- หน้าแรก
- กำเนิดใหม่สาวนักเรียนเซียนธุรกิจ
- ตอนที่ 489 - 490: ถ่ายหนัง II, ถ่ายหนัง III
ตอนที่ 489 - 490: ถ่ายหนัง II, ถ่ายหนัง III
ตอนที่ 489 - 490: ถ่ายหนัง II, ถ่ายหนัง III
ตอนที่ 489 ถ่ายหนัง II
ทีมถ่ายภาพ : กล้องหลัก, กล้องเสริม, กล้องช่วย, Gaffer
ทีมศิลปะ: เซ็ต Dresser, ผู้ดูแลตู้เสื้อผ้า, ช่างแต่งหน้า, ช่างทำผม
ทีมงานบันทึกเสียง : Boom Operator, Sound Mixer
จำเป็นต้องมีคนงานทั้งหมดที่กล่าวมา และบางคนก็ทำงานหลายอย่างพร้อมๆกัน
“ทุกอย่างเรียบร้อยดีครับ” ลู่เจินกล่าว “ทีมงานคือญาติๆ ของผมเอง แม้ว่าเขาจะไม่ได้มีชื่อเสียง แต่คุณภาพของทีมค่อนข้างดี เพื่อนร่วมงานของผมไม่รู้ว่าผมกลับมาแล้วและไม่มีใครยินดีช่วยผม ผมก็เลยจ้างญาติๆ ของผมเอง”
แม้ว่าลู่เจินจะมีหน้าที่รับผิดชอบหาทีมงาน กู้หนิงเป็นเจ้านายของเขา ดังนั้นเขาจึงจำเป็นต้องรายงานเธอ
“ดีค่ะ แล้วมีทั้งหมดกี่คน?” กู้หนิงถาม
“สิบหกคนครับ” ลู่เจินตอบ
"ดีมากค่ะ ขึ้นเที่ยวบินแรกสุดมายังเมือง D ตอนนี้ เราต้องถ่ายหนังให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ฉันได้ยืมอุปกรณ์เสริมมาแล้ว คุณแค่ต้องนำเสื้อผ้ามาเอง เราจะพูดถึงรายละเอียดหลังจากที่คุณและทีมงานมาถึงแล้ว ฉันจะให้คนไปรับคุณ” กู้หนิงกล่าวอย่างจริงจัง
“ครับ ผมจะเรียกทีมงานเดี๋ยวนี้”
หลังจากนั้นกู้หนิงก็โทรหาต้วนลี่ซินและซูตงนั่ว เธอบอกพวกเขาให้มาที่เมือง D ให้เร็วที่สุด
กู้หนิงยังโทรหาฉู่เพ่ยหาน ฮ่าวหรัน และจางเทียนปิงเพื่อมาช่วยเธอ เพราะเธอรู้ว่าพวกเขามักจะขาดเรียน หากพวกเขาขอลาพักหนึ่งสัปดาห์ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร
กู้หนิงไม่ได้บอกรายละเอียดพวกเขา และบอกให้พวกเขาเก็บเรื่องนี้เป็นความลับ เพราะไม่อยากให้มีผลต่อการเรียนของเพื่อนคนอื่นๆ
กู้หนิงต้องการความช่วยเหลือจากพวกเขา เพราะฉะนั้นพวกเขาจึงบินมาที่เมือง D ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้
จากนั้นกู้หนิงโทรหาเคและบอกเขาให้ตรวจสอบคนปล่อยข่าวในเน็ต เมื่อเคอ่านข่าว เขาก็ตกใจมากเหมือนกันและไม่อยากเชื่อ
ไม่มีใครมีความอยากทานอาหารหลังจากข่าวที่แพร่ทางเน็ต
ไม่นานนักซูตงนั่ว ต้วนหลี่ซิน ฉู่เพ่ยหานและคนอื่นๆ ก็จองตั๋วเครื่องบินไปยังเมือง D ได้แล้ว แต่ลู่เจินยังคงต้องใช้เวลาพอสมควรในการชำระค่าตั๋วเครื่องบินสำหรับกลุ่มใหญ่เช่นนี้
ซูตงนั่วจะมาถึงภูเขาชางหยางประมาณ 23:30 น. ส่วนต้วนหลี่ซินจะมาถึงเร็วกว่าซูตงนั่ว 50 นาที ในขณะที่เพื่อนๆ ของกู้หนิงจะเป็นกลุ่มแรกที่มาเจอกู้หนิง พวกเขาจะมาถึงประมาณ 22.00 น.
หลังจากเสร็จสิ้นการโทร กู้หนิงบอกเจียงโบเหวินให้จัดเตรียมรถเพื่อไปรับคนของเธอตามเวลาที่เครื่องบินลงจอด
ในที่สุดทุกอย่างก็ถูกตระเตรียมไว้แล้ว ตอนนี้เป็นเวลาหนึ่งทุ่ม เจียงโบเหวินคิดจะจองห้องพักให้กู้หนิงที่ฉวนหลินรีสอร์ท แต่กู้หนิงปฏิเสธ เธอมีบัตรดำของโรงแรมฮวงเติ้ง และเธอสามารถพักฟรีที่โรงแรมได้ ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องเปลืองเงินที่รีสอร์ท
เมื่อคนอื่นๆ พบว่ากู้หนิงมีบัตรดำสำหรับโรงแรมฮวงเติ้ง พวกเขาก็ประหลาดใจอีกครั้ง โรงแรมฮวงเติ้งเป็นเครือโรงแรม 5 ดาวระดับนานาชาติที่มีชื่อเสียง และเป็นที่นิยมอย่างมากทั้งในและต่างประเทศ เป็นเรื่องยากมากที่จะพบคนที่มีบัตรดำสำหรับโรงแรมฮวงเติ้ง เพราะตระกูลถางผู้เป็นเจ้าของโรงแรมจะให้บัตรดำแก่ญาติหรือผู้ที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพวกเขาเท่านั้น
ทันใดนั้นพวกเขาก็นึกถึงคนแรกที่กู้หนิงโทรหา เธอเรียกคนๆ นั้นว่า ‘ลุงถาง’ คนๆ นั้นต้องเป็นหนึ่งในสมาชิกตระกูลถางแน่นอน! แม้ว่าพวกเขาจะสงสัยเพียงไร ก็ไม่มีใครเอ่ยถาม
เคยังคงทำงานมีประสิทธิภาพเช่นเคย เมื่อกู้หนิงกลับออกมาจากรีสอร์ทฉวนหลิน เขาก็โทรหาเธอ
“บอส คนที่ปล่อยข่าวคือถานเจียงเฟิง เขาเป็นหมอทำงานที่โรงพยาบาลกลาง”
กู้หนิงไม่พอใจขึ้นมาทันที ถ้าเป็นถานเจียงเฟิงที่เป็นคนปล่อยข่าวจุดประสงค์ของเขาคือเพื่อทำร้ายเธอย่างเห็นได้ชัด ถ้าเธอไม่ทำให้เขาเสียหน้า เขาคงไม่ปล่อยข่าว หากเป็นอย่างนั้นว่าเธอคือต้นเหตุของปัญหา เธอจะจัดการเรื่องนี้เป็นอย่างดี
“บอส ข่าวเป็นเรื่องจริงเหรอ?” เคถาม
“คุณเชื่อรึเปล่าล่ะ?” กู้หนิงถามกลับ
“ไม่เชื่อ แต่ก็สงสัย” เคกล่าว
“เอาล่ะ ฉันต้องไปแล้ว” กู้หนิงวางสาย เคตะลึงจากอีกฝั่งปลายสาย ตกลงจริงหรือไม่จริงกันแน่?
เฉินข่ายอี้เกือบฟื้นฟูเต็มที่แล้ว แต่เคยังอยู่ที่โรงพยาบาลเป็นเพื่อนเขา เมื่อเห็นเคนิ่งไป เขาก็รู้สึกว่าเคน่ารัก เฉินข่ายอี้รีบสะบัดความคิดนี้ทิ้งและถามว่า “เรื่องจริงรึเปล่า?”
“เธอไม่ได้บอก” เสียงของเคฟังดูไม่พอใจเล็กน้อย
ตัดมาทางกู้หนิง เจียงโบเหวินก็ถามเธอว่า “กู้หนิง เธอรู้รึยังว่าใครเป็นคนปล่อยข่าว?”
“ถานเจียงเฟิงค่ะ” กู้หนิงตอบ “ฉันคิดว่าเขาจงใจทำแบบนี้เพราะฉันทำให้เขาเสียหน้า ที่ฉันสามารถรักษาคนเจ็บได้แต่เขารักษาไม่ได้”
“อะไรนะ?” เจียงโบเหวินไม่อยากจะเชื่อ “ฉันไม่คิดว่าถานเจียงเฟิงจะเห็นแก่ตัวและใจดำขนาดนี้! เขาระบายความโกรธของเขาแบบนี้ได้ยังไงกัน ใช้ไม่ได้เลย!”
“กู้หนิง เรื่องนี้มันไม่เกี่ยวอะไรกับเธอ เธอไม่จำเป็นต้องโทษตัวเองในเรื่องนี้ ถ้าไม่ใช่เพราะเธอ คนเหมืองขุดแร่ที่บาดเจ็บเหล่านั้นอาจตายไปแล้ว ส่วนผีดิบ ไม่มีใครในพวกเรายกเว้นเธอที่รู้วิธีทำลายมัน” เจียงโบเหวินพูดปลอบกู้หนิง
กู้หนิงไม่พูดอะไรเพราะสิ่งที่เขาพูดมานั้นเป็นความจริง เธอได้ช่วยชีวิตคนหลายคน
พวกเขารู้แล้วว่าถานเจียงเฟิงเป็นคนปล่อยข่าว พวกเขาตัดสินใจจะจัดการกับเขาทีหลัง
ก่อนที่กู้หนิงจะถึงโรงแรม ลู่เจินก็โทรมา คณะทีมงานของลู่เจินจะมาถึงเมือง D ตอนห้าทุ่ม
ตอนที่ 490 ถ่ายหนัง III
เจียงโบเหวินกลับไปหลังจากส่งกู้หนิงที่โรงแรมฮวงเติ้ง เขากลับไปจัดรถเพื่อไปรับเพื่อนๆ ของกู้หนิง
กู้หนิงเดินตรงไปที่แผนกต้อนรับและหยิบบัตรดำออกมาเพื่อจองห้องพัก เธอต้องเขียนบทให้เสร็จก่อนที่ทีมงานภาพยนตร์จะมาถึง
เมื่อพนักงานต้อนรับเห็นบัตรดำ เธอก็ประหลาดใจและช่วยกู้หนิงจองห้องที่ดีที่สุดทันที
หญิงวัยกลางคนที่ยืนอยู่อีกด้านของแผนกต้อนรับรู้สึกโกรธเมื่อสังเกตเห็นว่าพนักงานต้อนรับกำลังช่วยกู้หนิงจองห้องพัก “ไหนบอกว่าไม่มีห้องว่าง? ทำไมเธอถึงจองห้องพักได้? ทำไมคุณถึงปฏิบัติต่อเธอแตกต่างจากลูกค้าคนอื่น? กลัวว่าฉันจะจ่ายค่าห้องที่นี่ไม่ได้เหรอ?”
“คุณผู้หญิง ดิฉันต้องขอโทษด้วยจริงๆค่ะ แต่คุณหนูท่านนี้มีบัตรดำของโรงแรม” พนักงานต้อนรับอธิบายอย่างสุภาพ
“ฉันไม่สนใจว่าเธอจะมีบัตรดำหรือไม่มี ฉันเป็นลูกค้าวีไอพีของโรงแรมฮวนเติ้งเชียวนะ!” เห็นได้ชัดว่าผู้หญิงคนนี้ไม่เข้าใจว่าบัตรดำคืออะไร เธอคิดว่าเธอสำคัญกว่าคนอื่นเพียงเพราะเธอเป็นลูกค้าวีไอพีของโรงแรม โรงแรมฮวงเติ้งเป็นโรงแรมระดับ 5 ดาวและมีคนไม่มากนักที่สามารถซื้อบัตรสมาชิกได้
“ดิฉันต้องขอโทษด้วยนะคะ บัตรสีดำเป็นบัตร VIP อันดับต้นๆ ของโรงแรมฮวงเติ้ง ใครก็ตามที่มีบัตรดำสามารถพักฟรีตลอดชีวิตที่โรงแรมทั้งในและต่างประเทศ ทางโรงแรมจะมีห้องเฉพาะสำหรับลูกค้าที่มีบัตรดำค่ะ” พนักงานต้อนรับกล่าวอย่างสุภาพ
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เธอก็หน้าแดงด้วยความอาย เธอตั้งใจจะหัวเราะเยาะกู้หนิง แต่ไม่คิดว่ากู้หนิงจะมีความสำคัญมากกว่าที่เธออยู่ในโรงแรมแห่งนี้
ในขณะนั้นก็มีผู้หญิงอีกสองคนเดินเข้ามา และหนึ่งในนั้นก็พูดว่า “ซูหลาน ไม่เป็นไรหรอก ถ้าไม่มีห้องว่าง พวกเราก็ไปพักที่อื่นได้ พักที่นี่ต้องเสียเงินเยอะ เธอไม่จำเป็นต้องใช้จ่ายกับเรามากนักหรอก”
“ก็แค่โรงแรมห้าดาว ฉันไม่ขาดเงินอยู่แล้ว ในเมื่อที่นี่ไม่มีห้องว่าง พวกเราก็ไปที่โรงแรมห้าดาวที่อื่นแล้วกัน! วันนี้ฉันชวนพวกเธอมาสนุกด้วยกัน พวกเธอก็ต้องสนุกสิ” ผู้หญิงที่ถูกเรียกว่าซูหลานพูดอย่างภาคภูมิใจ เห็นได้ชัดว่าเธอกำลังพูดจาโอ้อวด
ผู้หญิงอีกสองคนรู้สึกอายแต่ไม่ได้พูดอะไร หลังจากนั้นทั้งสามคนก็ออกไป ขณะที่กู้หนิงเดินไปที่ลิฟต์
เจียงโบเหวินผ่อนคลายขึ้นเล็กน้อยหลังจากที่เขาได้ตระเตรียมทุกอย่างไว้พร้อม แต่ปัญหายังไม่ได้รับการแก้ไข ดังนั้นเขาจึงยังรู้สึกไม่สบายใจอยู่
เจียงโบเหวินได้รับโทรศัพท์จากเสี่ยวฉางชุน เสี่ยวฉางชุนไม่ได้อยู่ในเมือง D ดังนั้นเขาจึงไม่ได้ทราบข่าวมาจนกระทั่งตอนนี้
เจียงโบเหวินต้องยอมรับว่าข่าวนี้เป็นความจริงและเล่าเกี่ยวกับสิ่งที่กู้หนิงทำในวันนี้ให้เสี่ยวฉางชุนทราบ
เสี่ยวฉางชุนรู้สึกตกใจกลัวเมื่อเจียงโบเหวินบอกว่าผีดิบเป็นเรื่องจริง ตอนนี้เขาไม่ได้อยู่ที่เมือง เขาจึงกำชับเจียงโบเหวินให้ความร่วมมือกู้หนิงเต็มที่
เมื่อกู้หนิงกลับมาถึงห้อง เธอหยิบเอากระดาษและปากกาออกมาเขียนสิ่งที่จะต้องซื้อ
สองชั่วโมงต่อมาก็เป็นเวลาสามทุ่ม กู้หนิงออกไปข้างนอกและยืมรถบัสจากโรงแรม กู้หนิงเป็นลูกค้าวีไอพีอันดับต้น ๆ ของพวกเขา ดังนั้นทางโรงแรมจึงให้ยืมรถบัสแก่เธอทันทีโดยไม่จำเป็นต้องถามอะไรเพิ่มเติม
รถบัสจะเป็นสถานที่ที่เหมาะสำหรับการพักผ่อน แม้ว่าจะเป็นฤดูใบไม้ผลิแล้ว แต่ข้างนอกก็ยังหนาวมาก และในรถก็อุ่นเมื่อเปิดเครื่องปรับอากาศ
ก่อนออกเดินทาง กู้หนิงไปที่ซูเปอร์มาร์เก็ตเพื่อซื้อน้ำแร่ 10 กล่อง เครื่องพิมพ์ขนาดเล็ก กระดาษ A4 หนึ่งรีม แบนเนอร์ กาว ผ้าสีแดง ธูป ซึ่งจำเป็นสำหรับพิธีเปิดภาพยนตร์ เธอไม่ได้ถ่ายหนังเพื่อความสนุก เธอทำมันอย่างจริงจัง ดังนั้นพิธีเปิดจึงเป็นสิ่งที่พวกเขาจำเป็นต้องทำ
เมื่อกู้หนิงมาถึงภูเขาชางหยาง ทหารทั้ง 10 นายกำลังพักผ่อนอยู่ในรถบัสขนาดเล็ก เมื่อพวกเขาเห็นว่าคนที่ขับรถบัสคือกู้หนิง พวกเขาก็เบิกตากว้างด้วยความตกใจ ไม่มีใครเคยเห็นเด็กสาวเช่นกู้หนิงที่กล้าขับรถบัสขนาดใหญ่เช่นนี้
พวกเขาลงจากรถบัสของพวกเขา ทีละคน แล้วเดินไปหากู้หนิง “สวัสดีครับ คุณกู้!” พวกเขากล่าวทักทายเธอด้วยความเคารพ หลังจากสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ พวกเขาชื่นชมกู้หนิงเป็นอย่างมาก ไม่ใช่แค่เพราะความสามารถของกู้หนิง แต่ยังเป็นเพราะคำสั่งจากหัวหน้าของพวกเขาด้วย หัวหน้าของพวกเขาได้รับคำสั่งว่าพวกเขาต้องปฏิบัติตามคำแนะนำของกู้หนิงอย่างเคร่งครัดเพื่อแก้ปัญหายุ่งยากนี้ ดังนั้นกู้หนิงจึงเป็นผู้นำของพวกเขาในตอนนี้ และพวกเขาต้องเชื่อฟังคำสั่งของเธอ
“สวัสดีค่ะ พวกคุณรีบขึ้นรถบัสไปพักผ่อนเถอะค่ะ ข้างนอกมันหนาว”
ทหารซาบซึ้งกับความมีน้ำใจของกู้หนิง แต่ไม่มีใครขยับ
“คุณกู้ พวกเราไม่รู้สึกหนาวสักนิดเลยครับ” พวกเขาพูดประสานเสียง
ในฐานะทหาร พวกเขาแข็งแรงกว่าคนทั่วไปมาก หากพวกเขาไม่สามารถทนต่อความหนาวเย็นในฤดูใบไม้ผลิได้ พวกเขาก็ไม่ใช่ทหารที่มีคุณสมบัติเหมาะสม
ในเมื่อพวกเขาพูดเช่นนั้น กู้หนิงก็ไม่ว่าอะไร เธอเปิดกล่องเอาน้ำดื่มให้พวกเขา
“ขอบคุณมากครับ คุณกู้” พวกเขาเอ่ย
“คุณกู้ ผมคือหัวหน้าทีมนี้ โม่เฉินยี่ หากคุณมีคำสั่งหรืองานใดๆ คุณสามารถบอกผมได้ แล้วผมจะแจ้งให้คนในทีมที่เหลือทราบ” โม่เฉินยี่กล่าว
โม่เฉินยี่ยังเป็นชายหนุ่ม อายุประมาณ 27 ปี อันที่จริงทหารทั้งหมดมีอายุประมาณ 25 ถึง 28 ปี พวกเขาต้องเป็นชนชั้นสูงอายุน้อยในเขตทหาร มิฉะนั้นพวกเขาคงไม่มาที่นี่เพื่อจัดการกับผีดิบ
นอกจากพวกเขาแล้ว ยังมีผู้จัดการอาวุโสเพียงไม่กี่คนในเขตทหารที่รู้เรื่องผีดิบ
“ค่ะ ขอบคุณมาก” กู้หนิงเอ่ย
“คุณกู้ ผมสังเกตว่าตอนที่คุณสู้กับผีดิบคุณปราดเปรียวมาก พนันได้เลยว่าคุณต้องเก่งกังฟูมาก เรามาแข่งกันหน่อยดีไหมครับ?” ทหารคนหนึ่งถาม
กู้หนิงยังไม่ทันได้ตอบ โม่เฉินยี่ก็เตะเขาและตำหนิว่า “นี่ใช่เวลามาเล่นสนุกเรอะ?”
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ยังไงซะตอนนี้พวกเราก็ว่าง มาเล่นสนุกๆกันก่อนก็ได้ค่ะ” กู้หนิงเอ่ย เธอเป็นผู้หญิงคิดบวกและไม่เคยหมดความสนใจในชีวิต นอกจากนี้เธอมั่นใจว่าจะสามารถแก้ปัญหาได้ดี
อันที่จริง มีทหารมากกว่าหนึ่งคนสนใจที่จะแข่งขันกับกู้หนิง ดังนั้นเมื่อกู้หนิงตอบตกลง พวกเขาทั้งหมดล้วนตื่นเต้น
มีพื้นที่ว่างขนาดใหญ่ที่ไซต์เหมือง ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เหมาะสำหรับพวกเขาในการต่อสู้
“ใครจะเป็นคนแรก?” กู้หนิงถาม
"ผม!" ชายคนหนึ่งลุกขึ้นทันที เขาเป็นคนเสนอให้มีการแข่งขัน เมื่อเขายืนขึ้น เพื่อนทหารคนอื่นๆ ก็ไม่พอใจ เพราะเขาชิงตอบเร็วมาก