เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 461 - 464: เกาเหวินซิน VS. ซินเป่ย, เลิ่งเชาซุน VS. เลิ่งเชาเจี๋ย, น้องสะใภ้จนๆ?, ครอบครัวกู้ฉินเซียงไร้ยางอาย

ตอนที่ 461 - 464: เกาเหวินซิน VS. ซินเป่ย, เลิ่งเชาซุน VS. เลิ่งเชาเจี๋ย, น้องสะใภ้จนๆ?, ครอบครัวกู้ฉินเซียงไร้ยางอาย

ตอนที่ 461 - 464: เกาเหวินซิน VS. ซินเป่ย, เลิ่งเชาซุน VS. เลิ่งเชาเจี๋ย, น้องสะใภ้จนๆ?, ครอบครัวกู้ฉินเซียงไร้ยางอาย


ตอนที่ 461 เกาเหวินซิน VS. ซินเป่ย

“ไม่ใช่ค่ะ พี่เหวินซินต่างหากล่ะคะที่เป็นคนกลับเมือง B ส่วนฉันกลับเมือง F ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลา ฉันก็เลยมานั่งรอกับพี่เหวินซินสักพัก” กู้หนิงตอบก่อนพูดต่อว่า “คุณล่ะคะ? จะบินไปไหน?”

ซินเป่ยนั่งลงข้างกู้หนิงและตอบเธอว่า “ผมจะบินไปเมือง B ไปเยี่ยมคุณลุงช่วงเทศกาลโคมไฟน่ะ

แม้ว่าซินเป่ยและเกาเหวินซินจะรู้แล้วว่าเป็นเพียงความเข้าใจผิดระหว่างทั้งสองคน ทว่าพวกเขาก็ยังไม่ชอบอีกฝ่ายอยู่ดีเนื่องจากความประทับใจที่เลวร้ายในการพบกันครั้งแรก ดังนั้นพวกเขาจึงเอาแต่คุยกับกู้หนิงโดยไม่สนใจอีกฝ่าย

กู้หนิงไม่อยากยุ่งด้วย เธอจึงขอตัวไปเข้าห้องน้ำ

“พี่จะไปด้วย” เกาเหวินซินลุกขึ้นและเดินตามกู้หนิงไปเข้าห้องน้ำ

“พี่ยังไม่ชอบเขาอีกเหรอคะ? ในเมื่อพี่รู้แล้วว่าเป็นเรื่องเข้าใจผิดกันเฉยๆ” กู้หนิงถามด้วยความสงสัย

เกาเหวินซินเบ้ปาก “พี่แค่ไม่ชอบเขาเฉยๆ”

“ก็ได้ พี่ชนะ” กู้หนิงเอ่ย

ไม่นานหลังจากนั้น ผู้โดยสารที่บินไปยังเมือง B ก็เริ่มทยอยขึ้นเครื่อง รวมทั้งซินเป่ยและเกาเหวินซิน แต่พวกเขาก็จงใจรักษาระยะห่างระหว่างกันและกัน อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าพวกเขาจะไม่ชอบหน้ากันมากแค่ไหน ก็ยังบังเอิญได้นั่งใกล้กัน

“อะไรวะเนี่ย?” ทั้งสองสบถพร้อมกันและมองหน้าอีกฝ่าย

เกาเหวินซินเบือนหน้าหนี เธอไม่อยากเห็นหน้าซินเป่ย

ในขณะนั้นเองกลิ่นน้ำหอมก็ลอยมาเตะจมูกพวกเขา และเสียงผู้หญิงก็ดังขึ้นข้างๆหูซินเป่ย “คุณคะ เครื่องกำลังจะเทคออฟแล้วค่ะ กรุณานั่งลงแล้วคาดเข็มขัดนิรภัยด้วยนะคะ”

“ครับ ขอบคุณ” ซินเป่ยยิ้มอย่างสุภาพและเอื้อมมือดึงเข็มขัดนิรภัยมาคาดตัว แต่พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินยังไม่ไปไหน “ให้ฉันช่วยนะคะ”

ก่อนที่เธอจะทันได้แตะเข็มขัดนิรภัย ซินเป่ยก็บอกปัดอย่างสุภาพว่า “ไม่เป็นไรครับ ขอบคุณมาก”

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ซินเป่ยได้รับการปฏิบัติที่ดีบนเครื่องบินและเขาทราบเหตุผลนั้นดี บรรดาพนักงานต้อนรับสาวต่างอยากเข้าใกล้ชายหนุ่มหน้าตาดีเช่นเขาและหนำซ้ำยังนั่งชั้นเฟิร์สคลาสอีกด้วย

พนักงานต้อนรับสาวชะงักมือและทำสีหน้าผิดหวัง “ขอโทษนะคะถ้าหากว่าฉันรบกวน”

เกาเหวินซินหัวเราะหึหึ

เครื่องบินเทคออฟ เมื่อเครื่องบินไต่ระดับคงที่แล้ว บรรดาพนักงานต้อนรับสาวต่างวนเวียนเดินมาทางซินเป่ยอยู่บ่อยครั้ง แต่ซินเป่ยก้มหน้าอ่านหนังสืออยู่ตลอดเวลา ทำเป็นไม่เห็นพวกเธอ

ในที่สุดก็ถึงเวลาเสิร์ฟเครื่องดื่มให้ผู้โดยสาร พนักงานต้อนรับสาวเดินหาซินเป่ยเป็นคนแรก “คุณคะ ไม่ทราบว่าจะรับเครื่องดื่มอะไรดีคะ?”

“โค้ก ขอบคุณครับ” ซินเป่ยเอ่ยแต่ไม่ได้เหลือบมองพนักงานต้อนรับเลย

พนักงานต้อนรับผิดหวังแต่ไม่แสดงออกทางสีหน้าเพราะเธอได้รับการฝึกฝนมาอย่างดี “ได้ค่ะ กรุณารอสักครู่นะคะ”

ไม่นาน พนักงานต้อนรับก็รินโค้กใส่แก้วให้ซินเป่ย บางทีอาจเป็นเพราะเธอโฟกัสที่ซินเป่ยคนเดียวจึงลืมถามเกาเหวินซิน และเกาเหวินซินก็ไม่พอใจ “เฮ้ แล้วฉันล่ะ?”

พนักงานต้อนรับนิ่งไปชั่วครู่ก่อนจะหันหน้ามาทางเกาเหวินซิน “โอ้ ขอโทษค่ะ ไม่ทราบว่าคุณผู้หญิงต้องการรับเครื่องดื่มอะไรคะ?”

“กาแฟ” เกาเหวินซินเอ่ย

จากนั้นพนักงานต้อนรับก็รินกาแฟให้เกาเหวินซิน อย่างไรก็ตามเมื่อเกาเหวินซินรับแก้วกาแฟมา เครื่องบินก็ตกหลุมอากาศ กาแฟในมือของเธอหกกระฉอกใส่ซินเป่ย

เกาเหวินซินอดหัวเราะไม่ได้ แต่ซินเป่ยไม่ตลกด้วย เขามองเธอและกัดฟันกรอดๆ “เกาเหวินซิน คุณตั้งใจใช่ไหม!”

เกาเหวินซินไม่ได้รู้สึกผิดแม้แต่น้อย ส่วนพนักงานต้อนรับรีบเอ่ยขอโทษทันใด “คุณคะ ขอโทษนะคะ เดี๋ยวฉันช่วยเช็ด...” เธอดึงผ้าออกมาหมายจะเข้าไปช่วยซินเป่ยเช็ดคราบกาแฟออก

“ไม่เป็นไร ขอบคุณ ผมจัดการตัวเองได้” ซินเป่ยฉวยเอาผ้าจากมือของเธอมา เช็ดทำความสะอาดกาแฟจากอกเสื้อ

พนักงานต้อนรับสาวผิดหวังหลังจากที่ซินเป่ยปฏิเสธเธอถึงสองครั้งสองครา ดังนั้นเธอจึงรีบจากไปอย่างรวดเร็วและรู้แล้วว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะเข้าใกล้เขา

ซินเป่ยจ้องเกาเหวินซินอีกครั้ง เกาเหวินซินหยุดหัวเราะทันที แต่ถึงแม้เธอจะหัวเราะ เธอก็ไม่อยากให้เขาเข้าใจผิด “ฉันไม่ได้ตั้งใจนะ มันเป็นเพราะเครื่องบินตกหลุมอากาศต่างหากล่ะ”

ซินเป่ยยังคงโกรธเธอ เขาไม่พูดอะไร ลุกขึ้นยืนเดินไปเข้าห้องน้ำ

ทั้งสองไม่ชอบหน้ากัน ดังนั้นจึงไม่ค่อยแทบพูดกันอยู่แล้ว พอมีเรื่องขึ้นมาจึงเลือกที่จะเงียบทั้งคู่

หลังจากผ่านไปสักพัก เกาเหวินซินก็ลุกไปเข้าห้องน้ำ ขณะที่กำลังเดินสวนกับซินเป่ย บังเอิญว่าเครื่องบินตกหลุมอากาศอีกครั้ง เธอเซไถลไปข้างหน้าและยื่นมือออกไปโดยอัตโนมัติเพื่อหาที่จับ ขณะที่มือของเธอกำลังจะแตะหน้าอกของเขา

ซินเป่ยที่ไม่ชอบเกาเหวินซินอยู่แล้ว เมื่อเห็นเธอกำลังจะล้มใส่และแตะหน้าอกเขา เขาจึงตีมือของเธอ หลังจากที่เธอถูกตีมือ เธอจึงเสียหลักไปจับเป้ากางเกงเขาแทน

ซินเป่ยถูกจู่โจมกะทันหัน ด้วยอารามตกใจจึงรีบผลักเกาเหวินซินออกอย่างแรง

“เกาเหวินซิน!” ซินเป่ยกัดฟันกรอดๆอีกครั้ง เมื่อเขามองหน้าเธอ หัวใจของเขาก็เต้นผิดจังหวะ

“ฉันขอโทษ ฉะ ฉันไม่ได้ตั้งใจนะ...” นี่เป็นครั้งแรกที่เกาเหวินซินจับตรงนั้นของผู้ชาย หน้าของเธอเปลี่ยนเป็นสีแดงและวิ่งเข้าห้องน้ำอย่างไว

ซินเป่ยเดินกลับไปนั่งที่ตัวเองด้วยความเจ็บ วันนี้ทำไมถึงได้ซวยแบบนี้? เครื่องบินก็ตกหลุมอากาศได้ผิดเวลา เขารู้สึกเสียใจที่ตีมือเกาเหวินซิน หากเขาไม่ทำเช่นนั้นก็ไม่ต้องมานั่งเจ็บแบบนี้

เกาเหวินซินเข้ามาในห้องน้ำแล้วและเห็นใบหน้าที่แดงซ่านของตัวเองที่แดงอย่างกับกุ้งล็อบสเตอร์ เธอเปิดก๊อกน้ำและเอาน้ำลูบหน้าตัวเองเพื่อพยายามทำให้ใบหน้าของเธอหายแดง กระนั้นหัวใจของเธอก็ยังเต้นเร็ว

เกาเหวินซินไม่กล้าออกจากห้องน้ำ เธอหมกตัวอยู่ในห้องน้ำกว่ายี่สิบนาที คนที่รออยู่ด้านนอกหมดความอดทนจึงทุบประตูห้องน้ำเสียงดัง

ตอนที่ 462 เลิ่งเชาซุน VS. เลิ่งเชาเจี๋ย

“นี่ คุณจะอยู่ในห้องน้ำอีกนานไหม?”

เกาเหวินซินเพิ่งรู้สึกตัวว่าเธออยู่ในห้องน้ำนานเกินไปแล้ว เธอสูดลมหายใจเข้าลึกๆอีกครั้งก่อนเดินออกมา อย่างไรก็ตามเมื่อคิดว่าต้องเผชิญหน้ากับซินเป่ยอีกครั้งเธอก็ประหม่า เธอมองไปรอบๆเพื่อหาที่นั่งว่าง โชคไม่ดีไม่มีที่นั่งไหนว่างเลย

เกาเหวินซินรู้สึกสิ้นหวัง เธอไม่เคยขายหน้าแบบนี้มาก่อนและไม่รู้จะจัดการอย่างไร ในที่สุดเธอก็ต้องเดินกลับไปนั่งที่ของตัวเอง

ซินเป่ยก็ไม่รู้จะเผชิญหน้ากับเกาเหวินซินอย่างไร เขาก็เลยสวมที่คาดตาแล้วเอนเบาะนอน ไม่มีใครรู้ว่าเขาหลับจริงๆนอกจากตัวเขาเอง

เมื่อซินเป่ยนอนหลับ เกาเหวินซินก็ถอนหายใจโล่งอก เธอรีบเดินไปนั่งและหยิบที่ปิดตามาสวมทันที อย่างไรก็ตามเธอไม่สามารถหลับได้ ในหัวเอาแต่นึกถึงเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา

เธอคิดว่าเธอจะไม่ไปปรากฏตัวสถานที่เดียวกันกับซินเป่ยอีกแล้ว เจอกันทีไรมีแต่เรื่องซวยทุกที

กว่าครึ่งชั่วโมงก่อนที่เครื่องบินจะบินลงจอดที่เมือง B มันช่วงเวลาที่เกาเหวินซินทรมานอย่างยิ่ง ในที่สุดเครื่องบินก็ลงจอด แต่เธอกลับเริ่มประหม่ามากขึ้น เพราะเธอจะได้เห็นซินเป่ยอีกครั้งเมื่อพวกเขาลงจากเครื่องบิน เรื่องนี้มันแทบจะทำให้เธอบ้า!

เมื่อเครื่องบินลงจอด ซินเป่ยก็ลุกขึ้นเดินไปที่ประตูทางออกทันที เขาไม่อยากเผชิญหน้ากับเกาเหวินซิน

ซินเป่ยเดินไปแล้ว เกาเหวินซินก็ผ่อนคลาย เธอเปิดที่คาดตาออกแต่ยังไม่ได้ถอดออกจนกว่าผู้โดยสารสองในสามจะจะเดินออกไป

บินจากเมืองหลวงมาที่เมือง F ใช้เวลาอย่างน้อยสามชั่วโมง กู้หนิงจึงยังอยู่บนเครื่องบิน

ตัดมาที่เลิ่งเชาถิง เขาได้กลับไปที่บ้านของตระกูลเลิ่ง เลิ่งเชาเจี๋ยและเลิ่งเชาซุนกำลังทะเลาะกันอย่างรุนแรงในสนาม

ทั้งหมดเป็นเพราะบอนไซ

บอนไซเป็นของเลิ่งเชาซุนและเป็นกล้วยไม้ที่หายาก เลิ่งเชาซุนวางบอนไซไว้ในสนาม แต่ถูกเลิ่งเชาเจี๋ยปัดล้ม

เลิ่งเชาเจี๋ยไม่สำนึกผิดและไม่ยอมขอโทษ ทั้งยังตำหนิเขา เลิ่งเชาซุนโกรธมากจึงฉีกกระดาษดีไซน์ของเลิ่งเชาเจี๋ยทิ้งเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย

ทั้งสองทะเลาะกันตั้งแต่เด็กแต่ก็ไม่เคยมีใครชนะ ได้แต่เถียงกันกัดกันมาตลอด เลิ่งเชาซุนไม่ได้ชกหน้าเลิ่งเชาเจี๋ยเพราะเธอเป็นผู้หญิง เลิ่งเชาเจี๋ยเองก็รู้เรื่องนี้ดี ดังนั้นไม่ว่าเธอจะเกลียดเขามากแค่ไหรก็ไม่กล้าตีเขา

พ่อบ้านพยายามแยกพวกเขาออกจากกันแต่กลับล้มเหลว

“คุณชายเลิ่ง ยินดีต้อนรับกลับบ้านครับ!” พ่อบ้านเอ่ยทักทายเลิ่งเชาถิง เลิ่งเชาซุนเลิกสนใจเลิ่งเชาเจี๋ยและรีบเดินไปหาเลิ่งเชาถิง “พี่เชาถิง! ในที่สุดพี่ก็กลับบ้านสักที พี่ช่วยสอนกังฟูผมหน่อยสิครับ?”

แม้ว่าเขาจะเทียบเลิ่งเชาถิงไม่ได้ เขาก็ไม่อยากพลาดโอกาสในการฝึก นั่นเป็นวิธีก้าวหน้าของเขา

เมื่อเห็นเลิ่งเชาถิง ความเกลียดชังก็พาดผ่านในดวงตาของเลิ่งเชาเจี๋ย แต่เธอไม่กล้าทะเลาะกับเขา ดังนั้นจึงสะบัดหน้าเดินหนีไป

เลิ่งเชาถิงไม่สนใจเธอ เขาพยักหน้าแทนคำตอบให้เลิ่งเชาซุนและบอกให้รอเขาหลังจากเยี่ยมคุณปู่เสร็จเรียบร้อยแล้ว

อากาศหนาว นายท่านเลิ่งจึงอ่านหนังสือในห้องทำงาน

“โอ้ ปู่นึกว่าจะไม่ได้เห็นอีกในช่วงเทศกาล” นายท่านเลิ่งบ่นหลานชายทันทีที่เขาปรากฏตัว

เลิ่งเชาถิงหยิบขวดยาออกมาวางบนโต๊ะ “นี่สำหรับคุณปู่ครับ”

“ขวดกระเบื้อง? ของเก่าหรือ?”

“ไม่ใช่ขวดครับ ของที่อยู่ข้างในต่างหาก”

“ของที่อยู่ข้างใน?” นายท่านเลิ่งทำหน้าประหลาดใจ เขาเปิดขวดและสังเกตว่ามีเม็ดยาทรงกลมขนาดเท่าไข่มุกที่ส่องประกายราวกับเพชรอยู่ข้างใน "นี่คืออะไร?"

“ยาพิเศษครับ มันดีต่อร่างกายของคุณปู่ ทานยานี่ทุกสามวันนะครับ” เลิ่งเชาถิงเอ่ย

แม้ว่าเขาจะเชื่อใจกู้หนิง แต่ยานี้เป็นของขวัญให้กับคุณปู่ของเขา ดังนั้นเขาจึงต้องระมัดระวังและใช้ยาก่อน เม็ดยาละลายในปากของเขาภายในไม่กี่วินาที และเขารู้สึกถึงความเย็นกระจายไปทั่วร่างกาย เมื่อเขากินยาแล้ว เขาพบว่าอาการบาดเจ็บเก่าๆ บางส่วนของเขาค่อยๆ หายดีขึ้น และนั่นคือตอนที่เขาตระหนักว่ายานี้ได้ผลจริงๆ

นายท่านเลิ่งเทยาเข้าปาก เขารู้สึกเช่นเดียวกันกับเลิ่งเชาถิง “นี่มันยาอะไร? ปู่รู้สึกถึงความเย็นแผ่ซ่านไปทั่วร่างกาย สบายมาก!”

เลิ่งเชาถิงไม่ตอบคำถามคุณปู่ของเขาเพราะเขาก็ไม่รู้เหมือนกัน

วันนี้หลินหลี่หยวนและเพื่อนคนรวยของเธออีกสองคนไปช้อปปิ้งกัน คนหนึ่งเคยขัดแย้งกับกู้หนิงมาก่อนชื่อว่า จินหลานซิน อีกคนอายุเท่ากันกับหลินหลี่หยวน เรียกเธอว่าคุณนายหยาง

คุณนายหยางเป็นเพื่อนใหม่ของหลินหลี่หยวนและจินหลานซิน ครอบครัวของเธอมีทรัพย์สินกว่าร้อยล้านหยวน ซึ่งมากกว่าตระกูลกู้ของเธอมาก ดังนั้นหลินหลี่หยวนจึงประจบสอพลอคุณนายหยาง

“ฉันได้ยินมาว่าเจ้าของตัวจริงของหยกบิวตี้ซึ่งเป็นแบรนด์เครื่องประดับที่ได้รับความนิยมสูงสุดในช่วงนี้คือเด็กสาวอายุ 18 ปี! ฉันคิดว่าเธอชื่อกู้หนิง และเธออาศัยอยู่ที่เมือง F ด้วย เธอเป็นผู้หญิงที่โดดเด่นมาก!” คุณนายหยางกล่าว เธอไม่รู้ความสัมพันธ์ระหว่างหลินหลี่หยวนและกู้หนิง

เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลินหลี่หยวนก็ไม่พอใจ เธอเกลียดกู้หนิงและครอบครัวของหล่อนมากจนหัวใจของเธอรู้สึกเหมือนถูกแทงทุกครั้งที่ได้ยินชื่อของพวกเขา

เธอหวังว่าลูกสาวของเธอจะประสบความสำเร็จเช่นกัน เธอจะได้ไม่ต้องประจบสอพลอคนอื่น แต่คนอื่นต่างหากที่ต้องเอาอกเอาใจเธอ

ตอนที่ 463 น้องสะใภ้จนๆ?

“ฉันก็ได้ยินข่าวเหมือนกัน อิจฉาพ่อกับแม่ของเธอที่มีลูกสาวเก่งขนาดนี้” แม้ว่าจินหลานซินจะเคยมีเรื่องบาดหมางกับกู้หนิงมาก่อน แต่เธอไม่รู้จักชื่อของกู้หนิง และหลินหลี่หยวนก็ไม่ได้บอกเธอถึงเรื่องนี้

ได้ยินเสียงชื่นชมกู้หนิง หลินหลี่หยวนก็ยิ่งเกลียดกู้หนิง แต่เธอไม่สามารถพูดอะไรได้เพราะสิ่งที่พวกเขาพูดมานั้นเป็นความจริง

“ฉันไปเมือง G หลังจากที่ได้ยินข่าว ฉันคิดว่าเครื่องประดับของหยกบิวตี้สวยมากเลยและคุณภาพก็ดีกว่าร้านเครื่องประดับอื่นๆ ฉันซื้อตุ้มหูมาหนึ่งคู่ กำไลข้อมือ และก็สร้อยคอ ราคาเป็นล้านเชียว” คุณนายหยางพูดอวดความร่ำรวยของตัวเอง

“คุณนายหยาง ฉันล่ะอิจฉาคุณจริงๆ คุณสามารถซื้อของที่อยากได้โดยไม่ต้องนึกถึงราคา ไม่เหมือนพวกเรา” จินหลานซินพูดประจบประแจง

คุณนายหยางพอใจ เธอชอบไปช้อปปิ้งกับคนที่จนกว่าเธอ เพราะ “ความยากจน” ของพวกเขาสามารถตอกย้ำความมั่งคั่งของเธอได้

ในขณะเดียวกันกู้ม่านก็เตรียมพร้อมกลับบ้าน วันนี้กู้หนิงจะกลับมาบ้าน ดังนั้นเธอจึงรีบกลับไปเตรียมอาหารต้อนรับลูกสาว ขณะที่เธอกำลังลงมาชั้นล่าง ก็บังเอิญเจอกับหลินหลี่หยวน

หลินหลี่หยวนที่อารมณ์ไม่ดีอยู่แล้วและยิ่งไม่ดีมากขึ้นเมื่อเจอกู้ม่าน

ในอดีต หลินหลี่หยวนดีกว่ากู้ม่านทุกอย่างแต่ตอนนี้มีช่องว่างขนาดใหญ่ระหว่างพวกเขา เธอภาวนาให้กู้ม่านกลับไปจนอีกครั้ง

“โอ้ หลี่หยวน นั่นน้องสะใภ้จนๆของเธอนี่นา?” หลินหลี่หยวนยังไม่ทันพูดอะไร จินหลานซินก็เปิดปากพูดขึ้นก่อน

ตอนนี้กู้ม่านไม่ได้ยากจนแล้ว เธอแต่งตัวดูดี ดูดีเสียยิ่งกว่าคุณนายหยางเสียอีก

ได้ยินเช่นนั้นหลินหลี่หยวนก็หน้าชาเล็กน้อย ส่วนคุณนายหยางไม่พอใจ เธอมองจินหลานซินแล้วพูดว่า “คุณนายพาน แม้ว่าเงินไม่กี่สิบล้านหยวนจะไม่ถือว่ารวยมาก แต่ฉันก็ไม่เรียกว่าจนนะ”

ตระกูลสามีของจินหลานซินแซ่พาน ดังนั้นคุณนายหยางจึงเรียกเธอว่าคุณนายพาน

ฟังจากที่คุณนายหยางพูด แสดงว่าเธอต้องรู้จักกู้ม่าน

“ว่าไงนะคะ?” จินหลานซินประหลาดใจ กู้ม่านมีเงินหลายสิบล้านหยวน?

จินหลานซินหันควับไปมองหลินหลี่หยวนทันที เมื่อเห็นใบหน้าอิจฉาของหลินหลี่หยวนที่มีต่อกู้ม่าน เธอก็เข้าใจได้ทันทีว่าคุณนายหยางพูดถูกต้อง เป็นไปได้ยังกัน! จินหลานซินตะลึง

“สวัสดีค่ะ คุณนายหยาง!” กู้ม่านทักทายคุณนายหยางอย่างสุภาพ

“สวัสดี เธอกำลังจะกลับบ้านหรือ?” คุณนายหยางตอบอย่างสุภาพเช่นกัน และไม่แสดงความเย่อหยิ่งเหมือนที่เธอทำกับหลินหลี่หยวนและจินหลานซิน ิ ในสายตาของคุณนายหยาง แม้ว่ากู้ม่านจะมีเงินไม่กี่สิบล้าน แต่เธอเป็นเพื่อนที่ดีของคุณนายฮ่าวและคุณนายลู่ คุณนายหยางรู้สึกอิจฉาพวกเขาในบางครั้ง แต่เธอรู้ว่าเป็นการดีกว่าสำหรับเธอที่จะรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับพวกเขาไว้

ระยะนี้กู้ชิงและกู้ม่านไปร่วมงานเลี้ยงต่าง ๆ กับคุณนายฮ่าวและคุณนายลู่ ดังนั้นพวกเธอจึงรู้จักคนรวยมากมาย

คุณนายฮ่าวและคุณนายลู่ทราบดีว่ากู้หนิงเป็นเจ้าของเครื่องประดับหยกบิวตี้ แต่กู้ม่านบอกพวกเธอว่าอย่าบอกคนอื่นว่ากู้หนิงเป็นลูกสาวของเธอ ดังนั้นแม้ว่าเศรษฐีนีหลายคนจะรู้ว่าเจ้าของหยกบิ้วตี้เป็นเด็กสาวอายุ 18 ปี แต่พวกเขาไม่รู้ว่าเธอเป็นลูกสาวของกู้ม่าน

ตั้งแต่ที่กู้ชิงและกู้ม่านเป็นเพื่อนของคุณนายฮ่าวและคุณนายลู่ก็ไม่มีใครกล้าหาเรื่องพวกเธออีก

“ค่ะ ขอตัวนะคะคุณนายหยาง ฉันต้องรีบกลับบ้านแล้ว” กู้ม่านเอ่ยขอตัว ตั้งแต่ต้นจนจบเธอไม่ได้เหลือบมองหลินหลี่หยวนและจินหลานซินเลย

เมื่อเห็นท่าทางรีบร้อนของกู้ม่านและท่าทางไม่สนใจใยดีหลินหลี่หยวน คุณนายหยางก็พลันตระหนักได้ว่าพวกเธอคงมีความสัมพันธ์ที่ไม่ค่อยดีนัก วินาทีนั้น คุณนายหยางตัดสินใจจะอยู่ให้ห่างจากหลินหลี่หยวนและจินหลานซิน

แม้ว่าหลินหลี่หยวนจะเกลียดกู้ม่าน เธอก็ยังไม่พอใจที่ถูกกู้ม่านเมิน

“หลี่หยวน นี่มันเกิดอะไรขึ้น? น้องสะใภ้จนๆของเธออยู่ๆกลายเป็นคนรวยได้ยังไง?” จินหลานซินถามด้วยความสงสัย

หลินหลี่หยวนไม่ต้องการพูดถึงกู้ม่าน ดังนั้นเธอจึงไม่ตอบคำถามของจินหลานซิน คุณนายหยางจึงเป็นคนตอบแทนว่า “เธอเป็นเจ้าของกาเม่ยบิวตี้ซาลอน ถึงจะไม่รวยเท่าพวกเราแต่ก็ไม่ใช่คนจนแน่นอน”

“เอาล่ะ วันนี้ฉันว่าพอดีกว่า คืนนี้ฉันมีนัด ขอตัวนะ” พูดจบ คุณนายหยางก็หมุนตัวกลับเดินจากไป

“อะไรนะคะ?” จินหลานซินไม่อยากเชื่อว่าคุณนายหยางจะเทพวกเธอกะทันหัน มีเพียงหลินหลี่หยวนที่รู้เหตุผลว่าทำไมคุณนายหยางถึงกลับก่อน นั่นเป็นเพราะกู้ม่าน หลินหลี่หยวนเกือบจะเป็นบ้าและไม่มีอารมณ์ช้อปปิ้ง ดังนั้นเธอจึงกลับบ้านด้วยเหมือนกัน

จินหลานซินถูกทิ้งอยู่ในห้างสรรพสินค้าคนเดียว เธอโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยงแต่ไม่กล้าตะโกนออกมาจึงได้แต่กลืนความโกรธลงไป

เมื่อหลินหลี่หยวนกลับมาถึงบ้าน กู้ฉินเซียง กู้เซียวเซียว และกู้ฉิงหยุน ก็อยู่บ้านด้วย ไม่มีใครอารมณ์ดีเลยสักคน

กู้ฉินเซียงอารมณ์ไม่ดีเพราะเขายืมเงินจากกู้ม่านไม่ได้ หลินหลี่หยวนก็อารมณ์ไม่ดีเพราะเรื่องที่เกิดขึ้นในห้างสรรพสินค้า ส่วนกู้เซียวเซียวและกู้ฉิงหยุนก็อารมณ์ไม่ดีเพราะปัญหาของพวกเขา

ทันทีที่หลินหลี่หยวนกลับถึงบ้าน เธอโยนกระเป๋าถือลงบนโซฟาและนั่งลงอย่างโกรธเคือง “ตอนนี้ฉันโกรธมาก วันนี้ฉันไปช้อปปิ้งกับคุณนายหยางในห้าง แต่เธอกลับทิ้งฉันทันทีที่เจอกู้ม่าน  เธอคิดว่าเธอเป็นใคร? ทำกับฉันแบบนี้ได้ยังไง!”

แน่นอนว่าหลินหลี่หยวนไม่กล้าพูดเช่นนี้ต่อหน้าคุณนายหยาง ยามอยู่ต่อหน้าก็ประจบสอพลอ ยามคล้อยหลังก็นินทา

“นังกู้ม่านยังกล้าเมินฉันอีกด้วย!” หลินหลี่หยวนรู้สึกราวกับว่าเธอถูกทำให้ขายหน้า

หลินหลี่หยวนไม่หยุดบ่น ซึ่งทำให้กู้ฉินเซียงโมโห "พอได้แล้ว! เลิกบ่นสักที!”

 

ตอนที่ 464 ครอบครัวกู้ฉินเซียงไร้ยางอาย

หลินหลี่หยวนหุบปากอย่างไม่เต็มใจ

หลังจากตกอยู่ในความเงียบสักพัก กู้ฉิงหยุนก็พูดขึ้นว่า “พ่อครับ เพื่อนๆของผมมีรถขับกันทุกคน พ่อซื้อรถให้ผมด้วยนะครับ!”

กู้ฉินเซียงยังไม่ได้ซื้อรถให้กู้ฉิงหยุนเพราะเขาวางแผนที่จะซื้อให้หลังจากที่กู้ฉิงหยุนสำเร็จการศึกษา อย่างไรก็ตามกู้ฉิงหยุนไม่สามารถรอได้นานนักเพราะเพื่อนของเขาทุกคนมีรถยนต์

“รถยนต์? บริษัทของฉันกำลังจะไปไม่รอดอยู่รอมร่อ แต่แกอยากให้ฉันซื้อรถให้? แกเป็นบ้าไปแล้วเรอะ!?” กู้ฉินเซียงตะคอกใส่ลูกชาย

“อะไรนะ? บริษัทกำลังจะเจ๊งงั้นเหรอ!” ทุกคนตกใจ

“ฉันไม่ได้เซ็นสัญญาโครงการใหญ่ๆมานานแล้ว ตอนนี้ก็ใช้เงินเก็บจ่ายเงินเดือนให้พนักงาน” กู้ฉินเซียงเอ่ย

มีบริษัทตกแต่งภายในจำนวนมากก่อตั้งขึ้นเรื่อย ๆ และบริษัทของเขากำลังเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงในตลาด ส่งผลให้เขาดำเนินธุรกิจที่แย่ลงเรื่อย ๆ กู้ฉินเซียงถึงกับต้องใช้เงินออมของตัวเองเพื่อจ่ายเงินเดือนให้กับพนักงาน และในไม่ช้าเขาก็จะล้มละลาย

“แล้วเราจะทำยังไงกันดีล่ะทีนี้?” หลินหลี่หยวนถามด้วยคามตื่นตระหนก

“พ่อคะ ตอนนี้กู้หนิงรวยแล้ว เธอสามารถให้เงินเราได้หลายสิบล้านหยวน เท่านี้บริษัทของเราก็จะอยู่รอด”กู้เซียวเซียวพูดขึ้น

บริษัทของกู้ฉินเซียงมีทรัพย์สินเพียงยี่สิบล้านหยวน แต่พวกเขาต้องการยืมเงินกู้หนิงหลายสิบล้านหยวนในแต่ละครั้ง

“ใช่ คุณก็ไปยืมเงินจากกู้ม่านสิ!” หลินหลี่หยวนเอ่ย ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าพวกเขาไม่มีเงินคืนแน่นอน

“วันนี้ฉันไปพูดเรื่องนี้กับกู้ม่านแล้วแต่เธอปฏิเสธไม่ให้ฉันยืมเงิน” กู้ฉินเซียงตอบ

“อะไรนะ? เธอปฏิเสธ? ทำไมถึงเลือดเย็นอย่างนี้! คุณเป็นพี่ชายเธอนะ!” หลินหลี่หยวนตะโกน

“ใช่ค่ะ ทำไมคุณน้าถึงเลือดเย็นแบบนี้!” กู้เซียวเซียวพูดราวกับว่าพวกเธอเป็นเหยื่อ

กู้ฉินหยุนไม่พูดอะไรแต่ก็มีความคิดแบบเดียวกันกับแม่และน้องสาว

ครอบครัวของกู้ฉินเซียงไร้ยางอายและเห็นแก่ตัว พวกเขาไม่เคยคิดทบทวนตัวเอง

ตอนที่กู้ชิงและกู้ม่านยากจนในอดีต พวกเขาปฏิบัติต่อพวกเธออย่างไม่เป็นธรรม พออยากได้ความช่วยเหลือก็คิดแต่ว่าพวกกู้ม่านต้องช่วยพวกเขา

กู้ฉินเซียงถอนหายใจ “ที่กู้ม่านปฏิเสธเป็นเพราะว่าฉันไม่ยอมให้เธอยืมเงินตอนที่กู้หนิงจำเป็นต้องผ่าตัด”

“ตอนนี้กู้หนิงก็สบายดีแล้วไม่ใช่หรือ? จะทำเป็นเรื่องใหญ่ทำไมกัน” หลินหลี่หยวนพูดโดยไม่รู้สึกผิด

ครอบครัวนี้ยิ่งพูดก็ยิ่งขุดหลุมฝังตัวเอง

กู้หนิงมาถึงเมือง F ราว ๆ ห้าโมงเย็น เมื่อเธอลงจากเครื่องก็ส่งข้อความหาเลิ่งเชาถิงบอกว่าเธอถึงบ้านแล้วอย่างปลอดภัย

ระหว่างทางจากสนามบินไปบ้าน กู้หนิงโทรหาเอาอี้และถามว่าทุกอย่างเป็นอย่างไรบ้าง

โชคดีที่ทุกอย่างเป็นไปด้วยดี แต่ช่วงนี้เจิ้งหัวเรียลเอสเตทมีงานมากและค่อนข้างยุ่ง ดังนั้นพวกเขาจึงหันไปหาบริษัทก่อสร้างอื่นเพื่อสร้างและปรับปรุงโรงแรมและร้านอาหาร

จำนวนผู้บริหารของบริษัทมีจำกัด ดังนั้นเกาอี้และเฉียวหยาจึงทำงานเป็นหัวหน้างานโดยแบ่งกันไปทำในแต่ละเมือง

กู้หนิงมอบหมายงานให้เกาอี้และเฉียวหยาอีกครั้ง เธอบอกให้พวกเขาค้นหาคนที่มีความสามารถหรือมีทักษะในเมืองที่พวกเขาอยู่ และจ้างพวกเขาให้ทำงานให้กับบริษัทของเธอ

กู้หนิงไม่ต้องการแย่งชิงพนักงานจากบริษัทอื่น เพราะมีโอกาสมากที่คนเหล่านั้นจะออกจากบริษัทของเธอด้วยเหตุผลเดียวกัน ดังนั้นเธอจึงชอบที่จะฝึกฝนคนของเธอเองเพื่อที่จะได้รับความภักดีจากพวกเขา

เมื่อกู้หนิงกลับถึงบ้านก็เกือบ 6 โมงเย็นและอาหารก็เกือบจะพร้อมแล้วเช่นกัน กู้ชิงและเจียงซินหยูก็อยู่ที่นั่นด้วย ในขณะที่เจียงซู่ไม่อยู่ เขาออกไปรับประทานอาหารกับคู่ค้าทางธุรกิจ

กู้หนิงเดินเข้าไปในห้องนั่งเล่น เธอสัมผัสได้ถึงการจ้องมองเข้ามาจากข้างนอก เธอไม่ได้หันซ้ายหันขวาเพื่อดูแต่เดินไปที่ผ้าม่านและใช้ผ้าม่านบังตัวเองเอาไว้ และมองหาการจ้องมองนั้น

กู้หนิงรู้สึกประหลาดใจมากเมื่อพบว่าเป็นถางหยุนฟ่านที่กำลังจ้องมองมาที่บ้านของเธอ หรือว่าเขาจำอะไรบางอย่างได้งั้นเหรอ?

เห็นได้ชัดว่าถางหยุนฟ่านยังคงจดจ่ออยู่กับบ้านของกู้หนิงด้วยเหตุผลบางประการ และกู้หนิงเดาว่าเขาต้องพบอะไรบางอย่างแทนที่จะจำอะไรบางอย่างได้ มิฉะนั้นเขาคงมาหาพวกเธอที่บ้านแทนที่จะแอบมอง

เมื่อรู้ว่าเป็นถางหยุนฟ่าน กู้หนิงก็ผ่อนคลาย เธอตัดสินใจที่จะไม่เปิดเผยว่าเธอรู้แล้วและเธอจะให้ความช่วยเหลือเขาเมื่อจำเป็น

“อาหารพร้อมแล้วจ้า” กู้ม่านเอ่ย หลังจากนั้นทุกคนก็มารวมตัวกันที่ห้องกินข้าว

ถางหยุนฟ่านไม่รู้ว่ากู้หนิงหาเขาพบแล้ว เขายังคงยืนอยู่ข้างหน้าต่างมองไปยังห้องนั่งเล่น อย่างไรก็ตามพวกกู้หนิงย้ายไปที่ห้องอาหาร ไม่มีใครเหลืออยู่ในห้องนั่งเล่นเลยสักคน

ถางหยุนฟ่านได้ไปเยือนสถานที่ต่าง ๆ และได้พบกับผู้คนมากมายในช่วงนี้ แต่เขาก็ยังจำอะไรไม่ได้ ซึ่งเขาทรมานมาก

ในตอนนั้นเองโทรศัพท์มือถือของเขาก็ดังขึ้น คนที่โทรเข้ามาคือถางไห่เฟิง “ครับคุณพ่อ”

“พรุ่งนี้เป็นเทศกาลโคมไฟ จะกลับมาบ้านไหม?” ถางไห่เฟิงถาม เขาไม่รู้ว่าถางหยุนฟ่านอยู่ที่เมือง F เพราะเลขาของถางหยุนฟ่านบอกเขาว่าถางหยุนฟ่านกำลังเดินทางไปทำธุรกิจ

“ไม่ต้องรอผมหรอกครับ ผมจะกลับบ้านถ้ากลับได้นะครับ” ถางหยุนฟ่านเอ่ย เขาลังเลว่าควรจะอยู่ในเมือง F ต่อไปดีหรือไม่

“เอางั้นก็ได้” ถางหยุนฟ่านเอ่ย

ระหว่างรับประทาอาหาร กู้ม่านและกู้ชิงก็โน้มน้าวให้กู้หนิงกินมากๆ

“เด็กวัยรุ่นอายุเดียวกันกับลูกต่างเที่ยวเล่นสนุกสนาน แต่ดูลูกสิ วิ่งวุ่นทำธุรกิจ ผอมหมดแล้ว” กู้ม่านน้ำตาคลอเมื่อเห็นลูกสาวทำงานหนัก

“จริง ตอนนี้พวกเราก็มีเงินมากมายแล้ว หลานควรพักบ้าง พวกเราเข้าใจว่าหลานมีแผนการมากมายและพวกเราก็จะไม่ห้าม แต่ว่าต้องดูแลตัวเองด้วยนะ ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าสุขภาพแล้ว เข้าใจไหม?” กู้ชิงเอ่ย เธอห่วงใยกู้หนิงมาก

จบบทที่ ตอนที่ 461 - 464: เกาเหวินซิน VS. ซินเป่ย, เลิ่งเชาซุน VS. เลิ่งเชาเจี๋ย, น้องสะใภ้จนๆ?, ครอบครัวกู้ฉินเซียงไร้ยางอาย

คัดลอกลิงก์แล้ว