- หน้าแรก
- โองการกระซิบ
- บทที่ 38 บาทหลวงออกัสแห่งโบสถ์รุ่งอรุณ
บทที่ 38 บาทหลวงออกัสแห่งโบสถ์รุ่งอรุณ
บทที่ 38 บาทหลวงออกัสแห่งโบสถ์รุ่งอรุณ
นอกจากการศึกษาอักขระวิญญาณแก่นแท้แล้ว แช็ดยังได้ทดลองการทดลอง ‘ง่ายๆ’ อื่นๆ ที่กล่าวถึงในสมุดบันทึกของคุณหมออีกด้วย
คุณหมอชไนเดอร์ชี้ให้เห็นว่า พลังที่นักเวทวงแหวนมีคือพลังแห่งความคิดที่ส่งผลกระทบต่อความเป็นจริง ดังนั้นแม้จะไม่เรียนรู้เวทมนตร์และอาคมใดๆ ก็สามารถใช้พลังของตนเองได้ หรือที่เรียกว่า ‘ใจอยู่เหนือวัตถุ’
พลังที่ใช้โดยสัญชาตญาณซึ่งมาจากอักขระวิญญาณแก่นแท้ ในยุคโบราณหลังจากถูกรวบรวมแล้วจะถูกเรียกรวมกันว่า ‘เวทมนตร์’ ส่วนพลังที่ใช้โดยสัญชาตญาณซึ่งเกี่ยวข้องกับความคิดเพียงอย่างเดียวโดยไม่ได้ผ่านการเรียนรู้ หลังจากถูกรวบรวมเป็นระบบแล้วจะถูกเรียกว่า ‘อาคม’
แน่นอนว่า วิทยาลัยเชื่อว่า ในการจำแนกประเภทของ ‘อาคม’ ยังมี ‘เทววิธี’ ที่เกี่ยวข้องกับเหล่าเทพจารีตอยู่ด้วย ซึ่งมาจากความศรัทธาและการประทานให้โดยตรงจากเหล่าเทพจารีต แต่การเรียนรู้ของแช็ดและคุณหมอไม่ได้เกี่ยวข้องกับสิ่งเหล่านี้
ส่วนโบสถ์เชื่อว่าการจำแนกประเภทของ ‘เทววิธี’ ควรแยกออกจากอาคม ทั้งสองอย่างมีความแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
ในช่วงต้นของยุคปัจจุบัน หลังจากการถกเถียงอย่างเผ็ดร้อนต่อเนื่องหลายฝ่ายในวงการวิชาการของนักเวทวงแหวน ‘เทววิธี’ ของเทพจารีตทั้งห้าและเทพเจ้ายุคเก่าที่ยังคงอยู่ ก็ได้ถูกจัดให้อยู่ในระดับเดียวกับ ‘เวทมนตร์’ และ ‘อาคม’ อย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นการแสดงออกอย่างผิวเผินที่สุดของระบบพลังของนักเวทวงแหวน
ส่วนเทววิธีของเหล่าเทพเจ้ายุคเก่าที่ล่มสลายไปแล้วยังคงจัดอยู่ในประเภท ‘อาคม’ เพราะสาวกของพวกเขาไม่มีสิทธิ์มีเสียง
ดังนั้น อาคมเสียงสะท้อนโลหิตที่แช็ดได้รับมาจากเทพเจ้ายุคเก่า ดยุคแห่งแวมไพร์ โลเวลล์นั้น โดยเนื้อแท้แล้วควรจัดเป็นเทววิธีของเทพเจ้ายุคเก่าผู้นี้ เพราะหากไม่ได้รับพลังจากเขาโดยตรง ก็ย่อมไม่อาจเรียนรู้ด้วยวิธีการปกติได้อย่างแน่นอน
ด้วยเหตุนี้ แก่นแท้ของระบบนักเวทวงแหวนคืออักขระวิญญาณ ส่วนเวทมนตร์ที่มีพลังทำลายล้างสูงและเห็นผลชัดเจนแต่ต้องเรียนรู้ผ่านอักขระวิญญาณ อาคมที่มีความสำคัญรองลงมาแต่ทุกคนสามารถเรียนรู้ได้ และเทววิธีที่เกี่ยวข้องกับเทพเจ้าและความศรัทธา คือการแสดงออกถึงพลังของระบบนักเวทวงแหวน
“การเลื่อนระดับวงแหวนต้องใช้อักขระวิญญาณสี่ชนิดคือ ‘ปาฏิหาริย์’ ‘รู้แจ้ง’ ‘ลบหลู่’ และ ‘เสียงกระซิบ’ อย่างละหนึ่ง ส่วนความสัมพันธ์ระหว่างอักขระวิญญาณกับอาคม เทววิธี และเวทมนตร์ ก็คล้ายกับความสัมพันธ์ระหว่าง ‘เต๋า’ กับ ‘ศาสตร์’ จริงๆ ด้วย การรักษาสมดุลระหว่างการได้รับอักขระวิญญาณกับการเรียนรู้เวทมนตร์ก็เป็นเรื่องสำคัญมากเช่นกัน”
นี่คือสิ่งที่คนต่างถิ่นอย่างเขาเข้าใจ
แช็ดใช้นิ้วมือทั้งสองข้างพยายามจุดไฟเผากระดาษแผ่นหนึ่ง ซึ่งก็คือต้นแบบของอาคมง่ายๆ และในการทดลองของวันนี้ เขายังประสบความสำเร็จในการใช้พลังจิตเคลื่อนย้ายวัตถุที่เบามาก หรือที่เรียกว่า ‘เคลื่อนย้ายวัตถุในอากาศ’
เขาคงจะมีพรสวรรค์ในการใช้พลังวิญญาณรูปแบบนี้อย่างมาก นอกจากจะใช้สายตาจ้องจนแทบเลือดออกตาเพื่อเคลื่อนย้ายขนของมีอาตัวน้อยหนึ่งกระจุกและไพ่โรดส์หนึ่งใบแล้ว เมื่อเขารวบรวมสมาธิจ้องมองเป้าหมายเบื้องหน้า กำหมัดชกไปยังหนังสือปกแข็งละเมิดลิขสิทธิ์รวมเล่มเรื่อง ‘บทเพลงส่งท้ายของนักสืบ’ แม้จะไม่ได้สัมผัสกับนิยายที่หนาเหมือนพจนานุกรมเล่มนี้ ก็สามารถทำให้หนังสือลอยไปได้หลายเซนติเมตร ไม่ใช่แค่ถูกลมพัดล้ม
นิยายนักสืบละเมิดลิขสิทธิ์เล่มนี้ไม่ใช่ของที่แช็ดใช้เงินฟุ่มเฟือยซื้อมา แต่เป็นมรดกของนักสืบคนก่อน เป็นหนึ่งในนิยายไม่กี่เล่มที่เขามี ซึ่งรวมถึง ‘ราชินีกับเหล่าชู้รักของนาง’ ‘อัศวินสีเงิน’ และ ‘เศษเสี้ยวจากแนวรบด้านตะวันตก’
เล่มแรกเป็นนิยายวังหลวงที่มีเนื้อหาล่อแหลม เล่มกลางเป็นนิยายผจญภัยของอัศวินแบบดั้งเดิม ส่วนเล่มสุดท้ายเป็นนิยายที่ค่อนไปทางสารคดี
นักสืบสแปร์โรว์ แฮมิลตัน มักจะอ่านหนังสือไม่กี่เล่มนี้อยู่บ่อยๆ รอยพับที่มุมกระดาษโดยไม่ตั้งใจและรอยคราบน้ำชาที่หยดลงบนหน้ากระดาษ ล้วนเป็นเครื่องพิสูจน์ว่างานอดิเรกของเขาคือสิ่งนี้
ส่วนเศษซากชิ้นเดียวที่อยู่ในมือ คือแหวนดูดเลือดระดับบรรณารักษ์วงนั้น แช็ดหาคนเป็นๆ มาทดลองไม่ได้จึงไม่สามารถสัมผัสถึงผลของมันได้อย่างแท้จริง แต่เขาได้ถอดสายโซ่นาฬิกาพกออกมา แล้วทำแหวนวงนั้นเป็นจี้ห้อยคอไว้
การทำเช่นนี้ไม่ถือว่าเป็นการสวมใส่ ดังนั้นตราบใดที่ไม่สวมใส่ตลอด 24 ชั่วโมง ผลกระทบที่มีต่อเขาก็ไม่มากเป็นพิเศษ
แช็ดตั้งใจจะไปปรึกษาคุณหมอและคนอื่นๆ ในวันพรุ่งนี้ เหล่านักเวทวงแหวนสายการศึกษาทางไปรษณีย์ผู้มีประสบการณ์โชกโชน ย่อมต้องให้คำแนะนำในการใช้งานที่ดีได้อย่างแน่นอน
ในที่สุดก็มาถึงวันพุธ แต่แช็ดไม่ได้ตื่นเช้าเพราะความตื่นเต้น แต่เพราะฝันร้ายว่าถูกของหนักทับหน้าอกจนตกใจตื่น
ยามเช้าของฤดูร้อนเพิ่งจะรุ่งสาง แสงที่อ่อนจางจนถึงขีดสุดส่องผ่านม่านที่ปิดสนิทเข้ามาในห้อง ตอนที่แช็ดตื่นขึ้นมายังคงรู้สึกแน่นหน้าอก และหลังจากนั้นประมาณ 5 วินาทีก็ตระหนักได้ว่า มีแมวตัวหนึ่งกำลังนอนทับอยู่ตรงนั้น
ตอนนี้ที่บ้านของแช็ดมีเพียงแมวส้มที่รับฝากเลี้ยงไว้ชั่วคราวตัวเดียว ดังนั้นจึงเป็นมีอาตัวน้อยนั่นเองที่ปลุกแช็ดให้ตื่น
มันจ้องมองด้วยดวงตาสีอำพัน นอนทับอยู่บนผ้าห่มบนหน้าอกของแช็ด พอเห็นเขาตื่นก็กระโดดลงจากเตียงทันที จากเสียงฝีเท้าตึงตัง ดูเหมือนมันจะวิ่งไปยังประตูบ้าน
“เพิ่งมาเมื่อวานครั้งเดียวก็รู้แล้วเหรอ ยังต้องรออีกครึ่งชั่วโมงคนส่งนมถึงจะมานะ”
แช็ดตะโกนบอกแมว พลางจินตนาการถึงหนังสือและหลักสูตรมูลค่า 50 ปอนด์ที่จะได้รับในวันนี้ ปล่อยให้ความกระตือรือร้นเอ่อล้นเต็มอกแล้วจึงลุกจากเตียง
ห้องหมายเลข 1 ที่อยู่ชั้นสองของอพาร์ตเมนต์มีขนาดค่อนข้างใหญ่ แต่ก็มีเพียงสองห้องนอน แช็ดอาศัยอยู่ในห้องที่เล็กกว่า ซึ่งก็เป็นที่อยู่ของเจ้าของร่างเดิมที่ไม่ค่อยเต็มเต็ง ห้องที่ใหญ่กว่าคือห้องที่นักสืบคนก่อนเสียชีวิต แช็ดไม่ได้รู้สึกกลัวอะไรกับเรื่องนี้ แต่ก็ไม่คิดจะย้ายไปอยู่
รออีกสองสามวันหลังจากติดต่อพ่อค้าที่รับซื้อเฟอร์นิเจอร์เก่าได้แล้ว ขนเตียงนั้นออกไป และสอบถามวิธีตรวจจับวิญญาณจากคุณหมอชไนเดอร์แล้ว เขาถึงจะพิจารณาเรื่องย้ายเข้าห้องนอนใหญ่
หลังจากทิ้งมีอาตัวน้อยไว้เฝ้าบ้าน และเตรียมอาหารแมวไว้ในชามเล็กๆ ของมันเพียงพอแล้ว แช็ดจึงออกจากบ้าน
เวลาที่นัดกับคุณหมอคือสิบโมงเช้า และคลินิกก็อยู่ห่างจากจัตุรัสนักบุญเดอเรนค่อนข้างไกล แช็ดคิดว่าตัวเองน่าจะไปถึงได้ประมาณเก้าโมงครึ่ง แต่คงเพราะคาดหวังมากเกินไป ตอนที่เขาเห็นป้ายคลินิกจิตเวชของชไนเดอร์ก็เป็นเวลาเก้าโมงขาดไปหนึ่งนาทีแล้ว
แช็ดไม่ได้ไปที่อื่นเพื่อฆ่าเวลา เขาเดินเข้าไปข้างในทันที คุณหมอได้กำชับพนักงานต้อนรับของคลินิกไว้แล้วว่า วันนี้นักสืบแฮมิลตันที่ ‘เศร้าโศกจากการจากไปของคุณลุง’ จะมา ดังนั้นจึงนำทางแช็ดไปยังห้องตรวจวินิจฉัยทางจิตวิทยาที่อยู่ชั้นสองโดยตรง
หลังจากเคาะประตู คุณหมอก็รีบมาเปิดประตูทันที และในขณะนั้นก็มีคนอื่นอยู่ในห้องแล้ว
ชายชราผมสีเทาสวมชุดสูทสีดำเรียบร้อยลุกขึ้นยืน พยักหน้าเล็กน้อยแล้วยิ้มให้แช็ด รอยยิ้มที่อ่อนโยนทำให้ผู้คนรู้สึกดี ดวงตาของเขาเป็นสีเทาที่พบเห็นได้ทั่วไป ริ้วรอยเหี่ยวย่นซ้อนทับกัน อายุคงจะเกินห้าสิบปีแล้ว แต่ดูมีชีวิตชีวามาก
ส่วนสูงสูงกว่าคุณหมอเล็กน้อย แต่เตี้ยกว่าแช็ด รูปร่างปานกลางค่อนไปทางผอม ดูเหมือนชีวิตจะไม่ค่อยสุขสบายนัก
สายตาของแช็ดถูกดึงดูดโดยจี้ที่ห้อยอยู่บนหน้าอกของชายชรา ตัวจี้ห้อยด้วยสายโซ่เงิน ส่วนรูปลักษณ์ของจี้เป็นวงแหวนทองเหลืองที่มีรอยบาก
นี่คือสัญลักษณ์ศักดิ์สิทธิ์ของเทพจารีต ‘บุรุษรุ่งอรุณ’ หรือก็คือเทพเจ้าแห่งแสงสว่างและเงา และการห้อยสัญลักษณ์ศักดิ์สิทธิ์ไว้ที่หน้าอกเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของนักบวชในโบสถ์
“หืม นักบวชเหรอ ถึงแม้ว่าวิทยาลัยจะไม่ได้เป็นศัตรูกับโบสถ์เทพจารีต แต่ว่า...” แช็ดสงสัยในใจ
“ผมขอแนะนำเสียหน่อย”
เมื่อเห็นความสงสัยของแช็ด คุณหมอชไนเดอร์ก็พูดขึ้นอย่างกระตือรือร้น
“แช็ด นี่คือบาทหลวงแลต ออกัส นักเวทสองวงแหวนของกลุ่มเรา เป็นผู้ศรัทธาที่ซื่อสัตย์ต่อบุรุษรุ่งอรุณ แม้จะเป็นนักบวชในโบสถ์ แต่เขาก็ไม่ได้เป็นนักเวทวงแหวนผ่านช่องทางของโบสถ์ เป็นกรณีหายากที่พรสวรรค์จะตื่นขึ้นในวัยชรา และด้วยความบังเอิญจึงได้เข้าร่วมกับวิทยาลัย เขาไม่มีอคติต่อวิทยาลัย ตราบใดที่พวกเราไม่ทำร้ายโบสถ์รุ่งอรุณ เขาก็จะไม่แจ้งข้อมูลตัวตนของพวกเราให้โบสถ์ทราบ เขาไว้ใจได้”
แม้ว่าตามทฤษฎีแล้วพรสวรรค์ของนักเวทวงแหวนจะปรากฏได้ในทุกช่วงวัย แต่โดยทั่วไปจะกระจุกตัวอยู่ในช่วงอายุ 16 ถึง 40 ปี บาทหลวงออกัสเป็นกรณีที่หายากอย่างยิ่ง
“คุณวางใจได้ ผมสามารถใช้ชื่อเสียงของผม บิลล์ ดี. ชไนเดอร์ เป็นประกันได้เลยว่าบาทหลวงออกัสไว้ใจได้อย่างแน่นอน การที่เขาเข้าร่วมกับพวกเรา ก็ผ่านการตรวจสอบจากสามคนในตอนนั้นซึ่งรวมถึงผมด้วย และยังผ่านการตรวจสอบจากวิทยาลัยอีกด้วย การมีบาทหลวงออกัสอยู่ด้วย การดำเนินการบางอย่างของพวกเราจะสะดวกขึ้นมาก”
คุณหมอพูดอีกครั้ง ชายชราผมสีเทาเดินเข้ามาจับมือกับแช็ดโดยสมัครใจ แช็ดย่อมเชื่อคำพูดของคุณหมออยู่แล้ว จึงรีบยื่นมือออกไปเช่นกัน ฝ่ามือของชายชรากว้างและมีพลังอย่างมาก