เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 21 บททดสอบเข้าเรียนอันเป็นเอกลักษณ์

บทที่ 21 บททดสอบเข้าเรียนอันเป็นเอกลักษณ์

บทที่ 21 บททดสอบเข้าเรียนอันเป็นเอกลักษณ์


แช็ดพยักหน้ารับ พลางจดจำคำพูดของนายแพทย์เกี่ยวกับการตรวจสอบไพ่โรดส์

แต่ลึกๆ แล้วเขาก็ไม่ได้คาดหวังว่าไพ่ในมือจะเป็นของจริงสักเท่าไรนัก แม้จากท่าทีของนักสืบคนก่อนหน้าตอนใกล้ตายจะแสดงให้เห็นว่าอีกฝ่ายเป็นผู้คลั่งไคล้ไพ่โรดส์ตัวยง แต่ถึงอย่างไรเขาก็เป็นเพียงคนธรรมดา มีรายได้พอจัดอยู่ในชนชั้นกลาง จึงไม่มีทางที่จะครอบครองของล้ำค่าเช่นนี้ได้

ส่วนพิพิธภัณฑ์ที่นักสืบแนะนำก่อนตายนั้น คงจะเป็นตลาดมืดแหล่งรวมไพ่โรดส์ของปลอมเสียมากกว่า ดังนั้นแช็ดจึงคิดว่าหากมีเวลา เขาจะไปที่สมาคมนักพยากรณ์เพื่อตรวจสอบให้แน่ใจเสียก่อน แล้วค่อยไปที่พิพิธภัณฑ์

เมื่อตัดสินใจกู้ยืมเงินจากกลุ่มและแก้ปัญหาค่าเล่าเรียนได้แล้ว กระบวนการสมัครเข้าเรียนก็เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ

ตอนแรกแช็ดนึกว่าทางวิทยาลัยจะส่งคนมา แต่กลับกลายเป็นว่านายแพทย์เป็นผู้รับผิดชอบกระบวนการทั้งหมด

“จำไว้ พวกเราเป็นนักเวทวงแหวนแบบศึกษาทางไปรษณีย์ วิทยาลัยมอบความรู้ให้แก่เรา เราต้องผ่านการเรียนและการสอบเพื่อเก็บหน่วยกิตภาคบังคับให้ครบ และทำภารกิจของวิทยาลัยเพื่อเก็บหน่วยกิตภาคปฏิบัติ นี่คือความสัมพันธ์ระหว่างเรากับวิทยาลัย คล้ายกับระบบการจ้างงานแบบพิเศษ ไม่จำเป็นต้องใส่ใจวิทยาลัยมากนัก อย่างน้อยก็ก่อนที่คุณจะได้ไปปีนป่ายธารน้ำแข็งทางเหนือสุดขั้วโลกพร้อมกับพวกเราและได้เข้าไปในวิทยาลัยด้วยตัวเอง”

นายแพทย์โบกมือ ส่วนคุณนักเขียนหญิงกลับเห็นว่าอีกไม่กี่สัปดาห์แช็ดก็จะเข้าใจเรื่องนี้ได้อย่างลึกซึ้ง

นักเวทวงแหวนอย่างเป็นทางการทั้งสองคนต้องแจ้งให้ทางวิทยาลัยทราบว่ามีนักเวทวงแหวนภาคการศึกษาทางไปรษณีย์คนใหม่จะเข้าเรียน และวิธีติดต่อกับวิทยาลัยเซนต์ไบรอนส์ก็คือ เศษซากระดับกวี วัตถุวัดมาตรฐาน ต้นฉบับของกวีโคเฮน

กวีโคเฮนก็เคยเป็นนักศึกษาของวิทยาลัยเซนต์ไบรอนส์เช่นกัน แต่เรื่องนั้นมันเกิดขึ้นในยุคก่อนหน้า แม้ว่ายุคที่ห้าจะมีเพียงผู้ใช้อาคมที่เป็นสตรี แต่วิทยาลัยก็ยังรับนักศึกษาชายจำนวนน้อยเข้าทำการวิจัยบางอย่างที่ไม่ต้องใช้พลังเหนือธรรมชาติ

ต้นฉบับเศษซากของเขามีจำนวนหน้าเกินสามหลัก แต่ละหน้าสามารถใช้ส่งข้อความและวัตถุขนาดเล็กไปยังหน้าปกของต้นฉบับได้

นี่คือวิธีการหลักที่วิทยาลัยเซนต์ไบรอนส์ใช้ในการสื่อสารกับนักเวทวงแหวนภาคการศึกษาทางไปรษณีย์ รวมถึงการแจกจ่ายตำราเรียนและส่งการบ้าน โดยหน้ากระดาษต้นฉบับของกลุ่มคุณหมอชไนเดอร์นั้น อยู่ในความดูแลของนายแพทย์ซึ่งเป็นสมาชิกระดับปีสูงสุดของกลุ่ม

มันคือม้วนกระดาษหนังแกะแผ่นหนึ่ง แต่มีขนาดค่อนข้างใหญ่พอๆ กับหนังสือที่กางออก ตอนนี้บนนั้นว่างเปล่าไม่มีตัวอักษรแม้แต่ตัวเดียว ดูเก่าแก่มาก ถึงขนาดมองเห็นเศษด้ายไหวพลิ้วอยู่บนหน้ากระดาษ

“อย่างแรกคือข้อมูลพื้นฐานของคุณ แล้วก็ค่าเล่าเรียน”

นายแพทย์ให้แช็ดใช้ปากกาหมึกซึมสีน้ำเงินเขียนข้อมูลคร่าวๆ เช่น ที่อยู่ อายุ อาชีพ ประวัติความเป็นมาลงบนกระดาษจดหมาย จากนั้นจึงวางซองจดหมายที่บรรจุธนบัตรปึกหนึ่งลงบนหน้ากระดาษต้นฉบับ

พร้อมกับแสงที่สว่างวาบ ซองจดหมายที่ใส่เงินปอนด์และกระดาษข้อมูลก็อันตรธานหายไป

ผ่านไปหลายสิบวินาที ใบเสร็จรับเงินแผ่นหนึ่งก็ปรากฏขึ้นบนหน้ากระดาษต้นฉบับ บนใบเสร็จมีข้อความระบุจำนวนเงินที่รับไว้เป็นสองภาษาที่ใช้กันทั่วไปในภาคพื้นทวีปเก่าตอนนี้ คือภาษาเดลาริออนและภาษาคาร์เซนลิก อีกทั้งยังมีตราประทับของวิทยาลัยด้วย

“เป็นมืออาชีพจริงๆ”

ใบเสร็จถูกเก็บไว้ที่นายแพทย์ชั่วคราว เมื่อแช็ดใช้เงินคืนแล้วค่อยมารับกลับไป

“จากนั้นคือการทดสอบความน่าเชื่อถือ วิทยาลัยจำเป็นต้องทดสอบนักเวทวงแหถวนภาคการศึกษาทางไปรษณีย์ที่จะเข้าเรียน ว่าเป็นสมาชิกลัทธินอกรีต หรือเป็นผู้ที่มีเจตนาแอบแฝงปิดบังอดีตหรือไม่ วิทยาลัยเองก็มีความลับของตัวเองเช่นกัน ไม่สามารถให้คนนอกล่วงรู้ได้ง่ายๆ”

นายแพทย์กล่าวอย่างสบายๆ

“แล้วจะทดสอบยังไงล่ะครับ?”

แช็ดกลับรู้สึกกังวลอยู่บ้าง อดีตของเจ้าของร่างเดิมที่ไม่ค่อยเต็มเต็งนั้นไม่น่าเป็นห่วง แต่เขากังวลเรื่องตัวตนการเป็นผู้ข้ามมิติของตัวเอง

เมื่อได้ยินคำถามของแช็ด นายแพทย์ยังไม่ทันได้เอ่ยปาก คุณโดโรธี ลูอิซ่าก็ชิงตอบก่อนด้วยรอยยิ้ม

“น่าคิดถึงจังเลยนะ นี่มันเป็นขั้นตอนมาตรฐานไปแล้ว...โปรดเขียนบทความไม่ต่ำกว่าแปดร้อยคำ เกี่ยวกับความคิดของคุณเรื่องความดีความชั่ว และความเป็นระเบียบกับความโกลาหล”

“หา?”

แช็ดนึกว่าตัวเองหูฝาดไป

“ขั้นตอนนี้มีไว้เพื่อยืนยันว่าผู้สมัครอ่านออกเขียนได้ด้วย วิทยาลัยไม่รับนักศึกษาที่ไม่รู้หนังสือ แช็ด ฉันรู้ว่าคุณรู้หนังสือไม่มาก ดังนั้นเขียนง่ายๆ ก็พอ”

นายแพทย์กล่าวอย่างเป็นมิตร

“แต่ทำไมต้องเขียนบทความด้วยล่ะครับ? ผมนึกว่าจะเป็นการถามตอบแบบจับเท็จเสียอีก”

การเขียนบทความทำให้แช็ดโล่งใจ สิ่งที่เขากลัวที่สุดก็คือการถามตอบแบบจับเท็จนั่นแหละ หากมีการถามถึง “อดีต” ขึ้นมา เขาคงต้องเจอปัญหาใหญ่แน่

“การจับเท็จอย่างไรก็ยังมีวิธีโกงได้ แต่บทความสะท้อนความคิดที่ต่อเนื่องของคนคนหนึ่ง สะท้อนทัศนคติและนิสัยแท้จริงที่แม้แต่เจ้าตัวเองก็ไม่รู้ตัว แบบนี้จะน่าเชื่อถือกว่า แล้วก็มีเอกลักษณ์ตามยุคสมัยมากกว่าด้วย”

“โอ้ คุณนักสืบ ตอนนี้ไม่ใช่ยุคแห่งความโกลาหลแล้วนะ แต่มันคือยุคแห่งอารยธรรมและจักรกลไอน้ำ การทดสอบเข้าเรียนก็ต้องมีอารยธรรมขึ้นมาหน่อยสิ”

คุณนักเขียนหญิงเอนกายพิงโซฟาอย่างสบายอารมณ์ เธอชอบใจที่ได้เห็นคนอื่นถูกบังคับให้เขียนบทความ

ดังนั้นแช็ดจึงถูกบังคับให้ทำ “แบบทดสอบเรียงความเข้าเรียน” จำนวนแปดร้อยคำ เขาฟังออกอ่านเข้าใจ แต่การพูดและการเขียนยังต้องอาศัยความรู้ที่เสียงในหัวมอบให้ จึงยังคงเป็นเรื่องที่ค่อนข้างลำบาก แต่นั่นก็ทำให้คุณหมอชไนเดอร์ที่เฝ้าดูอยู่แน่ใจว่าการสืบสวนเกี่ยวกับแช็ดคนเดิมของเขานั้นไม่มีปัญหา

ความดีความชั่วกับความเป็นระเบียบความโกลาหลเป็นหัวข้อที่ค่อนข้างกว้าง แปดร้อยคำดูเหมือนจะเยอะ แต่หากตั้งใจเขียนจริงๆ อาจจะยังเขียนได้ไม่ถึงบทนำด้วยซ้ำ

แช็ดอาศัยหลักการ ‘ยิ่งเขียนน้อยยิ่งผิดน้อย’ แบ่งบททดสอบย่อยนี้ออกเป็นสี่ย่อหน้า ย่อหน้าแรกกล่าวถ้อยคำสละสลวย ย่อหน้าที่สองเขียนถึงความดีความชั่ว ย่อหน้าที่สามเขียนถึงความเป็นระเบียบและความโกลาหล ส่วนย่อหน้าสุดท้ายเป็นการสรุป

เมื่อทำเช่นนี้ ความคิดก็ลื่นไหลขึ้นมาก และแช็ดก็ถนัดการเขียนในลักษณะนี้อย่างยิ่ง

ระหว่างที่แช็ดกำลังเขียนบททดสอบ นายแพทย์เองก็ไม่ได้อยู่เฉย

ขั้นตอนการรับสมัครมาตรฐานของเซนต์ไบรอนส์ยังรวมถึงการให้นักเวทวงแหวนในกลุ่มนำผู้มีพรสวรรค์ไปแก้ไขเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องลึกลับหนึ่งครั้ง เพื่อตัดสินว่านิสัยของผู้มีพรสวรรค์นั้นเหมาะสมที่จะเป็นนักเวทวงแหวนหรือไม่

เหตุการณ์เก็บกู้นาฬิกาพกนับถอยหลังชีวิตเมื่อช่วงเช้าก็ใช้ได้ แต่ก็ต้องยื่นรายงานอธิบายการแสดงออกของผู้มีพรสวรรค์ด้วย

ดังนั้นขณะที่แช็ดเขียนเรียงความ นายแพทย์ก็ต้องเขียนรายงาน ซึ่งอย่างหลังอาจจะยุ่งยากกว่าเล็กน้อย แต่มิสลูอิซ่านั้นดีใจมาก เพราะมีเพียงเธอคนเดียวที่ไม่ต้องเขียนอะไร

ระหว่างที่ชายหนุ่มทั้งสองก้มหน้าก้มตาเขียน เธอก็ยกถ้วยชานั่งมองพวกเขาด้วยสีหน้าที่เปี่ยมสุขอย่างบอกไม่ถูก

เรียงความและรายงานถูกส่งไปพร้อมกันผ่านต้นฉบับ ผ่านไปนานกว่าครึ่งชั่วโมง ใบตอบรับเข้าเรียนที่ระบุชื่อเต็มของแช็ดจึงถูกส่งกลับมา ผลการประเมินคือ “ยอดเยี่ยม” ระหว่างนั้นทั้งสามคนก็พูดคุยกันไปเรื่อยๆ เพื่อให้ความรู้พื้นฐานแก่แช็ด

“จริงๆ แล้วผลการประเมินเข้าเรียนมีแค่ยอดเยี่ยมกับไม่ผ่านเกณฑ์ ไม่ได้แบ่งเป็นยอดเยี่ยม เกินความคาดหมาย ผ่านเกณฑ์ ไม่ผ่านเกณฑ์ และเลวร้ายสุดๆ เหมือนผลประเมินรายปีกับสรุปปลายปีหรอกนะ”

นายแพทย์กระซิบเสริม

“นี่เป็นลูกเล่นเล็กๆ น้อยๆ ของวิทยาลัย เพื่อสร้างความประทับใจให้คุณน่ะ”

นักเขียนสาวผมทองก็เสริมเช่นกัน

แช็ดรู้สึกขบขันกับเรื่องนี้ แต่ก็ทำให้เขาสัมผัสได้ว่าวิทยาลัยแห่งนี้เป็นทางการมาก ไม่ใช่แค่องค์กรเล็กๆ ทั่วไป

“ถ้าอย่างนั้น ขั้นตอนต่อไป ผมจะช่วยให้คุณได้เป็นนักเวทวงแหวนอย่างเป็นทางการ ผลักบานประตูสู่โลกเหนือธรรมชาติ หลังจากที่คุณได้รับอักขระแก่นแท้แล้ว ถึงจะสามารถยืนยันภาควิชาที่คุณจะเข้าร่วมได้ ส่วนตำราเรียนกับเอกสารการเรียนจะถูกส่งมาในอีกสามวันให้หลัง เพราะวิทยาลัยก็ต้องใช้เวลาเตรียมของพวกนี้เหมือนกัน”

จบบทที่ บทที่ 21 บททดสอบเข้าเรียนอันเป็นเอกลักษณ์

คัดลอกลิงก์แล้ว