- หน้าแรก
- โองการกระซิบ
- บทที่ 21 บททดสอบเข้าเรียนอันเป็นเอกลักษณ์
บทที่ 21 บททดสอบเข้าเรียนอันเป็นเอกลักษณ์
บทที่ 21 บททดสอบเข้าเรียนอันเป็นเอกลักษณ์
แช็ดพยักหน้ารับ พลางจดจำคำพูดของนายแพทย์เกี่ยวกับการตรวจสอบไพ่โรดส์
แต่ลึกๆ แล้วเขาก็ไม่ได้คาดหวังว่าไพ่ในมือจะเป็นของจริงสักเท่าไรนัก แม้จากท่าทีของนักสืบคนก่อนหน้าตอนใกล้ตายจะแสดงให้เห็นว่าอีกฝ่ายเป็นผู้คลั่งไคล้ไพ่โรดส์ตัวยง แต่ถึงอย่างไรเขาก็เป็นเพียงคนธรรมดา มีรายได้พอจัดอยู่ในชนชั้นกลาง จึงไม่มีทางที่จะครอบครองของล้ำค่าเช่นนี้ได้
ส่วนพิพิธภัณฑ์ที่นักสืบแนะนำก่อนตายนั้น คงจะเป็นตลาดมืดแหล่งรวมไพ่โรดส์ของปลอมเสียมากกว่า ดังนั้นแช็ดจึงคิดว่าหากมีเวลา เขาจะไปที่สมาคมนักพยากรณ์เพื่อตรวจสอบให้แน่ใจเสียก่อน แล้วค่อยไปที่พิพิธภัณฑ์
เมื่อตัดสินใจกู้ยืมเงินจากกลุ่มและแก้ปัญหาค่าเล่าเรียนได้แล้ว กระบวนการสมัครเข้าเรียนก็เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ
ตอนแรกแช็ดนึกว่าทางวิทยาลัยจะส่งคนมา แต่กลับกลายเป็นว่านายแพทย์เป็นผู้รับผิดชอบกระบวนการทั้งหมด
“จำไว้ พวกเราเป็นนักเวทวงแหวนแบบศึกษาทางไปรษณีย์ วิทยาลัยมอบความรู้ให้แก่เรา เราต้องผ่านการเรียนและการสอบเพื่อเก็บหน่วยกิตภาคบังคับให้ครบ และทำภารกิจของวิทยาลัยเพื่อเก็บหน่วยกิตภาคปฏิบัติ นี่คือความสัมพันธ์ระหว่างเรากับวิทยาลัย คล้ายกับระบบการจ้างงานแบบพิเศษ ไม่จำเป็นต้องใส่ใจวิทยาลัยมากนัก อย่างน้อยก็ก่อนที่คุณจะได้ไปปีนป่ายธารน้ำแข็งทางเหนือสุดขั้วโลกพร้อมกับพวกเราและได้เข้าไปในวิทยาลัยด้วยตัวเอง”
นายแพทย์โบกมือ ส่วนคุณนักเขียนหญิงกลับเห็นว่าอีกไม่กี่สัปดาห์แช็ดก็จะเข้าใจเรื่องนี้ได้อย่างลึกซึ้ง
นักเวทวงแหวนอย่างเป็นทางการทั้งสองคนต้องแจ้งให้ทางวิทยาลัยทราบว่ามีนักเวทวงแหวนภาคการศึกษาทางไปรษณีย์คนใหม่จะเข้าเรียน และวิธีติดต่อกับวิทยาลัยเซนต์ไบรอนส์ก็คือ เศษซากระดับกวี วัตถุวัดมาตรฐาน ต้นฉบับของกวีโคเฮน
กวีโคเฮนก็เคยเป็นนักศึกษาของวิทยาลัยเซนต์ไบรอนส์เช่นกัน แต่เรื่องนั้นมันเกิดขึ้นในยุคก่อนหน้า แม้ว่ายุคที่ห้าจะมีเพียงผู้ใช้อาคมที่เป็นสตรี แต่วิทยาลัยก็ยังรับนักศึกษาชายจำนวนน้อยเข้าทำการวิจัยบางอย่างที่ไม่ต้องใช้พลังเหนือธรรมชาติ
ต้นฉบับเศษซากของเขามีจำนวนหน้าเกินสามหลัก แต่ละหน้าสามารถใช้ส่งข้อความและวัตถุขนาดเล็กไปยังหน้าปกของต้นฉบับได้
นี่คือวิธีการหลักที่วิทยาลัยเซนต์ไบรอนส์ใช้ในการสื่อสารกับนักเวทวงแหวนภาคการศึกษาทางไปรษณีย์ รวมถึงการแจกจ่ายตำราเรียนและส่งการบ้าน โดยหน้ากระดาษต้นฉบับของกลุ่มคุณหมอชไนเดอร์นั้น อยู่ในความดูแลของนายแพทย์ซึ่งเป็นสมาชิกระดับปีสูงสุดของกลุ่ม
มันคือม้วนกระดาษหนังแกะแผ่นหนึ่ง แต่มีขนาดค่อนข้างใหญ่พอๆ กับหนังสือที่กางออก ตอนนี้บนนั้นว่างเปล่าไม่มีตัวอักษรแม้แต่ตัวเดียว ดูเก่าแก่มาก ถึงขนาดมองเห็นเศษด้ายไหวพลิ้วอยู่บนหน้ากระดาษ
“อย่างแรกคือข้อมูลพื้นฐานของคุณ แล้วก็ค่าเล่าเรียน”
นายแพทย์ให้แช็ดใช้ปากกาหมึกซึมสีน้ำเงินเขียนข้อมูลคร่าวๆ เช่น ที่อยู่ อายุ อาชีพ ประวัติความเป็นมาลงบนกระดาษจดหมาย จากนั้นจึงวางซองจดหมายที่บรรจุธนบัตรปึกหนึ่งลงบนหน้ากระดาษต้นฉบับ
พร้อมกับแสงที่สว่างวาบ ซองจดหมายที่ใส่เงินปอนด์และกระดาษข้อมูลก็อันตรธานหายไป
ผ่านไปหลายสิบวินาที ใบเสร็จรับเงินแผ่นหนึ่งก็ปรากฏขึ้นบนหน้ากระดาษต้นฉบับ บนใบเสร็จมีข้อความระบุจำนวนเงินที่รับไว้เป็นสองภาษาที่ใช้กันทั่วไปในภาคพื้นทวีปเก่าตอนนี้ คือภาษาเดลาริออนและภาษาคาร์เซนลิก อีกทั้งยังมีตราประทับของวิทยาลัยด้วย
“เป็นมืออาชีพจริงๆ”
ใบเสร็จถูกเก็บไว้ที่นายแพทย์ชั่วคราว เมื่อแช็ดใช้เงินคืนแล้วค่อยมารับกลับไป
“จากนั้นคือการทดสอบความน่าเชื่อถือ วิทยาลัยจำเป็นต้องทดสอบนักเวทวงแหถวนภาคการศึกษาทางไปรษณีย์ที่จะเข้าเรียน ว่าเป็นสมาชิกลัทธินอกรีต หรือเป็นผู้ที่มีเจตนาแอบแฝงปิดบังอดีตหรือไม่ วิทยาลัยเองก็มีความลับของตัวเองเช่นกัน ไม่สามารถให้คนนอกล่วงรู้ได้ง่ายๆ”
นายแพทย์กล่าวอย่างสบายๆ
“แล้วจะทดสอบยังไงล่ะครับ?”
แช็ดกลับรู้สึกกังวลอยู่บ้าง อดีตของเจ้าของร่างเดิมที่ไม่ค่อยเต็มเต็งนั้นไม่น่าเป็นห่วง แต่เขากังวลเรื่องตัวตนการเป็นผู้ข้ามมิติของตัวเอง
เมื่อได้ยินคำถามของแช็ด นายแพทย์ยังไม่ทันได้เอ่ยปาก คุณโดโรธี ลูอิซ่าก็ชิงตอบก่อนด้วยรอยยิ้ม
“น่าคิดถึงจังเลยนะ นี่มันเป็นขั้นตอนมาตรฐานไปแล้ว...โปรดเขียนบทความไม่ต่ำกว่าแปดร้อยคำ เกี่ยวกับความคิดของคุณเรื่องความดีความชั่ว และความเป็นระเบียบกับความโกลาหล”
“หา?”
แช็ดนึกว่าตัวเองหูฝาดไป
“ขั้นตอนนี้มีไว้เพื่อยืนยันว่าผู้สมัครอ่านออกเขียนได้ด้วย วิทยาลัยไม่รับนักศึกษาที่ไม่รู้หนังสือ แช็ด ฉันรู้ว่าคุณรู้หนังสือไม่มาก ดังนั้นเขียนง่ายๆ ก็พอ”
นายแพทย์กล่าวอย่างเป็นมิตร
“แต่ทำไมต้องเขียนบทความด้วยล่ะครับ? ผมนึกว่าจะเป็นการถามตอบแบบจับเท็จเสียอีก”
การเขียนบทความทำให้แช็ดโล่งใจ สิ่งที่เขากลัวที่สุดก็คือการถามตอบแบบจับเท็จนั่นแหละ หากมีการถามถึง “อดีต” ขึ้นมา เขาคงต้องเจอปัญหาใหญ่แน่
“การจับเท็จอย่างไรก็ยังมีวิธีโกงได้ แต่บทความสะท้อนความคิดที่ต่อเนื่องของคนคนหนึ่ง สะท้อนทัศนคติและนิสัยแท้จริงที่แม้แต่เจ้าตัวเองก็ไม่รู้ตัว แบบนี้จะน่าเชื่อถือกว่า แล้วก็มีเอกลักษณ์ตามยุคสมัยมากกว่าด้วย”
“โอ้ คุณนักสืบ ตอนนี้ไม่ใช่ยุคแห่งความโกลาหลแล้วนะ แต่มันคือยุคแห่งอารยธรรมและจักรกลไอน้ำ การทดสอบเข้าเรียนก็ต้องมีอารยธรรมขึ้นมาหน่อยสิ”
คุณนักเขียนหญิงเอนกายพิงโซฟาอย่างสบายอารมณ์ เธอชอบใจที่ได้เห็นคนอื่นถูกบังคับให้เขียนบทความ
ดังนั้นแช็ดจึงถูกบังคับให้ทำ “แบบทดสอบเรียงความเข้าเรียน” จำนวนแปดร้อยคำ เขาฟังออกอ่านเข้าใจ แต่การพูดและการเขียนยังต้องอาศัยความรู้ที่เสียงในหัวมอบให้ จึงยังคงเป็นเรื่องที่ค่อนข้างลำบาก แต่นั่นก็ทำให้คุณหมอชไนเดอร์ที่เฝ้าดูอยู่แน่ใจว่าการสืบสวนเกี่ยวกับแช็ดคนเดิมของเขานั้นไม่มีปัญหา
ความดีความชั่วกับความเป็นระเบียบความโกลาหลเป็นหัวข้อที่ค่อนข้างกว้าง แปดร้อยคำดูเหมือนจะเยอะ แต่หากตั้งใจเขียนจริงๆ อาจจะยังเขียนได้ไม่ถึงบทนำด้วยซ้ำ
แช็ดอาศัยหลักการ ‘ยิ่งเขียนน้อยยิ่งผิดน้อย’ แบ่งบททดสอบย่อยนี้ออกเป็นสี่ย่อหน้า ย่อหน้าแรกกล่าวถ้อยคำสละสลวย ย่อหน้าที่สองเขียนถึงความดีความชั่ว ย่อหน้าที่สามเขียนถึงความเป็นระเบียบและความโกลาหล ส่วนย่อหน้าสุดท้ายเป็นการสรุป
เมื่อทำเช่นนี้ ความคิดก็ลื่นไหลขึ้นมาก และแช็ดก็ถนัดการเขียนในลักษณะนี้อย่างยิ่ง
ระหว่างที่แช็ดกำลังเขียนบททดสอบ นายแพทย์เองก็ไม่ได้อยู่เฉย
ขั้นตอนการรับสมัครมาตรฐานของเซนต์ไบรอนส์ยังรวมถึงการให้นักเวทวงแหวนในกลุ่มนำผู้มีพรสวรรค์ไปแก้ไขเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องลึกลับหนึ่งครั้ง เพื่อตัดสินว่านิสัยของผู้มีพรสวรรค์นั้นเหมาะสมที่จะเป็นนักเวทวงแหวนหรือไม่
เหตุการณ์เก็บกู้นาฬิกาพกนับถอยหลังชีวิตเมื่อช่วงเช้าก็ใช้ได้ แต่ก็ต้องยื่นรายงานอธิบายการแสดงออกของผู้มีพรสวรรค์ด้วย
ดังนั้นขณะที่แช็ดเขียนเรียงความ นายแพทย์ก็ต้องเขียนรายงาน ซึ่งอย่างหลังอาจจะยุ่งยากกว่าเล็กน้อย แต่มิสลูอิซ่านั้นดีใจมาก เพราะมีเพียงเธอคนเดียวที่ไม่ต้องเขียนอะไร
ระหว่างที่ชายหนุ่มทั้งสองก้มหน้าก้มตาเขียน เธอก็ยกถ้วยชานั่งมองพวกเขาด้วยสีหน้าที่เปี่ยมสุขอย่างบอกไม่ถูก
เรียงความและรายงานถูกส่งไปพร้อมกันผ่านต้นฉบับ ผ่านไปนานกว่าครึ่งชั่วโมง ใบตอบรับเข้าเรียนที่ระบุชื่อเต็มของแช็ดจึงถูกส่งกลับมา ผลการประเมินคือ “ยอดเยี่ยม” ระหว่างนั้นทั้งสามคนก็พูดคุยกันไปเรื่อยๆ เพื่อให้ความรู้พื้นฐานแก่แช็ด
“จริงๆ แล้วผลการประเมินเข้าเรียนมีแค่ยอดเยี่ยมกับไม่ผ่านเกณฑ์ ไม่ได้แบ่งเป็นยอดเยี่ยม เกินความคาดหมาย ผ่านเกณฑ์ ไม่ผ่านเกณฑ์ และเลวร้ายสุดๆ เหมือนผลประเมินรายปีกับสรุปปลายปีหรอกนะ”
นายแพทย์กระซิบเสริม
“นี่เป็นลูกเล่นเล็กๆ น้อยๆ ของวิทยาลัย เพื่อสร้างความประทับใจให้คุณน่ะ”
นักเขียนสาวผมทองก็เสริมเช่นกัน
แช็ดรู้สึกขบขันกับเรื่องนี้ แต่ก็ทำให้เขาสัมผัสได้ว่าวิทยาลัยแห่งนี้เป็นทางการมาก ไม่ใช่แค่องค์กรเล็กๆ ทั่วไป
“ถ้าอย่างนั้น ขั้นตอนต่อไป ผมจะช่วยให้คุณได้เป็นนักเวทวงแหวนอย่างเป็นทางการ ผลักบานประตูสู่โลกเหนือธรรมชาติ หลังจากที่คุณได้รับอักขระแก่นแท้แล้ว ถึงจะสามารถยืนยันภาควิชาที่คุณจะเข้าร่วมได้ ส่วนตำราเรียนกับเอกสารการเรียนจะถูกส่งมาในอีกสามวันให้หลัง เพราะวิทยาลัยก็ต้องใช้เวลาเตรียมของพวกนี้เหมือนกัน”