- หน้าแรก
- โองการกระซิบ
- บทที่ 1 ชายผู้ใกล้ตาย (อารัมภบท: งานเลี้ยงโลหิตของคนต่างถิ่น)
บทที่ 1 ชายผู้ใกล้ตาย (อารัมภบท: งานเลี้ยงโลหิตของคนต่างถิ่น)
บทที่ 1 ชายผู้ใกล้ตาย (อารัมภบท: งานเลี้ยงโลหิตของคนต่างถิ่น)
“เธอจำที่ฉันพูดได้หมดแล้วหรือยัง?”
ในที่สุดแช็ดก็ได้สติกลับคืนมาจากความงุนงง เขามองทุกสิ่งรอบตัวด้วยความสับสน
วินาทีก่อนหน้าในความทรงจำ เขากำลังช่วยเพื่อนจัดการงานศพ วินาทีต่อมา เขาก็มาอยู่ที่นี่แล้ว
นี่คือห้องนอนแห่งหนึ่ง แต่ไม่ใช่ห้องนอนในศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดอย่างแน่นอน แสงสีเหลืองนวลในห้องไม่สว่างนัก พื้นไม้สีคล้ำยังพอสะอาดอยู่ แต่ผนังเริ่มมีสีเหลืองซีดแล้ว ที่มุมห้องมีกองหนังสือวางซ้อนกันอย่างโย้เย้เหมือนจะล้มลงมา ข้างๆ กองหนังสือมีชั้นวางซึ่งมีของประดับอย่างกาโลหะและกรอบรูปวางอยู่
...รูปถ่ายเหล่านั้นล้วนเป็นสีขาวดำ
นอกจากภาพวาดสีน้ำมันแล้ว บนผนังยังมีท่อโลหะสองท่อ พอจะมองเห็นว่าข้อต่อของท่อเริ่มขึ้นสนิมแล้ว ท่อเส้นที่บางกว่าแยกออกเป็นแขนงหนึ่งตรงโต๊ะหนังสือ ส่วนโต๊ะไม้สีน้ำตาลตัวนั้นเต็มไปด้วยกระดาษ ลิ้นชักทั้งสองข้างเปิดแง้มอยู่ พอจะมองเห็นกระดาษเอกสารข้างใน
บนโต๊ะหนังสือ โคมไฟที่เชื่อมต่อกับท่อทองเหลืองยังคงส่องสว่างอยู่ รูปทรงปากแตรของโคมไฟที่ดูหนักอึ้งนั้นแปลกใหม่ยิ่งนัก...
“หืม? ไม่ใช่ตะเกียงไฟฟ้า? ตะเกียงแก๊ส?”
ยากที่จะบอกได้จากการสังเกตว่าเป็นตะเกียงแก๊สหรือไม่ แต่ท่อที่เลื้อยอยู่บนผนังและตะเกียงที่เชื่อมต่อกับท่อนั้น ดูยังไงก็ไม่น่าใช่ตะเกียงไฟฟ้า แสงสีเหลืองนวลไม่สว่างนัก ส่องสว่างได้เพียงบริเวณโต๊ะหนังสือ แต่กลับทำให้แช็ดรู้สึกอบอุ่นอย่างน่าประหลาด
อาศัยแสงนี้ เขามองเห็นภาพวาดสีน้ำมันตกแต่งบนผนัง เห็นรูปถ่ายเดี่ยวขาวดำบนโต๊ะหนังสือ และเห็นหนังสือพิมพ์ที่กางอยู่บนพื้นในเงามืด มองไม่เห็นเนื้อหาใดๆ บนหนังสือพิมพ์ แต่เห็นว่าเป็นตัวอักษรในกรอบสี่เหลี่ยมไม่ใช่ตัวอักษรจีน
ความรู้สึกย้อนยุคเช่นนี้ ไม่ว่าที่นี่จะเป็นที่ไหน ก็ไม่ใช่บ้านเกิดของเขาอีกต่อไปแล้ว
ในอากาศมีกลิ่นเน่าเหม็นจางๆ แต่ก็เหมือนกลิ่นในโรงจัดงานศพมากกว่า แช็ดจำกลิ่นนี้ได้ดี เพราะก่อนหน้านี้เขายังช่วยเพื่อนที่เสียชีวิตอย่างโชคร้ายอยู่เลย
“เธอจำที่ฉันพูดได้หมดแล้วหรือยัง?”
เสียงนั้นดังขึ้นอีกครั้ง แช็ดจึงตื่นจากความงุนงงโดยสมบูรณ์ ชายหนุ่มรู้สึกได้อย่างรวดเร็วว่ามีคนกำลังจับข้อมือขวาของเขาอยู่ ขณะนี้จิตสำนึกและร่างกายหลอมรวมกันอย่างสมบูรณ์ เขาจึงก้มศีรษะลงไปมอง
เขายืนอยู่ข้างเตียงในห้องนอนของผู้ชายที่ดูเหมือนจะอยู่ในศตวรรษที่สิบเก้า เตียงนั้นเป็นเตียงสี่เสา แต่มีม่านแขวนเพียงสามด้าน ตัวเตียงและส่วนที่มองเห็นได้ตรงหัวเตียง ล้วนส่องประกายสีโลหะอยู่ใต้แสงตะเกียงแก๊สที่หัวเตียง
ตะเกียงหัวเตียงนั้นมีรูปทรงเป็นเทวดาน้อยกำลังประคองไว้ แช็ดถูกรูปทรงอันงดงามนี้ดึงดูดอยู่ครู่หนึ่ง
คนที่จับมือเขาอยู่คือชายที่นอนอยู่บนเตียง ชายวัยกลางคนที่น่าจะเป็นเจ้าของห้องนอนนี้สวมชุดนอนลายสก็อตสีเข้ม นอกจากศีรษะและมือขวาแล้ว ร่างกายทั้งหมดซ่อนอยู่ในผ้าห่ม
ใบหน้าเป็นคนขาวอย่างเห็นได้ชัด แต่ดวงตากลับโบ๋ลึก แก้มห้อยย้อย มือขวาที่จับข้อมือแช็ดอยู่ก็ผอมแห้งจนน่ากลัว สภาพเช่นนี้ราวกับคนที่จะอดตายทั้งเป็น แช็ดถึงกับเชื่อว่าหากพูดเสียงดังขึ้นอีกนิด เขาคงต้องอ้อนวอนชายผู้นี้ไม่ให้ตายไป
ตอนนี้แช็ดยังไม่รู้อะไรเลย ต้องอาศัยข้อมูลจากชายผู้นี้เพื่อทำความเข้าใจสถานการณ์
“หรือว่า...นี่คือการข้ามโลก?”
เขาคิดในใจ พอจะเข้าใจสถานการณ์ในปัจจุบันได้คร่าวๆ
โชคดีที่ชายบนเตียงแม้จะอ่อนแอ แต่ก็ยังไม่มีรอยเขียวช้ำตามตัว มิฉะนั้น แช็ดคงต้องกังวลกับสถานการณ์ของตัวเองแล้วจริงๆ
“เธอจำที่ฉันพูดได้หมดแล้วหรือยัง?”
ชายผู้ร่วงโรยบนเตียงถามเป็นครั้งที่สาม ดวงตาสีน้ำตาลของเขาจมลึกลงไปในเบ้าตา แต่กลับจ้องมองแช็ดอย่างไม่ลดละ
แม้แช็ดจะไม่เข้าใจว่าเหตุใดตนจึงข้ามมิติมาที่นี่อย่างกะทันหัน แต่เขารู้ว่าตอนนี้ควรจะแสดงละครต่อไป อย่างน้อยก็ต้องเข้าใจสถานการณ์ในปัจจุบันก่อน แล้วจึงค่อยวางแผนสำหรับอนาคต
เขาอ้าปากจะพูด แต่แล้วก็ตระหนักว่าอีกฝ่ายไม่ได้พูดภาษาจีน และไม่ใช่ภาษาใดๆ ที่เขารู้จัก แต่แช็ดกลับเข้าใจได้อย่างน่าประหลาด เขาอยากจะตอบกลับด้วยภาษาของอีกฝ่าย แต่เมื่ออ้าปากเล็กน้อย เขาก็พบว่าตนเองฟังเข้าใจแต่พูดไม่ได้เลย
“ไม่นะ! ฟังเข้าใจแต่พูดไม่ได้?”
ในชั่วพริบตาหูของเขาก็อื้ออึง หลังของเขาเริ่มคันเพราะความตึงเครียด การไม่สามารถพูดภาษาของชาวโลกอื่นได้ ไม่ใช่สิ่งที่เขาคาดการณ์ไว้ นี่เป็นสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด
เสียงหึ่งๆ ดังขึ้นในหัว ทันใดนั้นเขาก็ตระหนักว่าเสียงนี้ไม่ได้เกิดจากความตึงเครียดของเขา เขาเข้าใจเสียงในหัวนั้น เป็นเสียงผู้หญิง ผู้หญิงคนหนึ่งกำลังพูด เป็นเสียงกระซิบ
[ยุคที่หก ปีปฏิทินสากล 1853 ฤดูร้อน วันที่พระจันทร์สีเงินสาดแสงเจิดจ้า คุณได้มาถึงโลกอันมืดมนนี้แล้ว คุณรู้ว่าตนเองต้องการตัวตน ดังนั้นคุณต้องสืบทอดทุกสิ่งทุกอย่างของร่างกายที่ได้มาอย่างปริศนานี้ นี่คือขั้นแรก ไปพิสูจน์ พิสูจน์ว่าคุณจักสามารถเข้าสู่โลกใบนี้ได้]
“ระบบ?”
ปฏิกิริยาแรกคือ นี่คือระบบในตำนาน แต่แล้วก็ตระหนักได้ทันทีว่านี่ไม่ใช่ระบบอย่างแน่นอน
เสียงของผู้หญิงคนนั้นไพเราะและนุ่มนวลเป็นพิเศษ ราวกับกำลังขับขานบทกวีด้วยเสียงกระซิบ ทำให้ผู้คนเคลิบเคลิ้ม แต่ภาษาที่เธอใช้ แตกต่างจากภาษาจีน และภาษาของชายผู้ร่วงโรยบนเตียง
ภาษานั้นโบราณกว่า ลึกลับกว่า ราวกับสายลมจากยุคโบราณที่พัดผ่านม่านแห่งกาลเวลามาสู่ปัจจุบัน ภาษานั้นเองก็เป็นรูปธรรมของความลี้ลับ เพียงแค่เข้าใจความหมายของภาษา แช็ดก็ราวกับได้เห็นความมืดมิดที่ลึกลับที่สุด
แม้แช็ดจะเข้าใจภาษาที่สองนี้อีก แต่เพียงแค่การฟังเข้าใจภาษานี้ก็ทำให้หัวของเขาอื้ออึงไปหมด กระเพาะอาหารของร่างกายใหม่ก็เกิดอาการบีบรัดจนคลื่นไส้
นี่คือแรงกดดันทางจิตใจ ภาษาที่เสียงในหัวใช้เองก็มีพลังเหนือธรรมชาติ
“นี่คือภาษาของโลกนี้! สิ่งที่อยู่ในหัวไม่ใช่ระบบ แต่มันมีอยู่แล้วในร่างกายเดิม!”
แช็ดตัดสินใจอย่างรวดเร็ว พร้อมกับดวงตาที่หรี่เล็กลง เขาก็เกิดการคาดเดาที่น่ากลัวยิ่งขึ้นจากสิ่งที่เห็นตรงหน้า
“โลกใหม่ โลกที่ดูคล้ายยุควิคตอเรีย ยุคแห่งจักรกลไอน้ำนี้ เป็นโลกที่มีอยู่ของสิ่งเหนือธรรมชาติและความลี้ลับ!”
เขาไม่ใช่คนที่ไม่ยอมรับความจริง ในเมื่อการข้ามมิติเกิดขึ้นแล้ว การมีอยู่ของสิ่งเหนือธรรมชาติก็ไม่ใช่เรื่องที่ยอมรับไม่ได้เสียทีเดียว เพียงแต่ตอนนี้ภารกิจแรกคือการทำความเข้าใจสถานการณ์ปัจจุบัน ตอบคำถามของชายผู้นี้ และรู้ให้ได้ว่าตนเองเป็นใคร
ดังนั้น แช็ดจึงพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะสื่อสารกับเสียงในหัวด้วยภาษาของตนเอง
“ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร โปรดฟังให้ดี ผมต้องการยอมรับทุกสิ่งทุกอย่างของร่างกายนี้ แต่ผมไม่มีความทรงจำของร่างกายนี้ ไม่มีนิสัยการใช้ภาษาของร่างกายนี้”
[ตอนนี้ คุณมีแล้ว]
ราวกับมีก้อนอิฐถูกยัดเข้ามาในกะโหลกศีรษะของเขา และถูกเขย่าด้วยความประสงค์ร้ายอีกสองสามครั้ง แช็ดคิดว่าการที่เขายังไม่สลบไปถือเป็นปาฏิหาริย์
เขาไม่ได้รับความทรงจำของร่างกายเดิม แต่ถูกยัดเยียดความรู้บางอย่างเข้ามา ความรู้เกี่ยวกับ “ภาษาเดลาริออน ภาษาที่ใช้กันทั่วไปของมนุษย์ในอาณาจักรทางเหนือ” แต่ความรู้นี้เป็นเพียงแค่มีอยู่ เหมือนเครื่องแปลภาษา เขายังไม่สามารถเข้าใจมันได้อย่างถ่องแท้ ไม่เข้าใจสำนวน คำสแลง วัฒนธรรมทางศาสนา ตำนาน หรือนิสัยการใช้ภาษาทั้งหมด
“ขอโทษครับมิสเตอร์ ผมรู้สึกไม่ค่อยสบาย คุณช่วยทวนเรื่องที่คุณให้ผมจำอีกครั้งได้ไหมครับ”
อาศัยความรู้นี้ เขาแปลภาษาจีนในหัวเป็น “ภาษาที่ใช้กันทั่วไปของมนุษย์ทางเหนือ” ของโลกอื่นทีละคำทีละคำ แล้วจงใจพูดออกมาด้วยสำเนียงแปล ชายผู้ร่วงโรยที่จับมือแช็ดอยู่บีบมือแรงขึ้น ยากที่จะเชื่อว่าข้อมือที่ผอมแห้งขนาดนี้จะมีพลังขนาดนี้
“เธอยังเป็นแบบนี้อยู่เรื่อย สมองไม่ค่อยดีนัก... เอาเถอะ ฉันจะพูดอีกครั้ง”
ดูเหมือนเจ้าของร่างเดิมจะไม่ค่อยฉลาดนัก คำพูดของแช็ดจึงยังไม่ทำให้เกิดความสงสัย
“แช็ด” (ออกเสียงคล้ายเซี่ยเต๋อในภาษาจีน - ผู้แปล)
การออกเสียงชื่อคล้ายกันมาก
“ฉันกำลังจะตาย ฉันรู้ล่วงหน้าสามเดือนว่าฉันจะตาย ดังนั้นฉันจึงเลือกเธอมาจากในหมู่คนจรจัด เปลี่ยนแปลงชีวิตเธอ ให้ชื่อใหม่แก่เธอ ให้เธอเรียนรู้การอ่านเขียนอย่างง่ายๆ เข้าใจความรู้พื้นฐานบางอย่าง และเมื่อฉันตายไป เธอจะได้รับทุกสิ่งทุกอย่างของฉัน สำนักงานนักสืบของฉัน ทรัพย์สินทั้งหมดของฉัน แต่เธอต้องทำเรื่องหนึ่งให้ฉัน เป็นเรื่องง่ายๆ เรื่องหนึ่ง...”
แม้จะพูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนแอ แต่ดวงตาที่น่ากลัวคู่นั้นกลับจ้องมองแช็ดราวกับหมาป่าใกล้ตาย ความน่าสะพรึงกลัวที่แสดงออกมาในแววตานั้น ทำให้คนต่างถิ่นที่ไม่เข้าใจโลกนี้เกิดความหวาดหวั่นในใจ
แช็ดพยายามหายใจให้สม่ำเสมอที่สุด แต่ก็ไม่ได้กล้าสบตากับอีกฝ่าย ไม่ใช่ว่าตอนนี้แช็ดกลัว หากเป็นเพราะจากคำพูดเมื่อครู่นี้ เขาได้เข้าใจสถานการณ์ของเจ้าของร่างเดิมคร่าวๆ แล้ว
ดังนั้น ตอนนี้เขาไม่ควรจะสบตากับชายผู้นี้ แต่ควรจะหลบสายตาด้วยความหวาดกลัว นี่จึงจะสอดคล้องกับการตั้งค่าตัวละครที่รู้แล้ว
“สืบทอดสำนักงานนักสืบของฉัน ไม่ว่าเธอจะใช้ที่นี่ทำอะไร อย่างน้อยต้องทำให้มันเปิดทำการอยู่เสมอ จนกระทั่งสามเดือนหลังวันที่ 5 กันยายน 1853 เมื่อถึงตอนนั้นเธอจะได้รับจดหมายฉบับหนึ่ง นำจดหมายนั้นกลับมาแล้วเผาทิ้ง นี่คือค่าตอบแทนที่เธอจะได้รับมรดกทั้งหมดของฉัน”
มือของเขาจับมือแช็ดไว้แน่น แม้แช็ดจะแสร้งทำเป็นดิ้นรนเล็กน้อยตามบท แต่ก็ไม่คิดว่าตนเองจะหลุดออกไปได้ พลังของอีกฝ่ายล้นเหลือจริงๆ
“นี่คือข้อเรียกร้องเดียวของฉัน สแปร์โรว์ แฮมิลตัน ที่จะทิ้งมรดกไว้ให้เธอ แช็ด แฮมิลตัน”