เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 2 พินัยกรรมของนักสืบ

บทที่ 2 พินัยกรรมของนักสืบ

บทที่ 2 พินัยกรรมของนักสืบ


“พินัยกรรมและคำขอแบบนี้ ฟังดูก็รู้ว่าไม่ชอบมาพากล”

บนใบหน้าของแช็ดซึ่งถูกกุมมืออยู่ข้างเตียงไม่ได้แสดงสีหน้าอะไรออกมามากนัก แต่เขารู้ดีว่าการที่นักสืบสามารถคาดการณ์ความตายของตนเองได้อย่างแม่นยำ ทั้งยังรับคนจรจัดที่ดูสติปัญญาไม่ค่อยดีนักมาเลี้ยงดูก่อนตาย และมอบทรัพย์สินทั้งหมดของตนให้เพียงเพื่อแลกกับคำขอที่ฟังดูเรียบง่ายข้อหนึ่ง เช่นนั้นแล้ว คำขอข้อนี้ย่อมไม่มีวันเรียบง่ายอย่างแน่นอน

อีกฝ่ายคงไม่ได้มีสถานะเป็นแค่นักสืบธรรมดา แต่แช็ดผู้ครอบครองร่างใหม่นี้ก็ไม่ใช่คนเดิมอีกต่อไป ถึงแม้แช็ดคนก่อนจะไม่รู้ความจริง แต่ผู้มาเยือนจากต่างถิ่นเช่นเขาในตอนนี้ย่อมเข้าใจดีว่า ตนเองไม่ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องที่ฟังดูก็รู้ว่าไม่ชอบมาพากลเช่นนี้โดยง่าย มิฉะนั้น…

“ถ้าเธอไม่ตกลง ฉันรับรองได้เลยว่าหลังจากฉันตายไป เธอจะไม่ได้เงินของฉันแม้แต่เพนนีเดียว ทุกสิ่งทุกอย่างที่นี่ก็จะไม่เป็นของเธอ เธอจะกลับไปเป็นคนจรจัดอีกครั้ง ไม่มีตะเกียงแก๊ส ไม่มีเตาผิง ไม่มีอาหารสามมื้อ หรือแม้กระทั่งเตียงนอน เธอจะต้องกลับไปใช้ชีวิตแบบเดิม…”

แต่แช็ดก็จำต้องตกลง เพราะในโลกใบนี้เขาไม่มีอะไรเลย เมื่อเทียบระหว่างการกลับไปเป็นคนจรจัดแล้วเริ่มต้นสร้างตัวใหม่ กับการเข้าไปพัวพันกับเรื่องยุ่งยากแต่ได้รับมรดก แช็ดรู้ว่าทั้งสองทางเลือกล้วนไม่ดีทั้งนั้น แต่เขาก็ต้องเลือกสักทางหนึ่ง

ยิ่งไปกว่านั้น การที่มายืนฟังเรื่องราวเหล่านี้อยู่ตรงนี้ก็ถือว่าได้เข้ามามีส่วนร่วมแล้ว ดังนั้นการจะถอนตัวจึงเป็นไปไม่ได้ แช็ดรู้จักประเมินสถานการณ์ และรู้จักชั่งน้ำหนักสถานะของตนเองดี

เพียงแต่...การตายของมิสเตอร์สแปร์โรว์ แฮมิลตันผู้นี้ จะเกี่ยวข้องกับเรื่องเหนือธรรมชาติหรือไม่? จะเกี่ยวข้องกับเสียงในหัวของเขาหรือเปล่า

เขาคิดในใจ แต่ก็ไม่สามารถวิเคราะห์หาข้อสรุปที่ลึกซึ้งไปกว่านั้นได้ ทว่ากลับไม่คาดคิดว่าเสียงในหัวของเขาจะดังขึ้นมาในตอนนี้

[เกี่ยวข้องกับสิ่งเหนือธรรมชาติ เขาตายเพราะ ‘เศษซาก’ ชิ้นหนึ่ง เรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับคุณ]

น้ำเสียงนั้นยังคงฟังดูสง่างามและเยือกเย็นเช่นเคย แม้ข้อมูลจะสั้นมาก แต่เสียงกระซิบนั้นก็ยังคงไพเราะราวกับกำลังขับขานบทกวี

“เศษซาก?”

ในภาษาโบราณอันสง่างามที่สตรีผู้นั้นใช้ คำนี้เป็นศัพท์เฉพาะ ภาษาย่อมมีความหมายที่แตกต่างกันไป และในภาษาที่สตรีผู้นั้นใช้ คำศัพท์เฉพาะคำนี้มีความหมายกว้างขวางมาก มีความหมายในทำนอง “วัตถุผนึก” “วัตถุกักกัน” หรือ “วัตถุต้องสาป”

แช็ดดีใจมากที่ตนเองฟังภาษานี้ออก เขาอ่านความหมายจากคำศัพท์นั้นได้ว่า ‘วัตถุพิเศษที่สามารถใช้พลังเหนือธรรมชาติได้ แต่ก็อันตรายอย่างยิ่งยวด!’

เรื่องนี้ทำให้แช็ดเกิดการคาดเดาที่ไม่สู้ดีนักเกี่ยวกับโลกใบนี้

“แล้ว...คุณเป็นใครกันแน่?”

เสียงนั้นไม่ได้อธิบายความหมายของคำศัพท์นี้ แช็ดจึงถามกลับไปในใจ จากการที่อีกฝ่ายตอบคำถามของเขา ทำให้เขาเข้าใจว่าอีกฝ่ายก็เป็นตัวตนที่สามารถคิดได้เช่นกัน

[ฉันก็คือคุณ]

เสียงกระซิบตอบกลับมาเบา ๆ วิธีการพูดที่แผ่วเบาราวเสียงกระซิบนั้นทำให้แช็ดรู้สึกขนลุกชันไปทั้งหลัง

แต่แช็ดก็แค่ส่งเสียงหึในลำคอเบา ๆ เขาแน่ใจว่าร่างกายนี้เป็นของผู้ชาย เสียงในหัวย่อมไม่ใช่เจ้าของร่างเดิมอย่างแน่นอน

เมื่อมองดูแสงจากโคมไฟหัวเตียงที่ส่องกระทบผิวหนังอันเหี่ยวย่นไร้ชีวิตชีวาของชายบนเตียง แช็ดจึงเอ่ยกับเขาว่า

“ผมเข้าใจแล้วครับ”

“แช็ด ฉันมีเวลาเหลืออีกสิบนาที ต่อจากนี้ถ้าเธอมีคำถามอะไรก็ถามมาให้หมดเลย”

อีกฝ่ายพูดในสิ่งที่น่าทึ่งออกมาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า แต่แช็ดรู้ว่าถ้าสิ่งที่อีกฝ่ายพูดเป็นความจริงทั้งหมด คำถามต่อจากนี้ไปจะกลายเป็นกุญแจสำคัญในการตั้งหลักในโลกใบนี้ของเขา เขาจะต้องรอบคอบ

“การตาย...ของคุณดู...ไม่ปกติ”

เขาแสร้งทำเป็นพูดช้า ๆ ทำทีเหมือนคนสมองไม่ดี การพูดแบบนี้ค่อนข้างลำบาก คำถามแรกเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ของตนเองหลังจากที่อีกฝ่ายตายไปแล้ว แช็ดต้องแน่ใจว่าสาเหตุที่ทำให้นักสืบผู้นี้ตาย จะไม่ส่งผลกระทบมาถึงตนเอง

“ที่ผ่านมา เราไม่ได้คุยกันเรื่องนี้จริง ๆ ฉันรู้ว่าเธอกังวลมาตลอด...ไม่ต้องกังวลไปหรอก การตายของฉันในอีกสักครู่อาจทำให้เธอตกใจกลัว แต่ไม่ต้องกังวล การตายของฉันจะไม่ส่งผลกระทบถึงเธอ ฉันต้องการให้เธอทำภารกิจในอีกสามเดือนข้างหน้าให้สำเร็จ ดังนั้นฉันจึงรับประกันเรื่องนี้ได้ คนที่ฆ่าฉันก็จะไม่ปรากฏตัวขึ้นอีกแน่นอน อย่างไรเสีย พวกคนธรรมดาอย่างเราก็ไม่ควรค่าแก่การที่อีกฝ่ายจะมาสนใจ”

ข้อมูลที่ได้รับนับว่าไม่เลวเลย ชายบนเตียงไม่ได้ตั้งใจจะปิดบังอะไร

“คน...ธรรมดา?”

ครั้งนี้แช็ดลังเลใจจริง ๆ

“เธอไม่จำเป็นต้องรู้ อันที่จริงแม้แต่ฉันเองก็ไม่ค่อยเข้าใจเท่าไร พวกนักเวทวงแหวน ผู้ใช้พลังลึกลับสี่องค์ประกอบ ‘ปาฏิหาริย์’ ‘รู้แจ้ง’ ‘ลบหลู่’ ‘เสียงกระซิบ’ โบสถ์เทพจารีตทั้งห้าและสถาบันเวทมนตร์ทั้งสาม โลกที่น่ากลัวใบนี้...ช่างมันเถอะ ลืมที่ฉันพูดเมื่อกี้ไปซะ เธอจะมีชีวิตที่ดีกว่านี้ จำไว้ เธอไม่รู้อะไรทั้งนั้น”

ชายบนเตียงพยายามเน้นย้ำ แช็ดทำได้เพียงจดจำคำศัพท์เหล่านี้ไว้ แล้วพยักหน้า

“ได้ครับ ผมไม่รู้อะไรทั้งนั้น”

เขาคาดเดาว่า ‘นักเวทวงแหวน’ คือชื่อเรียกผู้ใช้พลังลึกลับในโลกนี้ ส่วน ‘ปาฏิหาริย์’ ‘รู้แจ้ง’ ‘ลบหลู่’ ‘เสียงกระซิบ’ เป็นส่วนหนึ่งของระบบพลังงาน และโบสถ์เทพจารีตกับสถาบันเวทมนตร์คือกองกำลังหลักของผู้ใช้พลังลึกลับ

นักสืบธรรมดาคนหนึ่งไม่น่าจะรู้เรื่องราวมากมายขนาดนี้ ความลับของนักสืบแฮมิลตันมีมากมายจริง ๆ

แต่แช็ดไม่ได้ถามเรื่องนี้ต่อ เขาต้องใช้เวลาที่มีอยู่อย่างจำกัดทำให้อีกฝ่ายยอมบอกข้อมูลเพิ่มเติมออกมาอย่างเต็มใจ แทนที่จะต้องมาคอยระแวงสงสัยและพยายามจับผิดคำโกหกกับความจริง

“หลังจากที่...คุณตายไปแล้ว ผมจะ...ใช้ชีวิตอย่างไร? ผมไม่ใช่นักสืบ ...ผมอ่านหนังสือ...ไม่ค่อยออก”

ถึงแม้เวลาจะกระชั้นชิด แต่เขาก็ไม่สามารถพูดเร็วกว่านี้ได้ ไม่ใช่แค่เพราะแสร้งทำ แต่ยังเป็นเพราะแช็ดยังไม่สามารถใช้ภาษานี้ได้อย่างคล่องแคล่ว สถานการณ์ที่เหมือนกำลังวิ่งแข่งแต่ทำได้แค่เดินนี้ ทำให้เขาค่อนข้างร้อนใจ แต่เขาก็ไม่สามารถแสดงความร้อนใจออกมาได้ ดังนั้นในใจจึงยิ่งร้อนรนมากขึ้น

“ไม่เป็นไร ทำตามที่ฉันเคยสอนเธอไว้ก็พอแล้ว เธอแค่ต้องอยู่ที่นี่สามเดือน หลังจากสามเดือนก็ขายของทุกอย่างทิ้ง แล้วไปใช้ชีวิตในชนบท ที่นั่นเหมาะกับเธอมากกว่า พอให้เธอใช้ชีวิตอย่างสงบสุขไปได้ตลอดชีวิต...อย่างไรเสีย ค่าครองชีพก็ต่ำกว่าหน่อย”

คงเป็นเพราะหมดแรงจริง ๆ ชายบนเตียงจึงไม่ได้พูดให้จบประโยค แต่แช็ดไม่มีความทรงจำในอดีตเลย ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายเคยสอนอะไรไว้ เขาขอความช่วยเหลือจากเสียงในหัว แต่เสียงนั้นก็ไม่ได้ปรากฏขึ้นมา

“คุณยังมีอะไรที่ต้องสั่งเสียผมอีกไหมครับ?”

แช็ดถามเป็นครั้งที่สาม คำถามนี้ก็ผ่านการไตร่ตรองมาอย่างดีแล้วจึงพูดออกมา

“จำคำพูดที่ฉันบอกเธอตลอดสามเดือนนี้ให้ดี จำคำของานง่าย ๆ ที่ฉันทิ้งไว้ในบันทึกช่วยจำ เธอสามารถลองทำดูได้ เพื่อให้สำนักงานนักสืบยังคงดำเนินต่อไปได้ แล้วก็...ไพ่ในสมุดบันทึกเล่มนี้”

ชายผู้ใกล้สิ้นลมชี้ไปที่หัวเตียง เขาปล่อยมือจากแช็ด แช็ดจึงก้มลงหยิบสมุดบันทึกขึ้นมา ปกหนังสีน้ำตาลถูกรัดไว้ด้วยตัวล็อกแม่เหล็ก สมุดบันทึกเล่มนี้ได้รับการดูแลรักษาอย่างดีจากผู้ใช้

แช็ดส่งสมุดบันทึกให้มิสเตอร์แฮมิลตันบนเตียง แต่คนหลังส่ายหน้า ตอนนี้เขาแทบจะพูดไม่ได้แล้ว

ดังนั้นแช็ดจึงเปิดสมุดบันทึกด้วยตัวเอง พลิกดูคร่าว ๆ แต่ละหน้าเป็นวันที่ต่อเนื่องกัน เขียนทั้งหน้าและหลัง ส่วนใหญ่มีเพียงประโยคเดียว ‘วันนี้ไม่มีอะไร เงินเก็บเหลือน้อยแล้ว’ ส่วนน้อยจะบันทึกความคืบหน้าของงานที่สำนักงานได้รับมอบหมาย

พลิกไปถึงกลางสมุดบันทึก การพลิกหน้าที่ดังพรึ่บพรั่บก็หยุดลง มีไพ่แข็งใบหนึ่งคั่นอยู่ตรงนั้น แช็ดควบคุมตนเองไม่ให้เลิกคิ้วขึ้น เมื่อเห็นว่าเป็นไพ่สี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดเล็กกว่าฝ่ามือ

หลังจากหยิบออกมา เขารู้สึกว่าผิวของไพ่เหมือนมีชั้นขี้ผึ้งใสเคลือบอยู่ เพื่อป้องกันไพ่จากสภาพแวดล้อม แต่เมื่อลูบดูอย่างละเอียด ก็รู้สึกว่ามันเหมือนชั้นหนังใส ๆ แช็ดไม่รู้ว่าทำไมจู่ ๆ ก็นึกถึงหนังมนุษย์ขึ้นมา

ไพ่ไม่ได้หนามากนัก อาศัยแสงไฟในห้องก็สามารถมองเห็นได้

ด้านที่แช็ดคิดว่าเป็นด้านหลัง เป็นรูปสัญลักษณ์นามธรรมของดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และดวงดาวซ้อนทับกันเป็นรูปทรงที่แปลกประหลาด

ด้านที่แช็ดคิดว่าเป็นด้านหน้า วาดรูปสตรีผู้หนึ่งหันหน้าไปด้านข้างจนมองไม่เห็นใบหน้าทั้งหมด นั่งตะแคงอยู่บนเก้าอี้ขาสูง มือหนึ่งประคองดวงจันทร์ไว้

ผมสีเงิน ใบหน้าด้านข้างเผยรอยยิ้ม สวมชุดคลุมยาว แต่สีสันของไพ่ไม่ค่อยหลากหลาย มีเพียงสีขาว สีดำ และโทนสีเย็นที่อยู่ใกล้เคียงกับสองสีนี้

มุมขวาบนของด้านหน้ามีตัวเลข 3 มุมซ้ายบนเป็นสัญลักษณ์เล็ก ๆ ของดวงอาทิตย์ ระหว่างสองสิ่งนี้ คือตรงกลางด้านบนของไพ่ มีวงกลมสีขาววาดเส้นแนวตั้งสีดำอยู่

ด้านล่างของรูปสตรี คือด้านล่างของไพ่ มีพื้นที่ว่างเล็กน้อย เขียนตัวอักษรเล็ก ๆ ไว้หนึ่งแถว

[เมื่อใช้ไพ่ใบนี้ สามารถปรับเปลี่ยนตัวเลขได้ในช่วง 1 ถึง 5]

ไพ่ดูไม่ใหม่มากนัก เมื่อมองจากด้านข้างใต้แสงไฟสลัวในห้อง จะเห็นร่องรอยความเสียหายที่สังเกตได้ยาก แต่ก็เห็นได้ว่าเจ้าของพยายามเก็บรักษาไว้อย่างดี

แช็ดเข้าใจข้อความบนไพ่ทั้งหมดได้อย่างน่าประหลาด เหมือนกับที่เขาสามารถฟังชายและหญิงพูดคุยกันได้

“แปลกจริง ๆ ทะลุมิติมาแล้วฟังออก อ่านออก แต่กลับพูดไม่ได้”

เขาคิดในใจ แล้วถามเสียงเบา

“นี่คืออะไรครับ?”

“ไพ่ที่มีค่ามาก ใช้ร่วมกับไพ่ธรรมดาหนึ่งสำรับ 54 ใบที่เราใช้กันทั่วไป เป็นไพ่สุริยัน 3 จากสี่ชุดดอก [1] คือสุริยัน จันทรา ดารา และบุปผา แต่ไพ่ใบนี้เป็นรุ่นพิเศษ ลวดลายหายาก มีมูลค่าในการสะสมสูงมาก เก็บไว้ในสมุดบันทึก อย่าให้โดนน้ำหรือพับครึ่ง และอย่าแสดงให้ใครเห็นง่าย ๆ แต่ถ้าจนตรอกจริง ๆ ให้ไปที่พิพิธภัณฑ์ของสะสมเบอร์มิงแฮมในเมืองโทเบสก์ คนที่นั่นรู้คุณค่าของมัน...ไพ่โรดส์ ของสะสมที่สำคัญที่สุดในชีวิตของฉัน…”

แช็ดพยักหน้า จดจำคำว่า ‘ไพ่โรดส์’ เอาไว้ เข้าใจว่านี่เป็นเกมไพ่ที่ค่อนข้างแพร่หลายในโลกนี้ และไพ่สุริยัน 3 ใบนั้นก็มีลักษณะเดียวกับเหรียญที่ระลึกหรือแสตมป์ที่ระลึก

เขาจึงสอดไพ่กลับเข้าไปในสมุดบันทึกดังเดิม ถึงแม้ไพ่ใบนี้จะดูประณีตไปหน่อย แต่เมื่อพิจารณาจากกำลังการผลิตของยุคสมัยที่ประเมินจากของตกแต่งในห้องนอนแล้ว โลกนี้สามารถผลิตของประเภทนี้ได้ ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องสงสัยอะไรมาก

“มิสเตอร์ คุณยังมีอะไรจะพูดอีกไหม?”

แช็ดถามอีกครั้ง ตอนนี้ให้ฝ่ายตรงข้ามพูดเองน่าจะดีกว่าตนเองเป็นฝ่ายถาม

“แช็ด”

มิสเตอร์แฮมิลตันจับมือแช็ดอีกครั้ง สายตามองไปยังชายหนุ่มข้างเตียง แววตาอ่อนโยนลงเล็กน้อย

“ฉันรู้ว่าฉันไม่ใช่คนดีมาแต่ไหนแต่ไร แต่การที่ลากเธอเข้ามาพัวพันด้วย ฉันเสียใจจริง ๆ สามเดือนหลังจากนี้ ก็ออกจากเมืองโทเบสก์ไปซะ เมืองหลวงใหญ่แบบนี้ไม่เหมาะกับเธอ…

“แต่ฉันคิดว่า ถ้าเธอเข้าใจ ก็คงจะคิดว่าการที่ฉันพาเธอออกมาจากชีวิตคนจรจัด เป็นทางเลือกที่ถูกต้องแล้ว สมองของเธอไม่ค่อยดี จำไว้ว่าต่อไปอย่าเชื่อคำพูดของคนอื่นง่าย ๆ โดยเฉพาะอย่าเชื่อคำพูดของคนที่พยายามจะให้เธอควักเงินออกมาเด็ดขาด ฉันติดต่อกับสุสานสาธารณะโทเบสก์ไว้แล้ว เลือกหลุมศพไว้แล้วด้วย อีกเดี๋ยวคนขนศพก็จะมา เธอไม่ต้องตามไป ในบ้านหลังนี้ ใช้ทักษะการใช้ชีวิตที่ฉันสอนเธอ ใช้ชีวิตไปอีกสามเดือนนะ”

“แช็ด ฉันเสียใจจริง ๆ…ขอให้โชคดี”

......

[1] ไพ่ที่รู้จักโดยทั่วไป 1 สำรับมี 52 ใบ ไพ่แต่ละสำรับมี 4 ดอก ได้แก่ โพดำ (♤) โพแดง (♥) ข้าวหลามตัด (♢) และดอกจิก (♧) ส่วนไพ่โรดส์เป็นการหยิบยืมองค์ประกอบมาแต่เปลี่ยนรูปแบบเป็น สุริยัน จันทรา ดารา และบุปผา รวมถึงหน้าไพ่ก็จะมีความแตกต่างกันไป

จบบทที่ บทที่ 2 พินัยกรรมของนักสืบ

คัดลอกลิงก์แล้ว