- หน้าแรก
- โองการกระซิบ
- บทที่ 71 พลังของ ‘เธอ’
บทที่ 71 พลังของ ‘เธอ’
บทที่ 71 พลังของ ‘เธอ’
คุณหมอชไนเดอร์และเพื่อนร่วมทางของเขากำลังมุ่งหน้าไปยังทิศทางของทะเลสาบชลูห์ ตอนนี้เป็นเวลาหนึ่งทุ่มครึ่งแล้ว ริมทะเลสาบมีหนุ่มสาวจำนวนมากในชุดราตรีและชุดกระโปรงยาวสวยงามกำลังเดินเล่นกันอยู่
ภาพดวงจันทร์ทรงกลดสามดวงอันน่าอัศจรรย์และหมู่ดาวสะท้อนอยู่ในทะเลสาบ พื้นผิวทะเลสาบที่ส่องประกายระยิบระยับราวกับซ้อนทับอยู่กับท้องฟ้ายามค่ำคืน ภาพนี้ทำให้แช็ดที่เพิ่งโผล่ออกมาจากเส้นทางเล็กๆ ในพุ่มไม้ จากสภาพแวดล้อมที่มืดมิดมาสู่ใต้แสงจันทร์อย่างกะทันหันต้องตะลึงไปชั่วขณะ
ไม่ว่าจะเป็นช่วงชีวิตใด เขาก็ไม่เคยเห็นภาพเช่นนี้มาก่อน ภายใต้สายลมยามค่ำคืนของฤดูร้อนที่พัดโชยมาอย่างเย็นสบาย คนต่างถิ่นกลับรู้สึกสะเทือนใจกับภาพนี้อย่างน่าประหลาด
เขากำลังเร่งรีบเดินทางท่ามกลางอารยธรรม เพียงแค่เหลือบมองโดยบังเอิญ ก็ดูเหมือนจะได้สัมผัสกับพลังแห่งธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ ในโลกที่ค่อนข้างเป็นจิตนิยมนี้ ความรู้สึกอันน่าอัศจรรย์เช่นนี้ย่อมหมายถึงพลัง
“คุณไม่อยากพูดอะไรหน่อยเหรอ?”
เขายืนอยู่บนที่สูงห่างจากริมทะเลสาบ มองดูพื้นผิวทะเลสาบอันสงบนิ่งที่สะท้อนแสงจันทร์และหมู่ดาว สัมผัสกับสายลมยามค่ำคืนของฤดูร้อน ในระยะไกลมองเห็นเพียงทิวเขาที่ทอดยาวสลับซับซ้อน ภาพนี้ช่างงดงามอย่างยิ่ง
[คุณคาดหวังว่าจะได้รับพลังจากความรู้สึกเล็กๆ น้อยๆ งั้นหรือ? ไม่ ยังไม่ถึงขั้นนั้น]
“ผมแค่อยากรู้ว่า พลังที่ได้จากการหยั่งรู้จากธรรมชาติ ควรจะจัดอยู่ในองค์ประกอบประเภทไหน?”
[นั่นคือการรู้แจ้งที่เป็นของคุณ]
ระหว่างที่ทั้งสองสนทนากัน วงแหวนชีวันในจิตวิญญาณก็หมุนเล็กน้อย อนุภาคสีทองเหลืองเกาะติดอยู่บนวงแหวนชีวัน ขณะที่หมุน องค์ประกอบได้แปรเปลี่ยนเป็นพลังวิญญาณ กระตุ้นให้ร่างกายและจิตวิญญาณแข็งแกร่งขึ้น
ทุกความรู้สึกอันน่าอัศจรรย์ล้วนมีความหมาย แม้จะเป็นเพียงพลังเล็กน้อยที่ไม่น่าสังเกต
[การสัมผัสกับสี่องค์ประกอบลึกลับอย่างลึกซึ้งโดยสมัครใจ จะช่วยยกระดับพลังวิญญาณของคุณ ขัดเกลาจิตวิญญาณและร่างกายของคุณ]
ขณะที่มองไปยังพื้นผิวทะเลสาบ เสียงกระซิบก็ดังขึ้นข้างหูราวกับเสียงถอนหายใจแผ่วเบาของสตรีที่ซบศีรษะลงบนบ่าของแช็ด
“หมายความว่า ในทางทฤษฎีแล้ว แม้ว่าผมจะเป็นนักเวทวงแหวนระดับหนึ่งตลอดไป แต่ถ้าสามารถสัมผัสกับสี่องค์ประกอบลึกลับบ่อยๆ ก็สามารถเอาชนะนักเวทวงแหวนระดับสูงด้วยพลังกายได้งั้นเหรอ?”
แช็ดถาม แล้วก็ได้ยินเสียงหัวเราะของสตรีผู้นั้น เสียงนี้ไพเราะอย่างยิ่ง เสียงหัวเราะครั้งก่อนๆ เขาอาจจะเข้าใจความหมายผิดไป แต่ครั้งนี้เป็นการเยาะเย้ยอย่างแน่นอน
[คนต่างถิ่น คุณยังไม่เข้าใจจุดแข็งที่สุดของระบบนักเวทวงแหวน พลังของอักขระวิญญาณแห่งองค์ประกอบ คุณยังไม่เข้าใจ]
“นั่นคืออะไร? คุณรู้ได้อย่างไร?”
[ฉันกับคุณมีมุมมองที่ต่างกัน สิ่งที่ฉันเห็นกับสิ่งที่คุณเห็นไม่เหมือนกัน]
“ถ้าอย่างนั้น ความรู้สึกที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันนี้ เป็นผลสืบเนื่องมาจากโชคดีเมื่อสักครู่นี้หรือเปล่า?”
แช็ดยังคงไม่ลืมเรื่องนี้
[ผลลัพธ์ของลูกเต๋าแห่งโชคชะตา จะปรากฏอย่างชัดเจนต่อหน้าคุณ สิ่งที่คุณต้องทำคืออดทนรอ]
สตรีผู้นั้นหัวเราะเบาๆ
[ฉันคิดว่าคุณสังเกตเห็นแล้ว จำได้ไหมว่าฉันพูดอะไรตอนที่ให้คุณทอยลูกเต๋า?]
แช็ดคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วพูดซ้ำขณะที่ยืนไพล่หลังมองทะเลสาบ
“‘ฉันใช้มุมมองของฉัน มองเห็นเรื่องน่าสนใจแทนคุณ’”
[ใช่แล้ว ในตอนนั้น ฉันเห็นใครบางคนกำลังใช้วิธีการแห่งโชคชะตาเพื่อฆ่าคุณ]
“ใครกัน? โอ้ ต้องเป็นโลหิตปรอทแน่ๆ นี่คือสิ่งที่ปีเตอร์หนูแคระบอกว่าการใช้เศษซากระดับผู้พิทักษ์ความลับเพื่อแก้แค้นล้มเหลวงั้นเหรอ? คุณทำอะไรลงไป? คุณสามารถส่งผลกระทบต่อความเป็นจริงได้ด้วยเหรอ?”
เขาค่อนข้างประหลาดใจ
[แน่นอนว่าส่งผลกระทบต่อโลกไม่ได้ แต่คุณอยู่นอกเหนือกฎเกณฑ์แห่งโชคชะตา ฉันเพียงแค่ใช้โชคชะตาอันแปลกประหลาดของคุณ ร่วมกับพลังของลูกเต๋าลูกนั้นเพื่อตอบโต้กลับไป คุณสามารถมองว่านี่เป็นพลังเฉพาะตัวของฉัน ซึ่งถือกำเนิดขึ้นจากพลังของคุณ ปัจจุบันพลังที่ฉันควบคุมได้ก็มีเพียงเท่านี้ นี่คือความแตกต่างของคุณ]
“หมายความว่า คุณสามารถช่วยผมต้านทานการโจมตีจากโชคชะตาทั้งหมดได้งั้นเหรอ?”
แช็ดขมวดคิ้ว จริงๆ แล้วเขาอยากรู้ว่าอีกฝ่ายยังมีความสามารถอื่นอีกหรือไม่ การที่ ‘อีกตัวตนหนึ่งของฉัน’ มีความสามารถพิเศษบางอย่างไม่ใช่เรื่องแปลก เพียงแต่ความสามารถพิเศษเหล่านี้ส่วนใหญ่มักจะอ่อนแอและไม่น่ากล่าวถึง เป็น ‘ความสามารถพิเศษ’ ที่เกิดขึ้นหลังจากที่ ‘อีกตัวตนหนึ่งของฉัน’ ซึ่งเป็นอีกด้านหนึ่งของจิตวิญญาณ ได้รับองค์ประกอบและพลังวิญญาณจากการที่ตัวตนหลักกลายเป็นนักเวทวงแหวนโดยไม่เต็มใจ
เพียงแต่พลังที่ ‘อีกตัวตนหนึ่งของฉัน’ ของแช็ดแสดงออกมานั้น ช่างน่าทึ่งอย่างยิ่ง
[พลังของคุณเป็นเพียงพลัง ยังต้องมีเครื่องมือ เช่น ลูกเต๋าลูกนั้น]
แช็ดพยักหน้าเล็กน้อย ถอนหายใจยาว เขายังคงกังวลเรื่องที่มีคนต้องการฆ่าเขา สายตาสังเกตเห็นเรือสำราญบนทะเลสาบที่อยู่ไกลออกไปกำลังโคลงเคลงเล็กน้อย แต่ไม่เห็นคนบนเรืออย่างชัดเจน และไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
แต่เขาไม่มีอารมณ์ไปสนใจเรื่องนั้น
“โชคดีในคืนนี้ ก็เพราะเรื่องนี้เหรอ? แต่ก็ยังไม่ชัดเจนอยู่ดี”
[ถ้าอย่างนั้นก็รอต่อไปเถอะ คนที่พยายามจะฆ่าคุณ ในที่สุดก็จะปรากฏตัวต่อหน้าคุณ นี่คือสิ่งที่ลูกเต๋าลูกนั้นกำหนดไว้]
“คุณทำแบบนี้ จะให้ผมเชื่อได้อย่างไรว่าคุณคือผม?”
[แต่นี่คือพลังที่มาจากคุณจริงๆ อีกไม่นานคุณก็จะเข้าใจเอง ว่าฉันอยู่กับคุณเสมอ]
เขาเดินไปตามแนวรั้วของสวนหลังคฤหาสน์เลควิวที่อยู่ใกล้ทะเลสาบ แต่ก็ไม่เห็นร่องรอยของคุณหมอชไนเดอร์ เมื่อล้มเลิกการค้นหาและตั้งใจจะกลับไปยังลานหน้าคฤหาสน์อีกครั้ง อาจเป็นเพราะโชคดีของเขายังคงดำเนินต่อไป เขาจึงเห็นบาทหลวงออกัสในเขาวงกตของรั้วสวน
นักบวชสวมเสื้อคลุมสีขาว หน้าอกแขวนจี้เครื่องหมายศักดิ์สิทธิ์ของเทพจารีต ‘บุรุษรุ่งอรุณ’ ซึ่งดูแล้วก็รู้ว่าเป็นเครื่องแต่งกายของนักบวช
ตอนที่แช็ดเห็นเขา นักบวชชรากำลังสนทนากับสุภาพบุรุษชราคนหนึ่งที่ถือไม้เท้า สุภาพบุรุษชราคนนั้นสวมชุดสูทสีน้ำตาลที่ค่อนข้างล้าสมัย แหวนทองคำวงใหญ่บนนิ้วของเขาดึงดูดสายตาของแช็ดไปหลายวินาที
เพราะไม่อยากให้คนอื่นรู้ว่าตนเองรู้จักกับบาทหลวงออกัส แช็ดจึงไม่เข้าไปใกล้โดยพลการ แต่แกล้งทำเป็นเดินผ่านไปข้างๆ ทั้งสองคนอย่างไม่ตั้งใจ ให้บาทหลวงออกัสเป็นฝ่ายเห็นเขาเอง
สิบนาทีต่อมา แช็ดยืนอยู่ใต้รูปปั้นอัศวินขี่ม้ายกดาบสูง ก็รอจนนักบวชเดินมาหาได้สำเร็จ
“มิสเตอร์แฮมิลตัน คุณมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร?”
บาทหลวงออกัสประหลาดใจอย่างยิ่ง เขาก้าวเดินเข้ามาอย่างรวดเร็ว ท่าทางแข็งแรงจนดูไม่เหมือนคนชรา
“เรื่องนี้อธิบายยาวครับ เอาเป็นว่าผมมาเพื่อไพ่โรดส์...เรื่องนั้นไม่สำคัญ ผมเพิ่งเห็นคุณหมอชไนเดอร์เมื่อสักครู่นี้”
เขารีบพูดถึงเรื่องสำคัญทันที
“อะไรนะ บิลล์ก็อยู่ที่นี่ด้วยเหรอ?”
นักบวชชราเดินเข้ามาใกล้ขึ้นอีกสองสามก้าว เพื่อให้แสงเทียนที่วางอยู่รอบฐานรูปปั้นสามารถส่องสว่างให้เห็นทั้งสองคนได้
สายลมยามค่ำคืนของฤดูร้อนที่เย็นสบายพัดให้เปลวเทียนสั่นไหว สายลมพัดผ่านพงหญ้าในสวน เกิดเป็นเสียงเสียดสีดังซ่าๆ นี่ยังไม่ใช่ช่วงกลางฤดูร้อนเต็มที่ จึงยังไม่ได้ยินเสียงจักจั่น ดูเหมือนเป็นค่ำคืนที่สงบสุข
“คุณไม่รู้เหรอครับ?”
แช็ดประหลาดใจยิ่งกว่าบาทหลวงออกัส
“เมื่อสักครู่นี้ผมยังเห็นทีมนักเวทวงแหวนของโบสถ์จารีตสองทีม ทีมหนึ่งไม่รู้จัก อีกทีมหนึ่งคือโบสถ์แห่งสงครามและสันติภาพ”
เขาอธิบายลักษณะของทีมนักเวทวงแหวนทีมแรกอย่างคร่าวๆ บาทหลวงออกัสก็เข้าใจทันทีว่าเป็นทีมนักเวทวงแหวนในสังกัดของโบสถ์แห่งดวงอาทิตย์และผืนดินของเทพจารีต ‘ปัจฉิมบุรุษผู้ถือตะเกียง’ ประโยคนี้ยังเตือนสติแช็ดด้วย เขาจำได้ลางๆ ว่าเจ้าของร้านที่ซอยไอริสม่วงเคยพูดถึงตัวตนของหญิงสาวผมยาวสีน้ำตาลคนนั้น
“นี่มันเกิดอะไรขึ้น? ที่คฤหาสน์เลควิวจะเกิดเรื่องอะไรขึ้นงั้นเหรอ?”
บาทหลวงออกัสถามอย่างไม่สบายใจ ขณะที่มองไปยังคฤหาสน์เลควิวพร้อมกับแช็ด แต่ตอนนี้ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“น่าจะมีเรื่องเกิดขึ้นแน่ๆ ครับ เมื่อสักครู่นี้ผมยังเห็นมิสเตอร์ลอว์เรนซ์กับเลดี้ลาโซย่า ชู้รักของเขาเลย”
แช็ดเสริม เขาคิดว่านี่คือประเด็นสำคัญ และจึงสงสัยว่าการที่เขาเจอคนรู้จักมากมายขนาดนี้ ก็เป็นส่วนหนึ่งของโชคดีที่เกิดขึ้นอย่างไม่ทราบสาเหตุในคืนนี้
เป็นไปตามคาด การพูด ‘คำสำคัญ’ ที่ถูกต้องทำให้เขาได้รับข้อมูลใหม่จากบาทหลวงออกัส นักบวชถึงกับบางอ้อ
“อย่างนี้นี่เอง พ่อเข้าใจแล้ว มิสเตอร์แฮมิลตัน ถึงพ่อจะไม่ใช่นักเวทวงแหวนของโบสถ์ แต่พ่อก็พอจะได้รับข่าวสารเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของนักเวทวงแหวนของโบสถ์อยู่บ้าง เมื่อวานนี้ในที่ประชุมการศึกษาคุณได้กล่าวถึงแผนการของคุณนายลอว์เรนซ์คนนั้น เมื่อคืนพ่อไปหาหมอก็ได้ยินเขาพูดถึงเรื่องนี้ คุณพอจะเดาได้ไหมว่า คุณนายลอว์เรนซ์ไปหานักเวทวงแหวนที่ไหนมาช่วย?”
ชายชราถาม แช็ดคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วถามอย่างไม่น่าเชื่อ
“เธอไปหาโบสถ์จารีตเหรอ?”
“ใช่แล้ว”
บาทหลวงออกัสพยักหน้า
“ลูกค้าคนก่อนของคุณไปรู้จักกับภรรยาขุนนางคนหนึ่งในงานเลี้ยงน้ำชา ซึ่งเคยประสบกับเหตุการณ์ลึกลับมาก่อน จึงรู้ถึงพลังของโบสถ์ เธอจึงแนะนำคุณนายลอว์เรนซ์ให้กับโบสถ์
“สตรีผู้ค่อนข้างหุนหันพลันแล่นคนนั้น ในสถานการณ์ที่ยังไม่แน่ใจว่าลาโซย่ามีเบื้องหลังเป็นนักเวทวงแหวนจริงหรือไม่ ก็ได้บอกข้อมูลของเธอให้กับโบสถ์โดยตรง ซึ่งก็คงคล้ายกับการแจ้งความเท็จ คุณนายลอว์เรนซ์เพียงต้องการแก้แค้นเท่านั้น ต่อมาข้อมูลของลาโซย่าก็ถูกตรวจสอบอย่างละเอียด เขาเป็นสมาชิกของโลหิตปรอทจริงๆ และโบสถ์ก็ตามหาเขามานานแล้ว”
“เลดี้ลาโซย่าเป็นผู้ชายเหรอ?”
แม้จะเดาได้อยู่แล้ว แช็ดก็อดอุทานออกมาไม่ได้