมีเงินชดเชยให้อีก ส่วนจะได้เท่าไหร่นั้น พวกเจ้าก็ไปรับกันเองที่หน่วยชำระทมิฬ เอาไป นี่คือใบรับรองสถานะที่ตลาดค้าทาสออกให้พวกเจ้า พวกเจ้าจะไปลงทะเบียนเข้าเป็นพลเรือนใหม่ที่ที่ว่าการอำเภอก็ต้องใช้ใบนี้บวกกับจดหมายอีกฉบับจากหน่วยชำระทมิฬ ขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้ อย่าทำหายล่ะ"
ทั้งสามคนเดินถือใบรับรองสถานะออกมาจากตลาดค้าทาสอย่างมึนงง เมื่อหันกลับไปมองอีกครั้ง ก็ราวกับว่ามันเป็นคนละโลกไปแล้ว
ชายสองหญิงหนึ่ง ทั้งสามคนเป็นญาติลูกพี่ลูกน้องกัน ชายสองคนมีพลังบำเพ็ญอยู่ที่ขั้นหลอมลมปราณขั้นสอง เป็นลูกหลานของตระกูลหลินสายที่สาม ส่วนเด็กสาวก็คือหลินซินเอ๋อร์ ต้นเหตุของคดีทั้งหมดในครั้งนั้น และเป็นทายาทคนเดียวที่ยังมีชีวิตอยู่ของตระกูลหลินสายหลัก
ทั้งสามคนสบตากัน นอกจากน้ำตาที่นองหน้าแล้ว ก็ยังมีแต่ความเจ็บปวดรวดร้าว
พวกเขาโชคดีที่ยังมีชีวิตอยู่จนถึงวันที่คดีได้รับการแก้ไข แต่คนในครอบครัวอีกมากมายกลับกลายเป็นเถ้ากระดูกไปนานแล้ว ความยุติธรรมมาถึงในที่สุด แต่ราคาที่ต้องจ่ายให้กับความล่าช้านั้นคือเลือดและน้ำตา
หนึ่งชั่วยามต่อมา ทั้งสามคนเดินออกมาจากกองบัญชาการหน่วยชำระทมิฬ จากนั้นก็ไปที่ว่าการอำเภอเพื่อลงทะเบียนกลับเข้าเป็นพลเรือนอีกครั้ง ในมือของแต่ละคนยังมีเงินชดเชยเพิ่มมาอีกคนละสามพันเหลี่ยง
เดิมทีพวกเขาสามารถเลือกรับที่ดินครัวเรือนจากที่ว่าการอำเภอได้ แต่ทั้งสามคนไม่มีใครทำนาเป็น จึงเลือกรับเป็นเงินทั้งหมด
ด้วยเงินเหล่านี้ ต่อให้ทั้งสามคนจะไม่ทำอะไรเลย ก็สามารถใช้ชีวิตได้อย่างสุขสบายพอสมควร
"ข้าไปถามพวกเขามาแล้ว ตอนนั้นท่านปู่กับคนอื่นๆ ถูกฝังไว้ที่เนินฝังศพไร้ญาติที่เนินสิบลี้นอกเมือง ทุกคนอยู่ที่นั่นหมด น่าจะ"
"ข้าจะไปซื้อของเซ่นไหว้ พวกเราไปบอกท่านปู่กับคนอื่นๆ กันเถอะว่ามีคนล้างแค้นให้ตระกูลเราแล้ว"
"ไปด้วยกันเถอะ"
ทั้งสามคนซื้อเหล้าเนื้อสัตว์ ธูปเทียน และกระดาษเงินกระดาษทอง เหมารถม้าคันหนึ่งออกนอกเมืองไป จนมาถึงเนินฝังศพไร้ญาติ
เนินฝังศพไร้ญาติไม่มีป้ายหลุมศพ มีเพียงหลุมฝังศพทั้งเก่าและใหม่ ขนาดเล็กบ้างใหญ่บ้างนับไม่ถ้วน บรรยากาศดูอ้างว้างและน่าสลดใจ แม้แต่อยากจะเซ่นไหว้ก็ทำได้เพียงคุกเข่าก้มหัวลงกับพื้นดินที่ตีนเขา โดยที่ไม่รู้ว่าญาติพี่น้องของตัวเองถูกฝังอยู่ในหลุมไหน
หลังจากลงมาจากเนินเขา หลินซินเอ๋อร์ก็พูดขึ้นมาทันที "ข้าจะยังไม่กลับไปอวิ๋นหยาง ข้าจะอยู่ที่นี่ ข้าต้องเห็นไอ้พวกโจรจางขุยมันตายอย่างทรมานด้วยตาตัวเอง ไม่อย่างนั้นข้าไม่สบายใจ"
[จบแล้ว]