- หน้าแรก
- โองการกระซิบ
- บทที่ 61 การพบปะเรียนรู้
บทที่ 61 การพบปะเรียนรู้
บทที่ 61 การพบปะเรียนรู้
ด้วยความกังวลต่อเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในภายภาคหน้า บ่ายวันเสาร์แช็ดจึงเดินทางไปยังคลินิกของคุณหมอชไนเดอร์ เขาออกเดินทางล่วงหน้าจึงมาถึงก่อนเวลาพอสมควร ตอนนั้นมิสลูอิซ่าและบาทหลวงออกัสยังมาไม่ถึง
แช็ดเล่าเรื่องนี้ให้คุณหมอฟัง ซึ่งคุณหมอเองก็ให้ความสนใจกับภารกิจที่เกี่ยวข้องกับ ‘เลดี้ลาโซย่า’ เป็นอย่างมาก
“พวกเราค่อนข้างมั่นใจแล้วว่าเลดี้ลาโซย่าคือหนึ่งในสมาชิกของโลหิตปรอท แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าคนที่คุณนายลอว์เรนซ์กล่าวถึง จะไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเลดี้ลาโซย่าผู้ลึกลับที่ไม่มีใครรู้เพศที่แท้จริง”
คุณหมอชไนเดอร์นั่งอยู่บนโซฟากล่าว เมื่อเห็นแช็ดไม่เข้าใจจึงอธิบายต่อ
“คนที่คุณนายลอว์เรนซ์กล่าวถึง น่าจะรู้จักผ่านทางเหล่าสตรีสูงศักดิ์ และคุณต้องรู้ไว้อย่างหนึ่งว่า แม้ยุคนี้พลังเหนือธรรมชาติจะไม่ปรากฏเด่นชัด แต่สำหรับขุนนางชั้นสูงแล้ว นักเวทวงแหวนก็ไม่ใช่เรื่องลี้ลับอะไรนัก แม้กระทั่งราชวงศ์เองก็ยังมีความเกี่ยวข้องกับสถาบันเวทมนตร์ และถ้าจะพูดกันอย่างเป็นธรรม โลหิตปรอทก็ไม่ใช่องค์กรที่แข็งแกร่งอะไรมากมายนัก ถึงผมจะไม่รู้จักเลดี้ลาโซย่าที่คุณพูดถึง แต่ระดับสูงสุดของเธอก็ไม่น่าจะแข็งแกร่งกว่าผมเกินสองวงแหวน”
คุณหมอชไนเดอร์ชี้มาที่ตัวเอง ไม่ได้แสดงท่าทีโอ้อวดจนเกินงาม
“หมายความว่า ก็มีความเป็นไปได้ที่คุณนายลอว์เรนซ์จะระมัดระวังตัวเกินเหตุ จนรวบรวมผู้ช่วยที่น่าทึ่งมาได้สินะครับ”
แช็ดถาม
“ใช่ ถึงแม้ว่านักเวทวงแหวนระดับสิบวงแหวนขึ้นไปส่วนใหญ่จะมาจากโบสถ์เทพจารีตและสามสถาบันใหญ่ ไม่รับงานจากคนธรรมดา แต่นักเวทระดับต่ำที่ไม่ได้มาจากช่องทางที่เป็นทางการ ก็ด้วยเหตุผลหลายประการ โดยเฉพาะเงินปอนด์ พวกเขายินดีที่จะพึ่งพิงขุนนางชั้นสูงมาก”
คุณหมอกล่าว แต่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วเสริมว่า
“แน่นอน นั่นก็เป็นเพียงความเป็นไปได้เท่านั้น เพราะไม่มีใครรู้ว่าคุณนายลอว์เรนซ์คนนั้นรู้จักคนเก่งกาจขนาดไหนกันแน่ แช็ด บางเรื่องก็อย่าไปอยากรู้อยากเห็นมากเกินไปนัก”
“แน่นอนครับ ความสัมพันธ์ในฐานะผู้ว่าจ้างกับผู้รับจ้างสิ้นสุดลงแล้ว ผมก็ได้เตือนผู้ว่าจ้างไปเท่าที่จะทำได้แล้ว”
แช็ดพยักหน้า ถือเป็นการลืมเรื่องนี้ไปชั่วคราว
“ว่าแต่ เดือนนี้ผมยังติดหนี้อยู่ 6 ปอนด์ ตอนนี้ก็ขอชำระทั้งหมดเลยแล้วกันครับ”
ไม่นานนักมิสลูอิซ่าก็มาถึงคลินิกของคุณหมอ แต่รออยู่นานบาทหลวงออกัสก็ยังไม่มา ทั้งสามคนจึงตรงไปยังห้องรับแขกชั้นสองของคุณหมอเพื่อเริ่มประชุมการศึกษาก่อน
สำหรับแช็ดแล้ว นี่เป็นเรื่องที่แปลกมาก การพบปะเรียนรู้ของเหล่าผู้ใช้พลังลึกลับเขาเพิ่งจะเคยเข้าร่วมเป็นครั้งแรก แต่จากที่ได้สัมผัส ก็ไม่ได้แตกต่างจากการเรียนรู้ทั่วไปเลย
ทั้งสามคนต่างแบ่งปันปัญหาที่พบเจอในการเรียนรู้นักเวทวงแหวน แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและประสบการณ์ใหม่ๆ ของตนเอง
เพราะเรื่องของโลหิตปรอทในคืนนั้น แช็ดจึงเล่าเรื่องที่ตนเองได้พบกับศาสตราจารย์การ์เซียเป็นการส่วนตัว โดยอ้างว่าเป็นสิทธิพิเศษสำหรับผู้ที่วิทยาลัยให้ความสำคัญในการบ่มเพาะ
เขาปิดบังเรื่องราวประหลาดที่เกิดขึ้นในกาลอวกาศในอดีต และพูดเหมือนที่บอกกับศาสตราจารย์การ์เซีย คือไม่ได้เอ่ยถึงเรื่องที่ตนเองได้พบกับเทพเจ้าจริงๆ แต่ถึงกระนั้น มิสลูอิซ่าและคุณหมอชไนเดอร์ก็ยังตกใจไม่น้อย
เนื่องจากในกลุ่มไม่เคยมีนักศึกษาจากภาควิชาประวัติศาสตร์มาก่อน พวกเขาจึงไม่รู้ว่านี่เป็นเรื่องปกติหรือไม่ เพียงแต่กำชับให้แช็ดระมัดระวังตัวในทุกเรื่อง
เขาไม่ได้เอ่ยถึงศาสตราจารย์ซานเชซ ยิ่งไม่ได้เอ่ยถึงเรื่องที่ศาสตราจารย์ชี้ว่าอีกสี่คนในกลุ่มล้วนมีปัญหา เขาพูดถึงปีเตอร์หนูแคระแห่งโลหิตปรอท พูดถึงสาวกของเทพเจ้าผู้ชั่วร้าย เจ้าแห่งงานเลี้ยงโลหิต และสุดท้ายก็พูดถึงเรื่องอาคมและเวทมนตร์
ไม่นับเวทมนตร์แสงสว่างที่คิดค้นขึ้นเอง ตอนนี้อาคมที่แช็ดเชี่ยวชาญมีสามอย่างพื้นฐาน รวมถึงอาคมเสียงสะท้อนโลหิตและอมตภาพลวง ส่วนเวทมนตร์มีเพียง ฟาดฟันจันทร์สีเงินและมายาแห่งเงาจันทร์ คุณหมอและนักเขียนต่างก็เห็นว่า หลังจากที่แช็ดเชี่ยวชาญเวทมนตร์สายรักษาที่เหลืออยู่จนหมด และแน่ใจในสายที่ตนเองถนัดในฐานะนักเวทวงแหวนแล้ว ถึงควรจะพิจารณาหาเวทมนตร์และอาคมจากช่องทางอื่น
ตอนนี้ปัญหาหลักอยู่ที่การเรียนรู้เวทมนตร์
“คุณยังไม่เข้าใจอักขระวิญญาณของตัวเองดีพอ นี่แหละคือสาเหตุที่เวทมนตร์ของคุณมีพลังอ่อนแอ”
มิสลูอิซ่ายกมือขึ้นทำท่าประกอบพลางพูด เธอเล่าประสบการณ์ของตนเองให้แช็ดฟัง
“คุณต้องเข้าใจพลังของพระจันทร์สีเงินอย่างแท้จริง หรืออย่างน้อยก็ต้องสัมผัสถึงมันได้ ไม่ใช่แค่เข้าใจความหมายตามตัวอักษร การเรียนรู้เวทมนตร์ คุณทำตามขั้นตอนมาตรฐานไปก็พอ แต่หนทางสู่ความเชี่ยวชาญนั้น แต่ละคนไม่เหมือนกัน”
มิสลูอิซ่าให้แช็ดสาธิตผลของฟาดฟันจันทร์สีเงินให้ดู รอยแสงสีเงินอันงดงามนั้นทำให้นักเขียนและคุณหมอถึงกับตะลึงไปชั่วขณะ แต่พลังทำลายล้างที่ทำได้เพียงแค่ผ่าแอปเปิ้ลลูกหนึ่ง กลับทำให้พวกเขาขมวดคิ้ว
เมื่อไม่ได้ให้แช็ดสาธิตมายาอีก มิสลูอิซ่าก็ลูบติ่งหูของตนเอง เอียงศีรษะพิงโซฟาแล้วถาม
“มิสเตอร์แฮมิลตัน คุณมองพระจันทร์สีเงินบนท้องฟ้ายามค่ำคืนอย่างไรกันแน่”
“...ก็เหมือนกับที่เขียนไว้ในหนังสือครับ”
แช็ดเพิ่งจะสัมผัสกับดวงจันทร์ดวงนั้นมาไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์ ยังไม่มีความคิดเห็นที่ลึกซึ้งอะไรนัก อย่างมากก็แค่คิดว่าพระจันทร์สีเงินสวยงามมาก
“แบบนี้ไม่ได้นะ บางทีคุณอาจจะลองวิธีอื่นดู เช่น สัมผัสกับวัตถุที่เกี่ยวข้องกับพลังของพระจันทร์สีเงิน เพื่อเพิ่มความเข้าใจให้ลึกซึ้งขึ้น”
คุณหมอแนะนำ ซึ่งก็เป็นวิธีที่เหล่านักเวทวงแหวนทำกันเป็นประจำ หากไม่มีอักขระวิญญาณ ก็ให้ไปสัมผัสกับหนังสือและวัตถุที่เกี่ยวข้อง หากไม่เข้าใจเวทมนตร์ ก็ให้ไปสัมผัสกับพลังที่เกี่ยวข้องกับเวทมนตร์นั้น
“ยืมหนังสือจากวิทยาลัยหรือครับ”
แช็ดถาม ขณะเดียวกันก็คำนวณเงินเก็บอันน้อยนิดของตนเองในใจ
“ก็ได้เหมือนกัน แต่แพงเกินไป ขอฉันคิดดูก่อนนะ”
มิสลูอิซ่าช่วยแช็ดคิดหาวิธีอย่างกระตือรือร้น เธอขมวดคิ้วสวยๆ ของตนเอง มองไปที่คุณหมอก่อน เมื่ออีกฝ่ายส่ายหน้าแล้ว จึงพูดกับแช็ดว่า
“ในกลุ่มของเราตอนนี้ยังไม่มีของที่เกี่ยวกับแสงจันทร์ แต่ในเมืองนี้มีนักเวทวงแหวนอยู่ไม่น้อยเลยนะ”
หลังจากคิดอยู่ครู่หนึ่ง มิสลูอิซ่าก็ยื่นกระดาษโน้ตที่เขียนที่อยู่ให้แช็ด
“ไปที่ร้านนี้ ในมือของจอห์นเฒ่าน่าจะมีของที่คุณต้องการ พอไปเจอเขาแล้ว อย่าลืมบอกว่าฉันเป็นคนแนะนำไปนะ”
“แบบนี้ เขาจะเห็นแก่หน้าคุณ แล้วลดราคาให้ผมบ้างไหมครับ”
แช็ดมองที่อยู่บนกระดาษโน้ต รู้สึกคุ้นตาอย่างยิ่ง
“ไม่ จอห์นเฒ่าจะให้ค่าแนะนำกับลูอิซ่าต่างหาก”
คุณหมอกล่าวพลางยิ้ม แช็ดถึงได้รู้ว่าทำไมที่อยู่นี้ถึงคุ้นตานัก นี่คือโรงรับจำนำที่เขาเคยขายไม้เท้าไปนั่นเอง จอห์นเฒ่าก็คือเจ้าของร้านจอห์น โจนส์
เรื่องเกี่ยวกับเวทมนตร์ก็จบลงเพียงเท่านี้ คุณหมอให้ความสนใจกับสถานการณ์การสลักอักขระวิญญาณ ‘แสงสว่าง’ ของแช็ดมากกว่า
สองวันนี้แช็ดไม่ได้เกียจคร้าน เขาอ่านหนังสือเล่มบางเพียง 43 หน้าเรื่องผู้ไล่ตามแสงอย่างคลุ้มคลั่งจบไปหนึ่งรอบแล้ว
“ถ้าจะให้ผมบอกความรู้สึก หนังสือเล่มนี้เหมือนกับคำพูดเพ้อเจ้อที่ไร้เหตุผล หรือไม่ก็เป็นจินตนาการอันบ้าคลั่งของผู้ป่วยทางจิต”
เนื้อหาไม่มีแก่นเรื่อง ประโยคก่อนหน้ากับประโยคถัดไปไม่มีความเกี่ยวข้องกันเลย หากไม่ใช่เพราะรู้ว่าหนังสือเล่มนี้มีพลัง แช็ดคงไม่คิดจะเปิดอ่านเป็นครั้งที่สองแน่นอน