เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 9 - ค้ามนุษย์

บทที่ 9 - ค้ามนุษย์

บทที่ 9 - ค้ามนุษย์


บทที่ 9 - ค้ามนุษย์

"นายกองน้อย ตามที่ท่านสั่ง ข้าให้พี่น้องไปสืบประวัติตระกูลฉีมา พบจุดที่น่าสนใจมากครับ ตระกูลฉีจดทะเบียนกิจการกับทางการไว้ว่าผลิตและค้าขายผ้า ที่ชานเมืองห่างออกไปหกสิบลี้มีโรงย้อมผ้าขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง มีคนงานขึ้นทะเบียนอยู่เจ็ดร้อยกว่าคน ข้าพาพี่น้องสองสามคนไปดูมาแล้ว แต่กลับพบว่าโรงผ้านี้มันแปลกมากครับ"

"ว่ามาโดยละเอียด"

ตรงหน้าเสิ่นฮ่าวมีสุราอาหารง่ายๆ วางอยู่สองสามอย่าง เขากินไปพลางฟังรายงานจากหวังเจี่ยนไปพลาง

"ปกติแล้ว สถานที่อย่างโรงย้อมผ้า ยิ่งเป็นช่างฝีมือที่ชำนาญงานก็ยิ่งเป็นที่ต้องการ และยิ่งโรงย้อมผ้าเปิดมานานเท่าไหร่ ช่างฝีมือที่ชำนาญงานก็จะยิ่งมีมากเท่านั้น แต่ที่โรงย้อมผ้าของตระกูลฉีกลับมีคนงานฝึกหัดเกินครึ่งครับ"

เสิ่นฮ่าวไม่พูดอะไร เขารู้ความสามารถของหวังเจี่ยน เรื่องราวมันไม่ง่ายแค่นี้แน่ ต้องมีอะไรต่ออีก

แน่นอน ก็ได้ยินหวังเจี่ยนพูดต่อ "คนงานฝึกหัดเหล่านั้นไม่ใช่คนจากแถบเมืองห้าแพะเลยครับ แหล่งที่มาใกล้สุดก็มาจากเขตภูเขาไห่เซี่ยโน่น บางคนก็ไกลกว่านั้น มาจากนอกด่านจัวหัวก็มี แถมอายุยังอยู่ระหว่างสิบสามถึงสิบหกปีทั้งนั้น เป็นเด็กหนุ่มวัยรุ่นทั้งหมด

ข้าตรวจสอบบัญชีรายชื่อจ่ายเบี้ยเลี้ยงรายเดือนของโรงย้อมผ้าแล้ว นอกจากพวกช่างฝีมือที่ชำนาญงานแล้ว บัญชีรายชื่อคนงานฝึกหัดทั้งหมดมีการเปลี่ยนแปลงสูงมาก โดยพื้นฐานแล้วสามเดือนก็จะเปลี่ยนใหม่หมดทั้งชุด

และตามที่พวกช่างฝีมือในโรงย้อมผ้าเล่า ที่คนงานฝึกหัดเปลี่ยนแปลงบ่อยๆ เป็นเพราะเถ้าแก่ต้องการให้พวกเขาไปคุมโรงย้อมผ้าแห่งอื่น แต่ว่า ตระกูลฉีแม้จะร่ำรวยกิจการใหญ่โตก็จริง แต่ก็ไม่มีโรงย้อมผ้ามากมายขนาดนั้น ไม่จำเป็นต้องใช้คนงานเยอะขนาดนี้ และก็ไม่เคยได้ยินว่าตระกูลฉีส่งคนงานไปให้โรงย้อมผ้าเจ้าอื่นด้วย

เช่นนั้นแล้ว ทำไมตระกูลฉีถึงต้องคอยรับสมัครคนงานฝึกหัดใหม่อยู่เรื่อยๆ อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยด้วยล่ะ"

ทำไมกัน

"ข้าสงสัยว่า ตระกูลฉีเบื้องหน้าคือการรับสมัครคนงาน แต่ลับหลังกลับกำลังค้ามนุษย์ครับ"

"ค้ามนุษย์รึ ช่องทางล่ะ แล้วค้าไปที่ไหน สามเดือนครั้งหนึ่ง แถมยังคนเยอะขนาดนี้ทุกครั้ง เป็นไปไม่ได้ที่จะปิดข่าวได้นานขนาดนี้ มันไม่สมเหตุสมผล" เสิ่นฮ่าวส่ายหน้า แสดงว่าการคาดเดานี้ยังมีจุดที่ไม่เหมาะสม

"นายกองน้อย ท่านเคยพูดไว้ พวกเราสืบคดีต้องกล้าที่จะคาดเดา และระมัดระวังในการพิสูจน์ ข้าคิดว่ากิจการที่ตระกูลฉีทำอยู่นี้อาจจะไม่ใช่การค้ามนุษย์ธรรมดาครับ"

"โอ้"

เสิ่นฮ่าวยังกินผักดื่มเหล้าต่อไป ก็เห็นหวังเจี่ยนหยิบบัญชีเล่มหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ เปิดไปที่หน้าหนึ่งแล้ววางลงบนโต๊ะ ส่งสัญญาณให้เขาดู

จากนั้นหวังเจี่ยนก็พูดต่อ "นายกองน้อยโปรดดู นี่คือบัญชีสองหน้าที่ข้าเจอในตระกูลฉีก่อนหน้านี้ บนนี้มีสินค้าชนิดหนึ่งที่ขายออกไปโดยใช้ 'ไห' เป็นหน่วยนับ ไม่มีชื่อ ทุกๆ สามเดือน ตระกูลฉีจะขายของสิ่งนี้ออกไปสามสิบไห ได้กำไรถึงสามแสนเหลี่ยง ของสิ่งนี้เกรงว่าจะแพงกว่าทองคำเสียอีก"

"แล้วยังไง ของสิ่งนี้มันเกี่ยวอะไรกับคนงานฝึกหัดพวกนั้น"

"นายกองน้อย ข้าสงสัยว่าใน 'ไห' พวกนี้บรรจุเลือดของคนงานฝึกหัดเหล่านั้นไว้ ตระกูลฉีไม่เพียงแต่ค้ามนุษย์ แต่ยังเป็นพวกค้าเลือดมนุษย์ที่โหดเหี้ยมอำมหิตอีกด้วย"

ค้าเลือดมนุษย์ นี่ทำให้เสิ่นฮ่าวถึงกับต้องวางตะเกียบในมือลง

"นายกองน้อย นี่ไม่ใช่ข้าเดาสุ่มนะครับ ข้ามีเหตุผลสนับสนุนสองข้อ หนึ่งคือข้อสงสัยต่างๆ ที่ข้าเพิ่งเรียนให้ท่านทราบเมื่อครู่ สองคือวัตถุดิบต้องห้ามที่ข้าตรวจพบในโกดังของตระกูลฉีก่อนหน้านี้ เมื่อตอนเที่ยงข้าให้คนไปตรวจสอบที่มาของวัตถุดิบต้องห้ามเหล่านั้นแล้ว พบว่ามันเกือบจะเหมือนกับวัตถุดิบในการผลิตของอัปมงคลที่เรียกว่า 'เต้าหู้อเวจี' เลยครับ ขาดก็เพียงแต่ 'เลือดเด็กชายพรหมจรรย์' เท่านั้น ซึ่งนี่ก็ไปเชื่อมโยงกับเหล่าคนงานฝึกหัดที่หายตัวไปจากโรงย้อมผ้าพอดี

ดังนั้น ข้าจึงคิดว่าตระกูลฉีไม่เพียงแต่ลักลอบค้ามนุษย์อยู่ลับหลัง แต่ยังกักขังฆ่าคนบริสุทธิ์ ผลิตและค้าขายของอัปมงคลสายมารอีกด้วย"

เสิ่นฮ่าวได้ยินถึงตรงนี้ก็ขมวดคิ้วมุ่น การอนุมานของหวังเจี่ยนชุดนี้แม้จะมีบางส่วนที่คิดไปเองบ้าง แต่ตรรกะและจุดเชื่อมโยงสำคัญกลับไม่มีปัญหาเลย นั่นก็หมายความว่านี่คือ "ความเป็นไปได้" ที่มีโอกาสสูง

และเมื่อเชื่อมโยงกับเศษยันต์อัปมงคลสายมารชิ้นเล็กๆ ที่เขาพบในครัวหลังของตระกูลฉีก่อนหน้านี้ เสิ่นฮ่าวก็รู้สึกว่าม่านหมอกที่บดบังคดีนี้อยู่ดูเหมือนจะจางลงไปส่วนหนึ่ง

เขาลุกขึ้นยืนเดินไปเดินมาอยู่ครู่ใหญ่ เสิ่นฮ่าวก็ตัดสินใจได้

ในเมื่อคดีมีทิศทางหลักในการบุกแล้ว ก็ควรจะลงมือให้ตรงจุดที่สุด หลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใดๆ ขึ้นอีก

เสิ่นฮ่าวกล่าวกับหวังเจี่ยนด้วยสีหน้าจริงจัง "หวังเจี่ยน ดำเนินการตามกฎ สั่ง 'กฎอัยการศึก' ไปยังที่ว่าการอำเภอเมืองห้าแพะทันที ให้พวกเขาส่งคนไปเฝ้าจับตาเมืองห้าแพะทั้งภายในภายนอกให้เข้มงวด จากนั้นเจ้าก็เร่งเดินทางกลับไปที่กองบัญชาการในคืนนี้ เพื่อขอกำลังทหารทั่วไปมาเพิ่มอีกร้อยนาย ข้ามีลางสังหรณ์ว่าเบื้องหลังตระกูลฉีนี้ยังมีอะไรให้ขุดคุ้ยอีกมาก"

แล้วก็ คนงานของตระกูลฉีทุกคน ยิ่งเป็นคนที่ติดต่อกับตระกูลฉีบ่อยๆ ยิ่งปล่อยไปไม่ได้ ไม่เพียงแต่ต้องสืบประวัติให้ชัดเจน แต่ยังต้องสืบเครือข่ายความสัมพันธ์ของคนเหล่านี้ด้วย หากพบจุดน่าสงสัยใดๆ ให้ลงมือจัดการทันที จำไว้ว่าห้ามพลาดแม้แต่คนเดียว

อีกอย่าง การติดต่อค้าขายต่างๆ ในบัญชีสองหน้าของตระกูลฉีควรจะยังพอมีร่องรอยให้สืบได้ รวบรวมข้อมูลเหล่านี้ส่งต่อไปยังกองบันทึกคดีของกองบัญชาการเพื่อเก็บเข้าสำนวน ให้พวกเขาประสานงานกับสหายร่วมงานจากกองบัญชาการอื่นช่วยสืบสวนด้วย

แล้วก็ เจ้าไปที่ 'โรงเตี๊ยมเฟิงหยวน' หนึ่งรอบ ให้พวกเขารวบรวมข้อมูลแขกที่มาเข้าพักทั้งหมดในช่วงครึ่งเดือนที่ผ่านมานี้มาให้ชัดเจน โดยเน้นจับตาเป็นพิเศษว่าคนที่เข้าออกโรงเตี๊ยมมีใครติดต่อกับพวกคนเร่ร่อนบ่อยๆ บ้าง"

เสิ่นฮ่าวไม่เพียงแต่วางแผนจัดการตามการวินิจฉัยของหวังเจี่ยน แต่ยังนำข้อมูลที่เขาได้มาเกี่ยวกับ เซี่ยซาน หม่าจิ่ว และเฉินเอ้อหนิว สั่งการลงไปด้วย

หวังเจี่ยนรับคำสั่งแล้วรีบร้อนจากไป

เสิ่นฮ่าวนั่งลงบนเก้าอี้อีกครั้ง ยกกาน้ำชาบนโต๊ะขึ้นมากรอกเหล้าเข้าปากอย่างไม่ใส่ใจ เขามองลานกลางจวนตระกูลฉีที่อึมครึม พึมพำในใจ "แรงจูงใจ ยังหาแรงจูงใจไม่เจอ แต่ข้ารู้สึกว่ามันน่าจะอยู่ไม่ไกลแล้ว"

วันที่สามหลังเกิดเหตุ

ขณะที่หวังเจี่ยนกำลังยุ่งจนหัวหมุน เสิ่นฮ่าวก็กลับไปยังเมืองรุ่งอรุณเพียงลำพังอีกครั้ง เข้าไปในกองบัญชาการหน่วยชำระทมิฬ เขาต้องรายงานความคืบหน้าของคดีให้นายกองใหญ่เฉินเทียนเวิ่นทราบ

แต่เพิ่งจะก้าวเท้าเข้าประตูใหญ่ของกองบัญชาการ เขาก็กลับเจอคนที่เสิ่นฮ่าวไม่อยากเจอเข้าคนหนึ่ง

อู๋ชิง นายกองน้อยหมู่ที่สอง กองธงที่หนึ่ง ตัวจริงเรื่องเด็กเส้น พ่อของเขาเป็นสหายเก่ากับผู้กองร้อยฝึกหัด อาศัยเส้นสายความสัมพันธ์นี้ก็เลยชอบทำตัวกร่างอยู่ในกองบัญชาการ และไม่ถูกกับเสิ่นฮ่าวมาโดยตลอด

"โย่โฮ่ เสิ่นฮ่าว ยังยุ่งอยู่รึ ได้ยินว่าเจ้าเพิ่งปิดคดีเก่าไปก็รับคดีใหม่ต่อเลยรึ นายกองใหญ่ของพวกเจ้านี่ใช้งานเจ้าเหมือนวัวเหมือนควายเลยนะ เหอะๆ ไม่กลัวเจ้าจะเหนื่อยตายกะทันหันรึไง"

"นายกองน้อยอู๋ ไม่รบกวนท่านต้องเป็นห่วง ข้ายังมีธุระ ขอตัวก่อน" เสิ่นฮ่าวขี้เกียจจะเสียเวลากับเจ้าหมอนี่ เขาเบี่ยงตัวเดินผ่านอีกฝ่ายไป

"ชิ ไอ้บ้านนอกนี่..." อู๋ชิงมองแผ่นหลังของเสิ่นฮ่าว ดูเหมือนจะนึกอะไรขึ้นได้ ลูกตาหมุนกลอกไปมา มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย

ในห้องทำงานหลวงของเฉินเทียนเวิ่น

หลังจากฟังรายงานของเสิ่นฮ่าวจบ สีหน้าที่ปรากฏบนใบหน้าของเฉินเทียนเวิ่นไม่เพียงแต่มีความประหลาดใจ แต่ยังมีแววแห่งความยินดีที่หาได้ยากปรากฏขึ้นด้วย ครั้งนี้เจอคดีใหญ่ของจริงเข้าแล้ว ไม่เพียงแต่พบเศษยันต์อัปมงคลสายมารในที่เกิดเหตุ ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงมากว่าจะเกี่ยวข้องกับคนกลุ่มนั้น แต่ยังพบตระกูลฉีที่อาจจะลักลอบ "กักขังฆ่าคนบริสุทธิ์ ผลิตและค้าขายของอัปมงคลสายมาร" อยู่ลับหลังอีกด้วย

เมื่อเห็นว่าอีกไม่กี่วันก็จะถึงการประชุมรายงานคดีใหญ่แล้ว เฉินเทียนเวิ่นก็รู้สึกว่าเรื่องนี้ถ้าจัดการได้ดี เขาจะสามารถผงาดอวดผลงานในที่ประชุมได้อย่างยิ่งใหญ่ นี่นับเป็นข่าวดีอย่างมหาศาลสำหรับเขาเลยทีเดียว

"สารที่หวังเจี่ยนส่งมาเมื่อคืนข้าอนุมัติแล้ว ข้าจะดึงคนจากกองกำลังสำรองตรงของข้า เป็นพลทหารร้อยนายกับพลจอมพลังยี่สิบนายส่งไปที่เมืองห้าแพะให้เจ้าใช้งาน ส่วนทางกองบันทึกคดีข้าก็จะช่วยเร่งรัดให้ด้วยตัวเอง แต่ว่า เสิ่นฮ่าวเจ้าห้ามทำให้ข้าผิดหวังล่ะ คดีนี้เจ้าต้องสะสางให้ข้าอย่างสวยสดงดงามที่สุด เข้าใจหรือไม่"

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 9 - ค้ามนุษย์

คัดลอกลิงก์แล้ว