- หน้าแรก
- ภารกิจปั้นจอมยุทธ์ด้วยยาเทพ
- บทที่ 03 [ยินดีต้อนรับสู่เรือนโอสถเป่ยเสวียน]
บทที่ 03 [ยินดีต้อนรับสู่เรือนโอสถเป่ยเสวียน]
บทที่ 03 [ยินดีต้อนรับสู่เรือนโอสถเป่ยเสวียน]
บทที่ 03 [ยินดีต้อนรับสู่เรือนโอสถเป่ยเสวียน]
◉◉◉◉◉
ต้าหมิง เมืองฝูโจว ณ ป่าเขาลึกแห่งหนึ่ง
คุณชายในชุดหรูหรา คาดกระบี่ล้ำค่าที่เอว บนไหล่มีเหยี่ยวล่าสัตว์ ด้านหลังสะพายคันธนูยาว... 'หลินผิงจือ'
กำลังยืนอยู่ท่ามกลางวงล้อมของเหล่าผู้ติดตามที่กำลังรุมเยินยอเขาอย่างออกรส
ที่แทบเท้าของเขา มีร่างไร้วิญญาณของเสือโคร่งตัวมหึมานอนแน่นิ่งอยู่ พร้อมลูกธนูปักคาอยู่
"เอาล่ะๆ ก็แค่เสือตัวเดียวเอง ข้าก็ใช่ว่าจะไม่เคยล่ามาก่อนซะหน่อย"
หลินผิงจือแสร้งทำเป็นพูดนิ่งๆ
แต่แววตาแห่งความภาคภูมิใจนั้นปิดอย่างไรก็ไม่มิด
เสือใต้เท้าเขานี่ไม่ใช่เสือไก่กาอาราเล่ แต่เป็นถึงจ้าวป่าแห่งขุนเขาแถบนี้เชียวนะ!
มองไปทั่วเมืองฝูโจว ในบรรดารุ่นเดียวกัน นอกจากเขาหลินผิงจือแล้ว ใครจะมีปัญญาฆ่ามันได้?
"เดี๋ยวตอนกลับเข้าเมือง ต้องเดินอ้อมหน่อยนะ ให้พวกนั้นได้เห็นฝีมือของคุณชายคนนี้ซะบ้าง!"
"ยินดีต้อนรับสู่เรือนโอสถเป่ยเสวียน"
ในขณะที่หลินผิงจือยิ้มกระหยิ่มในใจ จู่ๆ ก็มีเสียงดังกังวานใสราวกับแก้ว ดังขึ้นในหัวของเขา
ทำเอาเขาสะดุ้งโหยงแทบจะกระโดดตัวลอย
"ใคร!?"
หลินผิงจือตะโกนเสียงกร้าว
ถึงหน้าจะซีดเผือด แต่ปฏิกิริยาตอบโต้ถือว่าไม่เลว เขาง้างธนูเตรียมยิงทันที
ท่าทางของเขาทำเอาคนอื่นๆ หน้าถอดสี
รีบชักอาวุธออกมาคุ้มกันระวังภัยรอบทิศ
ทว่า มองหาจนทั่วก็ไม่เห็นความผิดปกติใดๆ ได้แต่หันมองหน้ากันเลิ่กลั่ก
"นายน้อย?"
มีคนหนึ่งเอ่ยถามอย่างลังเล ไม่รู้ว่านายน้อยของตนกำลังเล่นละครฉากไหนอีก
หลินผิงจือมองคนผู้นั้นด้วยแววตาตื่นตระหนก ปากขยับพะงาบๆ แต่ไม่มีเสียงเล็ดลอดออกมา
เสียงนั่นมันประหลาดเกินไป!
มันเหมือนดังขึ้นมาจากก้นบึ้งของวิญญาณเขาเลย
"พวกเจ้า... ไม่ได้ยินอะไรเลยเหรอ?"
ผ่านไปครู่ใหญ่ หลินผิงจือถึงกลืนน้ำลายเอ่ยถามเสียงสั่น
พอเห็นทุกคนส่ายหน้าพร้อมกัน หน้าเขาก็ยิ่งซีดหนักกว่าเดิม
กวาดตามองรอบตัว แล้วก้มมองซากเสือในกองเลือด พลันนึกถึงเรื่องเล่าขานชาวบ้านเกี่ยวกับอาถรรพ์จ้าวป่า
ทันใดนั้น ความหนาวเย็นยะเยือกก็แล่นจากฝ่าเท้าขึ้นสู่สมอง
"กลับ! กลับเมือง! เร็วเข้า!"
ท่ามกลางเสียงเอะอะโวยวาย หลินผิงจือวิ่งสามก้าวควบเป็นหนึ่งก้าวตรงไปยังม้าของตน
ตอนนี้เขาแค่อยากจะไปให้พ้นจากที่นี่ เรื่องอวดสาวอวดชาวบ้านอะไรนั่น ลืมไปให้หมด
"ภูตผีปีศาจอะไร ไม่มีทั้งนั้นแหละ ข้าคงเหนื่อยเกินไป พอกลับไปต้องพักผ่อนเยอะๆ ซะแล้ว"
ระหว่างทางกลับ หลินผิงจือที่ขวัญเสียได้แต่ปลอบใจตัวเองไปตลอดทาง
แม้จะมีเสียงดังขึ้นเป็นระยะ เขาก็เลือกที่จะเมินเฉย ทำหูทวนลมราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
...
ผาไม้ดำ ตำหนักเจ้าลัทธิ
'บูรพาไม่แพ้' ในชุดคลุมสีแดงเพลิง กำลังเดินลมปราณอยู่ท่ามกลางศาลารายล้อมด้วยดอกไม้นานาพันธุ์
ชั่วขณะหนึ่ง
"ยินดีต้อนรับสู่เรือนโอสถเป่ยเสวียน"
"พรวด!~"
บูรพาไม่แพ้ที่ถูกรบกวนสมาธิอย่างกะทันหัน กระอักเลือดคำโตออกมาทันที
เขาค่อยๆ ลืมตาขึ้น ขมวดคิ้วมองดอกไม้งามที่ถูกย้อมด้วยเลือดสีสด มุมปากค่อยๆ เม้มเข้าหากัน
"อาการหนักขนาดนี้แล้วหรือนี่... ท้ายที่สุดก็ยังไม่ได้สินะ?"
แววตาของบูรพาไม่แพ้ฉายความไม่ยินยอมพร้อมใจ
เขาไม่ได้ใส่ใจเสียงนั้นเท่าไหร่
ตั้งแต่ก้าวเข้าสู่ขั้นยอดปรมาจารย์ ทุกครั้งที่เขาเดินลมปราณ มักจะมีมารผจญรูปแบบต่างๆ เข้ามาแทรกแซง ทำให้เขาไม่มีสมาธิฝึก
เพียงแต่ไม่เคยชัดเจนเท่าครั้งนี้มาก่อน
"ไม่มีหนทางไปต่อแล้วจริงๆ หรือ?"
คัมภีร์ทานตะวันมีข้อบกพร่อง เรื่องนี้บูรพาไม่แพ้รู้ดีอยู่เต็มอก
แต่เขาไม่มีทางเลือก
เพื่อการแก้แค้น เขาจำต้องฝึกวิชามารที่ตัดอนาคตตัวเองวิชานี้!
ตอนแรกๆ บูรพาไม่แพ้ยังมีความหวังลึกๆ
คิดว่าด้วยพรสวรรค์ระดับตน ขอแค่ใช้เวลาสักหน่อย ก็คงหาทางอุดช่องโหว่ของวิชาได้
แต่เสียงที่ดังขึ้นเมื่อครู่ ทำลายความหวังลมๆ แล้งๆ นั้นจนหมดสิ้น
ภาพหลอนที่เคยเกิดขึ้นก่อนหน้านี้ยังแค่เลือนราง พอควบคุมได้ หยุดฝึกเมื่อไหร่ก็หาย
แต่ครั้งนี้กลับชัดเจนแจ่มแจ้ง ราวกับมีคนมาพูดคุยอยู่ในความคิด
ถ้าไม่ใช่เพราะเพิ่งเริ่มเดินลมปราณได้ไม่นาน ป่านนี้เขาคงธาตุไฟเข้าแทรกไปแล้ว!
"เก็บตัวฝึกวิชาไปก็ไร้ประโยชน์ ออกไปเดินเล่นข้างนอกหน่อยดีกว่า"
บูรพาไม่แพ้ปรับอารมณ์ ลุกขึ้นเดินออกไปข้างนอก
เขาไม่กล้าฝึกต่อแล้ว
ถ้ามีครั้งหน้าอีก ก็ไม่แน่ว่าจะโชคดีแบบนี้
แต่ทว่า เสียงหนึ่งที่ดังขึ้นอีกครั้ง ทำให้ฝีเท้าของเขาต้องชะงักกึก
...
หุบเขาเย็บผ้า วังบุปผา
ภายในโถงตำหนักอันวิจิตรตระการตา
ประมุขวังใหญ่ 'เยาเยว่' ในชุดกระโปรงยาวสีขาวบริสุทธิ์ นั่งสงบนิ่งอยู่บนบัลลังก์
ดวงตาหงส์ปิดพริ้ม คล้ายกำลังหลับใหล
เรือนผมดำขลับทิ้งตัวตรงยาวเหยียด ขับเน้นใบหน้าที่งดงามล่มเมืองให้โดดเด่น
ความงามของเยาเยว่นั้น เป็นที่ยอมรับไปทั่วหล้า
แต่... ความเผด็จการและโหดเหี้ยมอำมหิตของนาง ก็โด่งดังยิ่งกว่าความงามของนางเสียอีก
ด้วยเหตุนี้
แม้จะเป็นบุปผางามล้ำค่าที่มีพรสวรรค์ด้านวรยุทธ์จนจอมยุทธ์ทั้งหลายต้องอิจฉาตาร้อน แต่กลับไม่มีชายใดกล้าเข้ามาเกาะแกะ!
มิหนำซ้ำ
ชาวยุทธ์จำนวนมาก แค่ได้ยินชื่อของเยาเยว่ ก็พากันตัวสั่นงันงกโดยไม่รู้ตัว
เห็นได้ชัดว่าชื่อเสียงความโหดของนางนั้นเลื่องลือเพียงใด!
"ยินดีต้อนรับสู่เรือนโอสถเป่ยเสวียน"
"หือ?"
เสียงที่ดังขึ้นในหัว ทำให้เยาเยว่ลืมตาโพลง นัยน์ตาคู่สวยทอประกายเย็นเยียบ
"ถ่ายทอดเสียงทางจิต... รนหาที่ตาย!"
ตู้ม!~
พลังปราณอันน่าสะพรึงกลัวระเบิดออก เยาเยว่บนบัลลังก์หายวับไปกับตา
ปรากฏตัวอีกที นางก็มายืนตระหง่านอยู่บนยอดเขาแห่งหนึ่งแล้ว!
เยาเยว่กวาดสายตาเย็นชาไปรอบๆ ก่อนจะล็อกเป้าไปที่จุดหนึ่งอย่างรวดเร็ว
"ไสหัวออกมา!"
สิ้นเสียงตวาด เยาเยว่สะบัดมือเรียวงาม
ทันใดนั้น ฝ่ามือยักษ์สีหยกขาวก็ก่อตัวขึ้นกลางอากาศ ฟาดลงไปยังตำแหน่งนั้นอย่างดุดัน
ตูม!~
ฝ่ามือยักษ์กระแทกพื้น ฝุ่นควันตลบอบอวล
ท่ามกลางเศษหินที่ปลิวว่อน ร่างสะบักสะบอมร่างหนึ่งรีบพุ่งหนีไปทางขอบฟ้าอย่างไม่คิดชีวิตโดยไม่หันกลับมามอง
ทิ้งไว้เพียงคำสบถด้วยความโมโหสุดขีดลอยมาตามลม
"นังผู้หญิงบ้า! ข้าก็แค่ผ่านมาเฉยๆ ไม่ได้คิดจะสู้กับเจ้า อย่ามารังแกกันให้มากนักนะเว้ย!"
เยาเยว่หรี่ตามอง นางก้าวเท้าเหยียบอากาศเพียงหนึ่งก้าว ก็ข้ามระยะร้อยวาในพริบตา
เพียงสามก้าว นางก็ตามมาถึงด้านหลังคนผู้นั้น
นางสะบัดฝ่ามือใส่อีกครั้ง พร้อมริมฝีปากแดงระเรื่อที่เอื้อนเอ่ยวาจาเย็นยะเยือก:
"ในรัศมีสิบลี้ มีเจ้าเป็นยอดปรมาจารย์แค่คนเดียว"
"จักรพรรดิวดาบที่สอง เจ้ากล้ามากนะ ที่บังอาจใช้วิชาถ่ายทอดเสียงทางจิตมาปั่นหัวข้า"
"วันนี้ ต่อให้จักรพรรดิวมารที่หนึ่งโผล่หัวมา ข้าก็จะเอาชีวิตเจ้าให้ได้!"
เจตนาฆ่าอันเข้มข้น ผสานกับพลังลึกลับบางอย่าง โถมกระหน่ำมาจากทุกทิศทาง
ชั่วขณะนั้น จักรพรรดิวดาบที่สองถึงกับรู้สึกว่าถูกทั้งฟ้าดินรุมรังแก!
"สร้างอาณาเขต?"
"นางใกล้จะบรรลุขั้นเซียนเดินดินแล้วเหรอเนี่ย?"
"บ้าเอ๊ย นางอายุเท่าไหร่กันเชียว!"
พรสวรรค์อันน่าทึ่งของเยาเยว่ ทำให้จักรพรรดิวดาบที่สองทั้งตกใจและอิจฉา
ในขณะเดียวกัน เมื่อรู้ตัวว่าหนีเงื้อมมือมารร้ายไม่พ้น ความบ้าดีเดือดก็ผุดขึ้นในใจ
แต่ทว่า ในจังหวะที่เขาเตรียมจะหันกลับไปสู้ตายถวายชีวิต
จู่ๆ ร่างกายก็เบาหวิว ความรู้สึกกดดันจากฟ้าดินหายวับไป
พร้อมกับการหายตัวไปของร่างบางอรชรของเยาเยว่
วังบุปผา
ร่างงามกลับมานั่งประทับบนบัลลังก์เช่นเดิม
ภายในตำหนักที่แฝงความเย็นยะเยือก มีเสียงพึมพำแผ่วเบาลอยออกมา
น้ำเสียงเต็มไปด้วยความดูแคลน
"เรือนโอสถเป่ยเสวียน... ฉู่เป่ยเสวียน..."
"วิถีเซียน... ผู้บำเพ็ญเพียร? น่าขำ!"
◉◉◉◉◉
[จบแล้ว]