เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 441 - 442: ความฝันของถางหยุนฟ่าน, ช่วยหญิงสาว

ตอนที่ 441 - 442: ความฝันของถางหยุนฟ่าน, ช่วยหญิงสาว

ตอนที่ 441 - 442: ความฝันของถางหยุนฟ่าน, ช่วยหญิงสาว


ตอนที่ 441 ความฝันของถางหยุนฟ่าน

 

ถ้ามีแค่กู้หนิงคนเดียวถางหยุนฟ่านเต็มใจรับเธอเป็นลูกสาว แต่เรื่องนี้มีกู้ม่านเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ดังนั้นเขาจึงต้องการรื้อฟื้นความทรงจำก่อนเขาถึงจะสามารถยอมรับความรู้สึกที่แท้จริงของเขาได้ เขาหวังว่าจะสามารถพาพวกเธอทั้งสองกลับบ้านมาอยู่เป็นครอบครัวเดียวกัน

 

ถางไห่เฟิงไม่รู้ว่าลูกชายคิดอะไรอยู่จึงรู้สึกโกรธ “ทำไม? ในเมื่อทุกคนก็ยอมรับแล้ว ยังต้องรออะไรอีก? พวกเราต้องรีบจัดงานเลี้ยงประกาศให้เร็วที่สุด!”

 

ไม่มีใครอยากประกาศให้ผู้คนทั่วไปทราบมากไปกว่าถางไห่เฟิงแล้วว่ากู้หนิงคือหลานสาวของเขา

 

“ผมเห็นด้วยกับพ่อครับ ถ้าพวกเราจะจัดงานเลี้ยงก็จะต้องเป็นงานใหญ่” ถางหยุนฮางเอ่ย

 

“ผมมีเหตุผลของผม ครั้งนี้ได้โปรดฟังผมด้วยครับ” ถางหยุนฟ่านเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่คาดเดาไม่ได้ จากนั้นก็เดินตรงขึ้นบันไดไป ถางไห่เฟิงโกรธจนหน้าแดงแต่ก็ขัดลูกชายไม่ได้ เห็นได้ชัดว่าถางหยุนฟ่านมีแผนการของตัวเอง ถางไห่เฟิงคิดว่าบางทีอาจเป็นเพราะเขาไม่เต็มใจรับกู้หนิงเป็นลูกสาว ในขณะที่ถางหยุนฮางนึกถึงคำพูดที่เขาพูดกับเการุ่ยฮั่ว

 

เป็นไปได้ไหมว่าถางหยุนฟ่านรู้เหตุผลเบื้องหลังที่อธิบายได้ว่าทำไมกู้หนิงถึงเข้าหาตระกูลถาง เขาก็เลยไม่รีบร้อน? แต่นี่เป็นเพียงการคาดเดาของถางหยุนฮางเท่านั้น ดังนั้นจึงไม่เหมาะที่จะพูดออกไปตอนนี้

 

พวกกู้หนิงล่องเรือในแม่น้ำกว่าสองชั่วโมงก่อนกลับบ้าน

 

เมื่อพวกเขากลับมาถึงบ้าน กู้หนิงและเกาเหวินซินก็จองตั๋วเครื่องบินไปเมืองหลวงทันทีในเช้าวันรุ่งขึ้น พวกเธอจะบินไปเมืองหลวงตอนประมาณ 8.10 น. และจะถึงประมาณ 10. 30 น. กู้หนิงกะว่าจะหาข้าวเที่ยงกินในเมืองก่อน จากนั้นเธอค่อยไปจัดการธุระ

 

หลังจากจองตั๋วเครื่องบินแล้วเกาเหวินซินก็กลับบ้านของเธอ กู้หนิงโทรหาเลิ่งเชาถิงบอกเขาว่าเธอจะบินไปเมืองหลวงพร้อมกับเกาเหวินซิน เธอไม่ได้บอกเขาว่าเธอจะแนะนำเกาเหวินซินให้รู้จักกับซู่จินเฉินแต่กลับถามเขาแทนว่าซู่จินเฉินและซู่ฉินหยินว่างไหม จะได้กินข้าวด้วยกัน

 

เลิ่งเชาถิงไม่ได้คิดอะไรมากและตอบตกลง กู้หนิงบอกเวลาที่เธอจะไปถึงเมืองหลวงให้เขาทราบ

 

โรงแรมฮวงเติ้งก็อยู่ในเมืองหลวงเหมือนกัน เกาเหวินซินมีบัตรเครดิตสีดำของเธอเอง ดังนั้นเธอจะไปพักที่โรงแรมของตระกูล

 

หลังจากวางสายกับเลิ่งเชาถิงก็เป็นเวลาประมาณห้าทุ่ม กู้หนิงเปิดวีแชทและตรวจสอบกลุ่มวีแชท  เพื่อนๆ รู้ดีว่าเธอค่อนข้างยุ่ง จึงเมนชั่น (@) ถึงเธอและเตือนเธอให้ดูแลตัวเอง

 

นับตั้งแต่ที่พวกเธอได้เข้าร่วมงานเลี้ยงวันเกิดของซูอันย่าครั้งล่าสุด ซูอันย่าก็เข้าร่วมกลุ่มวีแชทด้วย  คนอื่นๆ พูดคุยและล้อเลียนกันสนุกสนานยกเว้นกู้หนิงคนเดียวที่ไม่ค่อยว่างมาคุยด้วย และถึงแม้ว่ากู้หนิงแทบจะไม่ปรากฏตัวแต่เพื่อนของเธอก็ไม่เคยลืมเธอ กู้หนิงเป็นหัวหน้า หากไม่มีเธอพวกเขาก็ไม่สามารถรักษาความสัมพันธ์ที่เป็นมิตรเช่นนี้ได้

 

เมื่อกู้หนิงปรากฏตัวทุกคนก็ตื่นเต้น แม้จะไม่ได้เจอกันสักสองสามวันแต่ก็รู้สึกเหมือนนานเป็นปี

 

กู้หนิงรู้สึกซาบซึ้งใจที่เธอยังมีเพื่อนแท้

 

ในช่วงเวลาเดียวกันถางหยุนฟ่านนอนไม่หลับ เขาเอาแต่คิดเรื่องกู้หนิงและกู้ม่านและบังคับตัวเองฟื้นความทรงจำ ไม่ว่าเขาจะพยายามมากเท่าไหร่ก็นึกอะไรไม่ออก ในที่สุดถางหยุนฟ่านก็ไม่อาจทรมานตัวเองต่อไปได้ เขาลุกไปหยิบยานอนหลับมากินและหลับไปในที่สุด ในฝันของเขา เขาฝันว่ามีรถบัสเก่าๆคันหนึ่งกำลังเคลื่อนไปตามถนน เมื่อถึงทางโค้งก็มีรถที่ขับด้วยความเร็วสูงวิ่งตรงมา รถบัสพยายามหักหลบจนเกิดอุบัติเหตุตกลงไปในแม่น้ำ

 

ทันใดนั้นถางหยุนฟ่านก็ตื่นจากความฝัน เขามีความรู้สึกว่าฝันเหมือนจริงมาก ดังนั้นเขาจึงพยายามอย่างเต็มที่ที่จำทุกรายละเอียดในความฝันและค้นหาแผนที่เมือง D ในคอมพิวเตอร์เพื่อดูว่ามีแม่น้ำรอบเมือง D หรือไม่

 

ถางหยุนฟ่านพบว่ามีแม่น้ำอยู่ห่างจากเมือง D ทางใต้ 30 กิโลเมตร และยังมีถนนที่มีแม่น้ำเลียบเคียงอีกด้วย แม้ว่าเขาจะไม่แน่ใจว่าเป็นถนนสายเดียวกันหรือเปล่า เขาตัดสินใจจะไปดูสถานที่นั้นด้วยตัวเอง

 

เช้าวันต่อมากู้หนิงและเกาเหวินซินตื่นหกโมงเช้า เกาเหวินซินแต่งหน้าอ่อนๆถือกระเป๋าเดินทางใบเล็กเดินออกมา

 

พวกเธอจะอยู่ที่เมืองหลวงแค่สองวัน ดังนั้นเกาเหวินซินจึงไม่ได้เอาของไปด้วยมากนัก แค่เสื้อผ้าเอาไว้เปลี่ยนสองสามชุด ตรงกันข้ามกับกู้หนิงที่กระเป๋าเดินทางของเธอใหญ่กว่าของเกาเหวินซินมาก เพราะกู้หนิงไม่ต้องการเปิดเผยความลับช่องเก็บของกระแสจิตของเธอ เธอจึงต้องเอากระเป๋าเดินทางใบนี้มาใช้

 

เกาเหวินซินขับรถแลนด์โรเวอร์ของเธอไปที่สนามบินและทิ้งรถไว้ที่นั่น เพื่อที่เธอจะได้ใช้มันอีกครั้งเมื่อเธอกลับมา

 

หลังจากเสร็จสิ้นขั้นตอนทั้งหมดแล้วยังเหลือเวลาออกเดินทางอีกครึ่งชั่วโมง

 

“กู้หนิง?”

 

เมื่อพวกเธอเดินเข้ามาในเล้าน์ กู้หนิงก็ได้ยินคนเรียกเธอ เธอมองไปที่ต้นเสียงและเห็นฉิวอี้ซิน

 

ฉิวอี้ซินโบกมือให้เธออยู่ไม่ไกล

 

เมื่อเห็นฉิวอี้ซิน ทันใดนั้นกู้หนิงก็จำได้ว่าบ้านของฉิวอี้ซินก็อยู่ที่เมือง B กู้หนิงไม่ได้รู้สึกผิดที่ไม่ได้ไปเยี่ยมฉิวอี้ซินเพราะพวกเธอไม่ได้สนิทสนมกัน

 

กู้หนิงยิ้มและเดินไปหาเธอพร้อมกับเกาเหวินซิน

 

“สวัสดีค่ะ” กู้หนิงเอ่ยทัก

 

เมื่อกู้หนิงและเกาเหวินซินเดินเข้าไปใกล้ ฉิวอี้ซินก็จำผู้หญิงที่อยู่ข้างๆกู้หนิงได้ เป็นเกาเหวินซิน เธอประหลาดใจเล็กน้อยที่เห็นทั้งสองคนอยู่ด้วยกัน “สวัสดีค่ะคุณเกา”

 

พวกเธอทั้งคู่อยู่ในแวดวงสังคมไฮโซ ดังนั้นพวกเธอย่อมรู้จักกันและกัน

 

“คุณฉิว ดีใจที่เจอคุณค่ะ” เกาเหวินซินเองก็จำฉิวอี้ซินได้ พวกเธอมักเจอกันตามงานเลี้ยงต่างๆและฉิวอี้ซินก็เป็นนางแบบชื่อดัง ดังนั้นเกาเหวินซินจึงเห็นรูปของเธอตามนิตยาสารบ่อยๆ

 

“พวกคุณบินไปไหนกันคะ?” ฉิวอี้ซินเอ่ยถาม

 

ตอนที่ 442 ช่วยหญิงสาว 

 

“เมืองหลวงค่ะ” กู้หนิงตอบ “แล้วคุณล่ะคะ?”

 

“อ๋อ ฉันจะบินไปทำงานที่มาเลเซียน่ะ”

 

พวกเธอคุยกันอยู่สักพัก วิทยุก็ประกาศว่าเครื่องบินไปมาเลเซียกำลังจะเทคออฟ ฉิวอี้ซินจึงพูดว่า “โทษทีนะ ฉันต้องไปแล้ว ไว้เจอกันใหม่!”

 

พวกเธอบอกลากันและกันและฉินอี้ซินก็เดินไปที่เกท กู้หนิงและเกาเหวินซินก็เดินไปที่เกทของพวกเธอเหมือนกัน

 

“หนิงหนิง ทำไมคนที่เธอรู้จักถึงมีแต่คนดังๆไม่ก็คนรวยๆล่ะ? บอกพี่มานะ เธอรู้จักกับฉิวอี้ซินได้ยังไง?” เกาเหวินซินถามด้วยความอยากรู้

 

“เธอเป็นเพื่อนสนิทของลูกพี่ลูกน้องของเพื่อนสนิทของแฟนฉันน่ะค่ะ เราเคยเจอกันหลายครั้ง” กู้หนิงกล่าว แต่เธอไม่ได้พูดถึงว่าเพื่อนสนิทของแฟนของเธอคือซู่จินเฉิน

 

เกาเหวินซินพยักหน้าเข้าใจและไม่ได้ถามอะไรต่อ

 

พวกเธอนั่งลงบนเก้าอี้หน้าเกทเพื่อรอขึ้นเครื่อง ไม่นานนักวิทยุก็ประกาศว่าผู้โดยสารที่ไปยังเมืองหลวงเตรียมพร้อมที่จะขึ้นเครื่อง อย่างไรก็ตามในขณะนั้นเองก็มีคนอุทานว่า “พระเจ้าช่วย! มีผู้หญิงเป็นลม!”

 

เกาเหวินซินและกู้หนิงหันหลังกลับไปดูทันที ผู้หญิงที่เป็นลมกำลังนั่งรออยู่เกทเดียวกับพวกเธอ หญิงสาวหมดสติอยู่บนพื้นและมีเด็กชายอายุราว ๆ 4 ขวบยืนร้องไห้อยู่ข้างๆ ผู้คนเข้ามารุมล้อมทันทีแต่ไม่มีใครกล้าช่วยหญิงสาว

 

พวกเขาไม่รู้ว่าควรขยับตัวเธอหรือไม่เพราะกลัวจะเกิดอันตราย ทุกคนจึงได้แต่รอพนักงานสนามบินมาช่วย

 

กู้หนิงวิ่งเข้าไปดูทันทีตามมาด้วยเกาเหวินซิน

 

“รบกวนถอยหน่อยค่ะ! ให้เธอได้มีอากาศหายใจ!” กู้หนิงพูดเสียงดังกับคนที่ยืนมุง

 

ทุกคนเริ่มถอยห่างออกมา เมื่อกู้หนิงนั่งยองๆข้างๆหญิงสาวที่หมดสติก็มีคนพูดว่า “คุณคะ อย่าเพิ่งขยับตัวเธอนะ เดี๋ยวจะยิ่งแย่ไปกันใหญ่!”

 

เป็นที่เข้าใจได้ว่าไม่มีใครกล้าช่วยหญิงสาวคนนี้เพราะพวกเขาไม่ใช่หมอ

 

กู้หนิงไม่สนใจ เธอหยิบขวดยาขนาดเล็กออกจากกระเป๋าเป้สะพายหลังของเธอแล้วเทยาออกมา ขณะที่กู้หนิงกำลังจะใส่ยาเข้าไปในปากของหญิงสาว พนักงานชายและพนักงานหญิงสองคนจากสนามบินก็มาถึง หัวหน้าพนักงานที่เป็นผู้หญิงตะคอกใส่กู้หนิงว่า “หยุดนะ! เธอกำลังทำอะไร? ถ้าผู้หญิงคนนี้ตาย? เธอรับผิดชอบได้เหรอ?” พูดจบเธอก็เข้ามาผลักกู้หนิงออกไป กู้หนิงเบี่ยงตัวหลบแต่ก็ยังไม่สามารถใส่ยาเข้าไปในปากของหญิงสาวได้

 

“ถ้าเธอตาย ฉันจะรับผิดชอบเอง” เกาเหวินซินเอ่ยเพราะเธอเชื่อใจกู้หนิง

 

พนักงานหญิงอีกคนมองไปที่เกาเหวินซิน เมื่อเห็นว่าเกาเหวินซินเป็นหญิงสาวหน้าตาดี เธอรู้สึกอิจฉาและกลายเป็นคนหยาบคายในทันที "เธอเนี่ยนะ? เธอคิดว่าเธอเป็นใคร? ตลกล่ะ!”

 

“ถ้าอย่างนั้นพวกคุณรับผิดชอบได้ไหมล่ะถ้าเธอตายที่สนามบินนี้” กู้หนิงมองพนักงานสนามบินอย่างเย็นชา

 

“ทำไมพวกเราต้องรับผิดชอบด้วย? พวกเราไม่ได้ทำให้เธอหมดสติซะหน่อย!”

 

“เพราะพวกคุณกำลังขวางไม่ให้ฉันช่วยคนไงล่ะ!” กู้หนิงเอ่ย

 

“ช่วยคน? ดูจากอายุของเธอแล้ว ฉันทายเลยว่าเธอยังเป็นนักเรียนอยู่ เธอคิดว่าตัวเองเป็นหมอหรือยังไง?” พนักงานหญิงพูดจาดูถูกอย่างเห็นได้ชัด

 

ผู้โดยสารที่บินไปยังเมืองหลวงเริ่มขึ้นเครื่อง แต่หัวหน้าพนักงานหญิงยังคงยืนจังก้าไม่ทำอะไรเลยอย่างไม่มีเหตุผล กู้หนิงหมดความอดทนจึงผลักเธอออกไป “ขวางพวกเขาไว้ ถ้าพวกเขากล้าขยับก็ต่อยเลย” กู้หนิงพูดกับเกาเหวินซินก่อนที่เธอนั่งยองลงอีกครั้ง

 

หัวหน้าพนักงานหญิงถูกผลักถอยหลังและเกือบล้มลง เธอตกใจแล้วก็โมโห อย่างไรก็ตามก่อนที่เธอจะตอบสนอง กู้หนิงได้ใส่ยาเข้าไปในปากของหญิงสาวที่หมดสติไปแล้ว กู้หนิงไม่รู้ว่าเหตุใดหญิงสาวจึงหมดสติไป เธอจึงใช้ตาทิพย์เพื่อดูสภาพร่างกายของหญิงสาว ขณะที่กู้หนิงกำลังตรวจสอบเธอก็แอบใส่พลังเข้าไปด้วย

 

หัวหน้าพนักงานหญิงโกรธจัดเพราะกู้หนิงไม่เพียงแต่ผลักเธอ แต่ยังขู่เธอด้วย

 

“แกกล้าดียังไงมาผลักฉัน! รู้ไหมว่าฉันเป็นใคร?” พูดจบเธอก็วิ่งเขามาหากู้หนิงเพราะเธอคิดว่ากู้หนิงและเกาเหวินซินไม่กล้าชกเธอจริงๆหรอก

 

เกาเหวินซินเข้ามายืนขวางไว้และทำท่า Seoi-nage [1] “ฉันไม่สนว่าแกเป็นห่าเหวอะไร เพราะยังไงฉันก็จะชกแกอยู่ดีไม่ว่าแกจะเป็นใคร!”

 

เกาเหวินซินไม่ใช่หญิงสาวสุภาพเรียบร้อยบอบบาง ดังนั้นเธอจึงออกแรงเต็มที่ทุ่มหัวหน้าพนักงานหญิงลงพื้นอย่างแรง

 

ทุกคนที่เห็นเหตุการณ์ต่างช็อคไปตามๆกัน ไม่เพียงเพราะกู้หนิงทุ่มหัวหน้าคนงานหญิงเท่านั้นแต่ยังเป็นเพราะเธอยอดเยี่ยมมาก

 

เสียงร้องอย่างเจ็บปวด พนักงานอีกสองคนก็ชะงักตกใจกลัว

 

“เธอ…” พวกเขาถอยหลังด้วยความกลัวและไม่กล้าไปช่วยหัวหน้าที่นอนตัวงออยู่บนพื้น

 

ในขณะเดียวกัน หญิงสาวก็ค่อยๆ ฟื้นคืนสติ

 

ทุกคนกลับมาสนใจเธอทันทีและทุกคนก็มองกู้หนิงด้วยความประหลาดใจ ไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะมีคนเป็นลมและก็ฟื้นขึ้นมา แต่ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ถือเป็นข่าวดีที่หญิงสาวกลับสู่ภาวะปกติ

 

หญิงสาวคนนี้มีร่างกายอ่อนแอดังนั้นเธอจึงเป็นลมง่ายๆ แม้ว่าจะไม่ใช่เรื่องร้ายแรงมากที่อยู่ ๆ เธอก็หมดสติไป แต่ก็ถือว่าเป็นอันตรายหากมีสิ่งเลวร้ายเกิดขึ้นระหว่างที่เธอหมดสติ อีกอย่างจะเกิดอะไรขึ้นถ้าลูกของเธอถูกลักพาตัวไปตอนที่เธอหมดสติ? สรุปแล้ว ไม่มีอะไรมีค่ามากไปกว่าการมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง

 

ภายในไม่กี่วินาที หญิงสาวก็โล่งใจอ เธอลุกขึ้นจากพื้นและอุ้มเด็กน้อยไว้โดยไม่ชักช้า “โอ๋ๆ ลูกรัก อย่าร้องไห้ อย่าร้องไห้ แม่สบายดี”

 

เมื่อเห็นว่าแม่ของเขาตื่นแล้ว เด็กน้อยก็ค่อยๆ หยุดร้องไห้

[1] Seoi nage เป็นท่าทุ่มไหล่ของยูโด

จบบทที่ ตอนที่ 441 - 442: ความฝันของถางหยุนฟ่าน, ช่วยหญิงสาว

คัดลอกลิงก์แล้ว