- หน้าแรก
- กำเนิดใหม่สาวนักเรียนเซียนธุรกิจ
- ตอนที่ 433 - 434: สอบใบขับขี่, คำตอบที่สมบูรณ์แบบ
ตอนที่ 433 - 434: สอบใบขับขี่, คำตอบที่สมบูรณ์แบบ
ตอนที่ 433 - 434: สอบใบขับขี่, คำตอบที่สมบูรณ์แบบ
ตอนที่ 433 สอบใบขับขี่
พ่อแม่ของเกาเหวินซินหวังว่าเธอจะสามารถปกป้องตัวเองได้ เธอจึงถูกส่งไปเข้าค่ายทหารตั้งแต่เด็ก ถ้าหากเธอไม่สามารถปกป้องตัวเองได้ เธออาจถูกลักพาตัวหลายต่อหลายครั้ง
หลังจากวิ่งออกกำลังเสร็จ พวกเธอก็ไปทานข้าวเช้าด้วยกันก่อนกลับบ้าน แม้ว่าที่บ้านของเกาเหวินซินจะมีห้องครัวแต่เธอไม่เคยทำกับข้าวเอง เธอชอบไปทานข้าวที่บ้านพ่อกับแม่หรือไม่ก็ออกไปทานข้าวข้างนอก
กู้หนิงและเกาเหวินซินกลับมาที่บ้านหลังจากนั้น พวกเธออาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนออกไปข้างนอกอีกครั้ง กู้หนิงยังไม่มีใบขับขี่ ดังนั้นเธอจึงขึ้นรถของเกาเหวินซิน
มีรถ 2 คันจอดอยู่ในโรงจอดรถของเกาเหวินซิน หนึ่งในนั้นเป็นแลมโบกินีเหมือนของกู้หนิงแต่สีแดงสดใส อีกคันเป็นแลนด์โรเวอร์สีแดง ดูเหมือนว่าเกาเหวินซินจะชอบสีแดงเป็นพิเศษ
“พี่คิดว่าวันนี้พวกเราทำตัวติดดินหน่อย ขับแลนด์โรเวอร์ไปแล้วกัน” เกาเหวินซินเอ่ยแล้วเดินไปเปิดประตูให้กู้หนิงและผ่ายมือเชิญให้เธอขึ้นรถ การกระทำของเธอราวกับสุภาพบุรุษซึ่งทำให้กู้หนิงรู้สึกขบขัน เธอหัวเราะออกมาและเข้าไปนั่งในรถ
อันที่จริงแล้วกู้หนิงชอบรถแนวออฟโรดมากกว่าอย่างเช่นแลนด์โรเวอร์ ฮัมเมอร์ ไนท์ XV เพราะพวกมันดูเท่
ระหว่างทางกู้หนิงก็เอ่ยถามว่า “พี่เหวินซิน พี่รู้จักตระกูลเศรษฐีในเมือง B มากแค่ไหนคะ?”
“ก็คิดว่ามากอยู่นะ” เกาเหวินซินเอ่ย ในฐานะที่เธอเป็นสมาชิกสังคมไฮโซ เธอจำเป็นต้องรู้เกี่ยวกับคนมากมากอยู่แล้ว
“พี่รู้จักคนที่ชื่อพานจื่อรุ่ยไหมคะ?” กู้หนิงถาม เธอต้องการหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับตระกูลพานจากเกาเหวินซิน
ได้ยินชื่อพานจื่อรุ่ย เกาเหวินซินก็แค่นเสียงหัวเราะ สีหน้าของเธอแสดงออกถึงความรังเกียจ “พานจื่อรุ่ยเป็นเพลย์บอยตัวพ่อในวงสังคมไฮโซเลยทีเดียว รู้จักเขาด้วยเหรอ?”
“ค่ะ” กู้หนิงตอบ “ก่อนหน้านี้ฉันเกือบมีเรื่องกับเขาที่ถนนพนันหินแต่เขาจำฉันได้ว่าฉันคือคนที่ช่วยเหลือคนบาดเจ็บที่สนามบิน เขาอยากให้ฉันเป็นอาจารย์สอนกังฟูให้เขาแต่ฉันปฏิเสธ เขาเลยนับถือฉันเป็นบอสของเขาค่ะ ฉันแค่อยากรู้ชื่อเสียงของตระกูลพาน ถ้าครอบครัวของเขามีชื่อเสียงฉาวโฉ่ ฉันจะอยู่ให้ห่างจากเขา แต่ถ้าพวกเขาไม่ได้แย่ขนาดนั้น ฉันคิดว่าการมีความสัมพันธ์ที่ดีกับเขาก็ไม่ใช่ความคิดที่เลวร้ายอะไร
“ห๊ะ พานจื่อรุ่ยยินดีติดตามเป็นลูกน้องเธองั้นเหรอ?” เกาเหวินซินค่อนข้างประหลาดใจทีเดียว “เขาดูถูกผู้หญิงจะตายไป หนิงหนิง เธอนี่เสน่ห์แรงไม่เบาเลยนะ!” จากนั้นเกาเหวินซินก็เอ่ยต่อว่า “พี่ยังไม่ได้ยินเรื่องเลวร้ายอะไรเกี่ยวกับตระกูลพานมาก่อนนะ แต่ก็ไม่แน่ว่าพวกเขาอาจซ่อนความลับสกปรกไว้อย่างดีก็ได้ อีกอย่างพวกนักธุรกิจเขี้ยวลากดินจะตาย แต่ตราบใดที่ไม่ทำผิดศีลธรรมหรือกฏหมาย พี่ก็คิดว่าก็ไม่เป็นไร”
ใช่แล้ว พวกนักธุรกิจก็มักจะมีเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราว กู้หนิงเองก็เป็นนักธุรกิจที่มีเล่ห์เหลี่ยมและเขี้ยวลากดินเหมือนกัน ตราบใดที่ครอบครัวของพานจื่อรุ่ยไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องผิดกฏหมายใดๆ เรื่องอื่นก็ไม่สำคัญ
เมื่อเห็นว่าถึงเวลาธนาคารเปิด กู้หนิงก็โอนเงินที่ชนะพนันเข้าบัญชีเกาเหวินซินและถางเจียข่าย
ได้ยินเสียงกู้หนิงที่กำลังคุยโทรศัพท์ เกาเหวินซินก็ยังรู้สึกตื่นเต้นอยู่ดีแม้ว่าเธอจะเตรียมใจไว้แล้ว ห้าร้อยล้านหยวนเชียวนะ! จากนี้ไปเธอมีเงินห้าร้อยล้านหยวนในบัญชี! แต่ว่าการที่กู้หนิงทำเงินสามพันล้านหยวนได้ง่ายๆก็ยังน่าเหลือเชื่อเกินไปสำหรับเกาเหวินซิน อันที่จริงมันไม่ได้ง่ายๆขนาดนั้นถ้ากู้หนิงไม่ใจกล้าและฉลาด พวกเธอคงถูกฆ่าไปแล้ว
ถางเจียข่ายยังคงนอนหลับตอนที่ข้อความเข้ามา เขาครึ่งหลับครึ่งตื่นเปิดดูข้อความ เมื่ออ่านข้อความและเห็นจำนวนเงินที่เพิ่งโอนเข้าบัญชี เขาก็เด้งตัวจากที่นอนทันทีและกรีดร้องเสียงหลง กระโดดบนเตียงไปมา เสียงของเขาดังจนทุกคนในบ้านได้ยินกันหมด
“ถางเจียข่าย หยุดตะโกนสักที!” ถางไห่เฟิงดุถางเจียข่ายจากชั้นล่างแต่หลานชายตัวดีหาได้สนใจไม่ เขามัวแต่จ้องจำนวนเงินบนหน้าจอมือถือ เลขศูนย์จำนวนมาก! ห้าร้อยล้านนนน! ห้าร้อยล้านอยู่ในบัญชีเขาแล้วและเขาไม่ต้องขอเงินพ่อกับแม่อีก อย่างไรก็ตามถางเจียข่ายเป็นชายหนุ่มที่ได้รับการศึกษาอย่างดีและเขาจะไม่ใช้เงินไปกับเรื่องไร้สาระ เขาจะนำเงินไปทำในสิ่งที่เขาต้องการ
ถางไห่เฟิงกังวลนิดหน่อยตอนที่ไม่ได้ยินเสียงตอบรับของหลานชาย ดังนั้นเขาจึงบอกให้พ่อบ้านขึ้นไปดูถางเจียข่ายหน่อย
“คุณชายเจียข่าย เป็นอะไรไหมครับ?” พ่อบ้านเคาะประตูและเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง
ได้ยินเสียงพ่อบ้าน ถางเจียข่ายก็ดึงสติตัวเองกลับมา เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆจากนั้นก็ตอบไปว่า “ฉันไม่เป็นไร แค่ฝันร้ายน่ะ”
ได้ยินว่าถางเจียข่ายสบายดี พ่อบ้านก็โล่งอกและเดินลงบันไดไป
กู้หนิงและเกาเหวินซินไปที่กรมขนส่งตอนแปดโมงครึ่ง กว่าจะถึงก็ปาไปเก้าโมงครึ่งเพราะรถติด
เมื่อคืนนี้เกาเหวินซินได้โทรหาเพื่อนของเธอแล้ว ดังนั้นเมื่อตอนที่มาถึงกรมขนส่งทุกอย่างก็ถูกเตรียมไว้แล้ว
สถานที่สำหรับทดสอบการขับขี่อยู่ข้างๆกรมขนส่ง ดังนั้นพวกเธอจึงตรงไปที่นั่นทันที
เมื่อรถขับเข้ามาจอดที่ลานจอดรถก็มีชายอายุประมาณยี่สิบห้าปีเดินเข้ามาหาพวกเธอ ขณะที่เกาเหวินซินกำลังลงจากรถ ผู้ชายคนนั้นก็บ่นว่า “คุณเกาครับ คุณไม่คิดจะโทรหาผมเลยใช่ไหมถ้าไม่มีเรื่องใช้ผม? คุณสัญญาว่าจะเลี้ยงข้าวผมแต่ผมรอมาสองอาทิตย์แล้วคุณก็ยังไม่โทรมาสักที”
เกาเหวินซินยิ้มเขินๆ “ความผิดฉันเองค่ะ ทำไมวันนี้เราไม่ทานข้าวด้วยกันเลยล่ะคะ รอน้องฉันสอบใบขับขี่ก่อนแล้วกันค่ะ”
“ก็ได้ครับ” เขายิ้มอย่างพึงพอใจ
กู้หนิงเดินมาข้างๆเกาเหวินซิน เกาเหวินซินก็เลยแนะนำพวกเขาให้รู้จักกัน “นี่คือน้องสาวฉันค่ะ กู้หนิง และนี่คือเพื่อนของพี่เอง โอวหยางจื่อฮวน”
“ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ” “เช่นกันครับ” กู้หนิงและโอวหยางจื่อฮวนทักทายซึ่งกันและกัน
“คุณพร้อมรึยังครับ? ถ้าพร้อมแล้วพวกเราจะได้เริ่มทดสอบกันเลย” โอวหยางจื่อฮวนถามกู้หนิง
“ค่ะ ฉันพร้อมแล้ว” กู้หนิงตอบ
ก่อนการทดสอบกู้หนิงเดินไปลงทะเบียนจ่ายค่าธรรมเนียมก่อน และจากนั้นก็ถึงเวลาทำข้อสอบหัวข้อที่ 1 ซึ่งเกี่ยวกับทฤษฎีพื้นฐานการขับรถ ความปลอดภัยบนท้องถนน กฎระเบียบต่างๆ คำตอบสามารถตอบในคอมพิวเตอร์ได้เลย โอวหยางจื่อฮวนจึงพาทั้งสองสาวไปยังห้องคอมพิวเตอร์
แม้ว่ากู้หนิงจะมาที่นี่เพื่อทดสอบโดยใช้เส้นสายของเกาเหวินซินแต่เธอไม่สามารถโกงข้อสอบได้เพราะมีกล้องวงจรปิดติดอยู่ในห้องคอมพิวเตอร์ ไม่นานกู้หนิงก็ทำข้อสอบเสร็จทั้ง 100 ข้อ และเธอก็ได้คะแนนเต็ม
เกาเหวินซินและโอวหยางจือฮวนอ้าปากค้างด้วยความตกใจ
ตอนที่ 434 คำตอบที่สมบูรณ์แบบ
“พระเจ้า! คุณกู้ คุณทำข้อสอบ 100 ข้อ ภายในสามนาที! คุณต้องเป็นอัจฉริยะแน่ๆ!” โอวหยางจื่อฮวนเอ่ยและไม่เชื่อสายตาตัวเอง
“ฉันเตรียมตัวมาดีค่ะ” กู้หนิงตอบ
คำตอบของเธอไม่ค่อยน่าเชื่อเท่าไหร่เพราะคนปกติใช้เวลาอย่างน้อย15นาทีในการทำข้อสอบทั้งหมดและอาจมีบ้างที่ตอบผิด แต่ว่าโอวหยางจื่อฮวนไม่ได้ถามอะไรเธอต่ออีก
หัวข้อที่2 กำหนดให้ผู้ขับขี่ต้องทำให้เสร็จ 5 รายการ ได้แก่ "ถอยหลังเข้าโรงรถ" "จอดรถขนาน" "ทางลาดและสตาร์ท" "เลี้ยวมุมขวา" "โค้ง" (รู้จักกันทั่วไปในชื่อ S Bend) หัวข้อที่ 3 ทดสอบทักษะพื้นฐานมากมายสำหรับการขับรถบนถนน และกู้หนิงก็ทำได้คะแนนเต็ม
ทักษะการขับรถของกู้หนิงนั้นดีกว่าของครูสอนขับรถเสียอีกซึ่งทำให้เกาเหวินซินและโอวหยางจื่อฮวนตกใจเพราะเธออายุเพียงแค่ 18 ปี!
ปัญหาเดียวของกู้หนิงคือเธอทำข้อสอบเสร็จเร็วภายในเวลาสั้นๆด้วยคะแนนเต็มซึ่งพวกเขาไม่เคยเห็นมาก่อน
“คุณกู้ ตอนนี้ผมไม่รู้จริงๆว่าจะพูดอย่างไร คุณนี่จริงๆเลย เก่งจนไม่น่าเชื่อ! เก่งยิ่งกว่าคนสอนขัยรถฝีมือดีซะอีก จากนี้ไปคุณคือไอดอลของผม!”
กู้หนิงยิ้มแต่ก็ไม่ได้พูดอะไร
“เอาล่ะ ไปเอาใบขับขี่ได้แล้วจะได้ไปทานข้าวเที่ยงด้วยกัน” เกาเหวินซินพูดแทรกขึ้นแล้วกรอกตาอย่างเอือมระอา โอวหยางจื่อฮวนเป็นเพื่อนที่ดีของเกาเหวินซินเพราะเขาเป็นคนตลก สุภาพบุรุษไม่ใช่ประเภทที่เกาเหวินซินชอบ
“ครับ คุณผู้หญิง!” โอวหยางจื่อฮาวพูดติดตลกและพาพวกเธอไปยังอาคารออกใบรับรอง
ภายในไม่กี่นาทีกู้หนิงก็ได้ใบขับขี่มาครอบครอง
ขณะนี้เป็นเวลาสิบเอ็ดโมงและถึงเวลาทานข้าวเที่ยง โอวหยางจื่อฮาวจะออกจากหน้าที่ในอีกครึ่งชั่วโมงแต่ตอนนี้เขายังไม่มีอะไรทำ ดังนั้นเขาจึงออกไปก่อนครึ่งชั่วโมงและกลับไปทำงานตอน 14:30 น. ดังนั้นพวกเขาจึงไปทานอาหารที่ร้านอาหารใกล้เคียง
หลังจากรับประทานอาหารเที่ยง เกาเหวินซินและกู้หนิงก็ขับรถไปส่งโอวหยางจื่อฮวนกลับที่ทำงานของเขาและหลังจากนั้นพวกเธอก็ไปช้อปปิ้งต่อที่ห้างสรรพสินค้าเฟิงจางซึ่งเป็นของตระกูลถาง
ห้างสรรพสินค้าเฟิงจางเป็นหนึ่งในสามห้างสรรพสินค้าที่ใหญ่ที่สุดในเมือง B และตั้งอยู่ในย่านใจกลางเมืองที่มีผู้คนพลุกพล่าน
“ถึงแม้พี่จะมีเสื้อผ้ามากมายในตู้เสื้อผ้าและส่วนใหญ่ก็ยังไม่เคยใส่แต่พี่ยังรู้สึกเหมือนไม่มีเสื้อผ้าใส่เมื่อเห็นชุดสวย ๆ” เกาเหวินซินอยากจะใช้จ่ายเงินในกระเป๋าทันทีที่เห็นเสื้อผ้าสีสันสดใส
กู้หนิงไม่รู้จะพูดอะไร เป็นเรื่องปกติที่ผู้หญิงมักจะรู้สึกเหมือนขาดเสื้อผ้า แต่วิธีที่เกาเหวินซินซื้อเสื้อผ้าก็บ้าไปหน่อย ในทางกลับกันกู้หนิงไม่สนใจการซื้อเสื้อผ้ามากนัก บอกตามตรงว่าในตู้เสื้อผ้าของเธอมีเสื้อผ้าไม่มากแต่ก็เพียงพอแล้ว ดังนั้นเธอจึงไม่มีแผนจะซื้อเพิ่ม
อย่างไรก็ตามเมื่อพวกเธอเดินผ่านร้านขายชุดราตรี กู้หนิงคิดว่าเธอควรเตรียมชุดที่เป็นทางการหลายชุดเผื่อในกรณีที่เธอต้องการชุดดังกล่าวสำหรับงานปาร์ตี้ในอนาคต ตอนนี้คนส่วนใหญ่รู้แล้วว่าเธอคือเจ้าของหยกบิวตี้ คาดการณ์ได้ว่าเธอจะได้รับเชิญให้เข้าร่วมงานเลี้ยงหรืองานอื่นๆอีกหลายงาน
เครือข่ายมาจากงานเลี้ยงและกู้หนิงก็ทราบเรื่องนี้เป็นอย่างดี
“พี่เหวินซิน พี่รู้จักร้านขายชุดราตรีดีๆสักร้านไหมคะ? ฉันอยากจะซื้อหลายๆชุดหน่อย” กู้หนิงเอ่ยถาม
“ชุดราตรี!” ดวงตาของเกาเหวินซินสว่างขึ้นแต่สักพักก็ดูเศร้าเล็กน้อย “จริงๆ แล้วพี่มีเพื่อนที่เรียนเอกการออกแบบเสื้อผ้า พี่คิดว่าการออกแบบของเธอสวยดี แต่เธอไม่มีชื่อเสียง ถ้าเธอไม่รังเกียจ พี่จะพาไปดู”
“ไม่รังเกียจแน่นอนค่ะ” กู้หนิงไม่สนใจเรื่องยี่ห้อ เธอใส่ใจเรื่องคุณภาพและการออกแบบมากกว่า
หลังจากนั้นเกาเหวินซินก็พากู้หนิงไปยังร้านของเพื่อนเธอซึ่งอยู่ในห้างสรรพสินค้าเฟิงจางด้วย
ระหว่างเดินไปที่ร้าน เกาเหวินซินก็เล่าเรื่องเพื่อนของเธอให้กู้หนิงฟัง “อันที่จริงพี่เพิ่งเจอเพื่อนคนนี้เมื่อเร็วๆนี้ พี่คิดว่าเธอมีพรสวรรค์ พี่ชอบการออกแบบ เธอก็รู้ว่าคนรวยส่วนมากให้ความสำคัญเฉพาะชื่อเสียงแต่เพื่อนคนนี้ยืนกรานที่จะทำงานของตัวเองให้ดีแทนที่จะโฆษณาหรือประชาสัมพันธ์ ดังนั้นเธอจึงไม่ค่อยมีลูกค้ามากนัก”
ชื่อเสียงจะมาก็ต่อเมื่อมีโอกาสและการเลื่อนตำแหน่งเท่านั้น วิธีที่รวดเร็วที่สุดในการสร้างชื่อเสียงคือการใช้แบรนด์อื่นที่เป็นที่รู้จักอยู่แล้ว แต่กว่า 90% ของแบรนด์ที่มีชื่อเสียงจะไม่อนุญาตให้นักออกแบบหน้าใหม่ใช้ชื่อแบรนด์ของตนเพื่อขายเสื้อผ้าของพวกเธอ
หากเสื้อผ้าของนักออกแบบหน้าใหม่ได้รับความนิยมมากกว่าของแบรนด์ มันจะเป็นหายนะสำหรับแบรนด์ ดังนั้นนักออกแบบหน้าใหม่จึงออกมาเปิดร้านสร้างชื่อเสียงเอง
“เพื่อนของพี่มีวิธีการประชาสัมพันธ์ยังไงคะ?” กู้หนิงถาม
“เอ่อ เธอมาจากครอบครัวธรรมดาๆที่ไม่สามารถช่วยอะไรเธอได้มากนัก และพี่ก็ไม่ค่อยสนิทกับเธอเท่าไหร่ก็เลยไม่ค่อยรู้อะไรมาก” เกาเหวินซินตอบ
ได้ยินเช่นนั้นกู้หนิงก็มีแผนในใจ
หลังจากนั้นไม่นานทั้งสองก็มาถึงร้านขายชุดราตรี ชื่อของร้านคือ ‘ชาร์ม’ ที่แปลว่าเสน่ห์ กู้หนิงชอบชื่อนี้มาก
เมื่อกู้หนิงและเกาเหวินซินเดินเข้าไปในร้าน พนักงานขายก็เดินออกมาต้อนรับ “ยินดีต้อนรับสู่ร้านชาร์มค่ะคุณผู้หญิง”
“สวัสดีจ๊ะ เหวินซิน!” หญิงสาวอายุราวๆ 27 เดินเข้ามาทักทายกู้หนิงกับเกาเหวินซิน เธอไม่สวยมากแต่ดูสง่าผ่าเผย
"สวัสดีจ๊ะ! ฉันกับน้องมาช็อปปิ้งที่นี่และบังเอิญเดินผ่านร้านของเธอก็เลยคิดว่าทำไมไม่เข้ามาทักทายเธอดู” เกาเหวินซินกล่าว เธอไม่ได้บอกว่าพวกเธอตั้งใจมาที่นี่เผื่อว่ากู้หนิงไม่ชอบเสื้อผ้าที่ร้าน แบบนี้จะได้ไม่ต้องทำให้เพื่อนของเธอเสียหน้า
“นี่น้องสาวของฉัน กู้หนิง” เกาเหวินซินพูดกับเพื่อนของเธอ “และนี่คือเจ้าของร้านและเป็นคนออกแบบเสื้อผ้าเอง อวี้จื่อ”
“ยินดีที่ได้รู้จักนะคะคุณกู้” “ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกันค่ะคุณอวี้”
“ทางนี้จ๊ะ เชิญนั่งๆ” อวี้จื่อเชิญพวกเธอไปยังห้องรับรอง