- หน้าแรก
- สำนักนี้ไม่รับอัจฉริยะ แต่พอออกจากสำนักไปเหตุใดล้วนกลายเป็นผู้ยิ่งใหญ่กันหมด
- บทที่ 19 เปิดสวนสัตว์เพื่อขาดทุน
บทที่ 19 เปิดสวนสัตว์เพื่อขาดทุน
บทที่ 19 เปิดสวนสัตว์เพื่อขาดทุน
ไม่นานนัก พ่อบ้านสวี่ก็ขนสมุดบัญชีกองโตมาวาง พร่ำบ่นคำนวณนั่นนี่ราวกับสวดมนต์ พอได้ยินว่าหลี่เหยี่ยนโม่จะซื้อด้วยผลวิญญาณ สีหน้าก็เปลี่ยนไปไวยิ่งกว่ากิ้งก่า เดี๋ยวก็บอกว่ารักษามูลค่า เดี๋ยวก็บอกว่าลดไม่ได้ บางทีก็บีบน้ำตาบอกว่าต้องทำมาหากิน ช่างเป็นพ่อค้าหน้าเลือดที่ปั่นราคาเก่งเสียจริง
หลี่เหยี่ยนโม่พอใจมาก รู้สึกว่าครั้งนี้ต้องเลือดตกยางออกแน่
“ผลวิญญาณสามชั่ง”
หลี่เหยี่ยนโม่ทำหน้าเหมือนจะบอกว่า ‘ล้อกันเล่นหรือไม่’
พ่อบ้านสวี่รีบอธิบายทันที “ท่านเซียน เรื่องนี้ท่านอาจไม่ทราบ ผลวิญญาณเป็นของวิเศษในโลกผู้ฝึกตน ชาวบ้านร้านตลาดทั่วไปอย่าว่าแต่กินเลย แค่เห็นยังยาก แต่ละลูกล้วนมีค่าควรเมือง! ถึงสกุลเสิ่นจะมีที่นาร่วมหมื่นหมู่ แต่ส่วนหนึ่งรกร้างไปแล้ว อีกส่วนใหญ่ก็สภาพไม่ต่างจากรกร้าง นับเป็นที่นาไม่ได้ เรียกว่าที่รกร้างจะถูกกว่า”
“ที่รกร้างจะมีค่าสักกี่มากน้อยเชียว?”
พ่อบ้านสวี่พูดมาขนาดนี้ หลี่เหยี่ยนโม่ก็ได้แต่นั่งลง นวดขมับครุ่นคิด ส่วนพ่อบ้านสวี่ได้รับสัญญาณทางสายตาจากเสิ่นว่านซาน ก็รีบรุกต่อ
“อีกอย่างขอรับ เพราะเรื่องสัตว์ป่าทำร้ายคนบ่อยครั้ง ชาวนาจำนวนมากยอมหนีไปตายเอาดาบหน้า ดีกว่ามาทำงานในที่นาของเรา ที่นาแบบนี้ก็เหมือนบ้านที่มีคนตายนั่นแหละขอรับ เป็นของเน่าคาเรือน!”
เสิ่นว่านซานกอดอก พยักหน้าเห็นด้วยรัวๆ
สมกับเป็นพ่อบ้านคู่ใจ เหยียบย่ำที่นาของเขาจนกลายเป็นกองขี้หมาได้อย่างแนบเนียน
หลี่เหยี่ยนโม่ถูกกล่อมจนมึนงง สุดท้ายก็ตกลงเหมาที่นาร่วมหมื่นหมู่ของสกุลเสิ่นด้วยผลวิญญาณเพียงสามชั่ง
หลังจากตกลงราคาเสร็จ หลี่เหยี่ยนโม่ก็รู้สึกทะแม่งๆ แต่ก็บอกไม่ถูกว่าตรงไหน แต่ซื้อก็ซื้อไปแล้ว จะให้กลับคำขอขึ้นราคาก็ดูไม่งาม
เสิ่นจื้อชิงเห็นหลี่เหยี่ยนโม่กอดอกทำหน้าครุ่นคิด ก็รู้ว่าลูกไม้ตื้นๆ ของพ่อ (และศิษย์น้อง) อาจจะถูกมองออก จึงรีบเปลี่ยนเรื่อง
“ท่านอาจารย์ ท่านมีแผนการอย่างไรหรือขอรับ?”
“อาจารย์สังเกตเมืองรื่อเซิงมาหลายวันแล้ว แผนการเปิดเผยของลัทธิเซียนปีศาจนั้นรับมือยากจริง แต่อาจารย์คิดวิธีแก้เผ็ดได้แล้ว” หลี่เหยี่ยนโม่ยิ้มบางๆ
“ศิษย์โง่เขลา โปรดชี้แนะ”
“ข้าจะเปิดสวนสัตว์นอกเมืองรื่อเซิง!”
พ่อลูกสกุลเสิ่นและพ่อบ้านสวี่ตะลึงงัน ไม่เข้าใจความหมายของหลี่เหยี่ยนโม่
“เจ้าสอง เตรียมสมุดบัญชีมาเล่มหนึ่ง ไปที่ตลาด กวาดซื้อนกและสัตว์ป่าที่พ่อค้าพวกนั้นขนมาให้หมด ไม่ว่าจะมีกี่ตัว ราคาเท่าไหร่ เหมามาให้หมด แล้วค่อยมาเบิกหินวิญญาณกับผลวิญญาณที่ข้าทีหลัง”
หลี่เหยี่ยนโม่มองเสิ่นว่านซานก่อน เสิ่นว่านซานสร้างตัวจากชาวนาจนร่ำรวย ย่อมมีชั้นเชิงในการต่อรอง ดังนั้นจะมอบภารกิจเผาเงินที่สำคัญขนาดนี้ให้เสิ่นว่านซานผู้เจนจัดไม่ได้เด็ดขาด!
หลี่เหยี่ยนโม่หันไปมองเสิ่นจื้อชิง
อายุยังน้อย แม้จะเป็นคนตาตี่ แต่ดูจากพฤติกรรมที่วิหารเต๋าแล้ว น่าจะยังอ่อนต่อโลก หากให้ไปจัดซื้อ ต้องโดนพ่อค้าพวกนั้นฟันราคาหัวแบะแน่!
ดังนั้นภารกิจจัดซื้อนี้จึงเหมาะกับเสิ่นจื้อชิงที่สุด
เสิ่นจื้อชิงไม่รู้เจตนาของหลี่เหยี่ยนโม่ แต่ในเมื่อเป็นคำสั่งอาจารย์ เขาย่อมทุ่มเทเต็มที่
พ่อบ้านสวี่พยักหน้าอย่างพึงพอใจ
เห็นเสิ่นว่านซานทำท่าเก๋าเกม แต่ความจริงแล้วเป็นคนซื่อบื้อ แถมยังใจอ่อน สมัยหนุ่มๆ ออกไปค้าขายมักโดนหลอกจนหมดตัว แต่จนป่านนี้ก็ยังทำตัวเหมือนเก่งกาจ
แต่เสิ่นจื้อชิงลูกชายกลับต่างออกไป ดูสุภาพเรียบร้อยเหมือนบัณฑิตใจบุญ แต่พอเป็นเรื่องค้าขายกลับกลายเป็นหมาป่าห่มหนังแกะยิ้มหวาน เพียงสิบขวบก็สามารถเจรจาการค้ากับพ่อค้าเขี้ยวลากดินจนอีกฝ่ายร้องไห้ได้
สกุลเสิ่นมีเส้นสายกว้างขวางอย่างทุกวันนี้ ก็เพราะเสิ่นจื้อชิงทั้งนั้น
หากหลี่เหยี่ยนโม่ให้เสิ่นว่านซานไปจัดการเรื่องนี้ พ่อบ้านสวี่คงต้องยอมเสี่ยงตายคัดค้าน
ไม่นึกเลยว่าหลี่เหยี่ยนโม่จะมีสายตาเฉียบแหลม มองเห็นพรสวรรค์ของเสิ่นจื้อชิงได้ในปราดเดียว
“เอ่อ... ท่านอาจารย์ ศิษย์คิดว่าศิษย์ก็ทำได้...”
เสิ่นว่านซานยกมือขึ้นยังไม่ทันสุด ก็ถูกเสิ่นจื้อชิงกดลงพร้อมรอยยิ้ม
“ท่านพ่อ ท่านไม่อยากทำหรอก”
หลี่เหยี่ยนโม่มองเสิ่นว่านซาน แล้วหันไปมองเสิ่นจื้อชิง พยักหน้าอย่างพอใจ
พ่อผู้เจนจัดที่คิดว่าลูกจะทำพัง กับลูกชายที่ร้อนวิชาอยากแสดงฝีมือ
เข้าทางเป๊ะ!
“เจ้าสาม ยังมีเรื่องอื่นต้องรบกวนเจ้า ช่วยหาคนงานกลุ่มหนึ่ง ล้อมรั้วที่นาร้างให้เร็วที่สุด ใช้วัสดุที่แข็งแรงทนทานที่สุด รั้วต้องสูงเข้าไว้ เดี๋ยวสัตว์ที่เจ้าสองซื้อมาต้องเอาไปไว้ข้างในนั้น แล้วก็ช่วยหาช่างฝีมือให้ข้าด้วย ข้าจะสั่งทำของบางอย่าง”
“ท่านอาจารย์ วางใจให้เป็นหน้าที่ศิษย์เถอะขอรับ!” เสิ่นว่านซานรีบตบหน้าอกรับคำ
เสิ่นจื้อชิงลังเลครู่หนึ่งแล้วยกมือ “ท่านอาจารย์ เรื่องนี้ศิษย์ก็ทำได้...”
“เจ้าสอง ทำงานต้องจดจ่อ อย่าจับปลาสองมือ”
หลี่เหยี่ยนโม่ก็อยากให้เสิ่นจื้อชิงหนุ่มน้อยไฟแรงรับผิดชอบงานทั้งหมด แล้วทำพังยับเยินเหมือนกัน แต่ถ้าเสิ่นจื้อชิงเกิดท้อแท้จนหันไปมุ่งมั่นฝึกตนแทนจะทำยังไง?
“เรื่องนี้... ศิษย์เข้าใจแล้วขอรับ”
เสิ่นจื้อชิงมองเสิ่นว่านซานที่กำลังคึกคักด้วยความเป็นห่วง แล้วขยิบตาให้พ่อบ้านสวี่ พ่อบ้านสวี่พยักหน้ารับรู้ เข้าไปประคองแขนเสิ่นว่านซาน
“นายท่าน เราไปหาคนงานกันเถอะขอรับ”
“ได้เลย ได้เลย...”
รอจนเสิ่นว่านซานและพ่อบ้านสวี่จากไป เสิ่นจื้อชิงก็ประสานมือลา
หลังจากรวบรวมบ่าวไพร่ที่ไว้ใจได้จำนวนหนึ่ง เสิ่นจื้อชิงก็มุ่งหน้าสู่ตลาด เป้าหมายแรกของเขาคือชายหัวล้านคนหนึ่ง
คนผู้นี้ยึดพื้นที่ใหญ่ที่สุด พ่อค้าคนอื่นต่างพากันรักษาระยะห่างจากเขา
ไม่มีเหตุผลอื่นใด คนผู้นี้ขายสัตว์ร้ายของจริง!
ในกรงใต้เท้าของเขามีเสือขาวตัวเต็มวัยขังอยู่!
เสือขาวตัวนั้นแม้จะดูอิดโรย แต่แววตาดุร้าย คอยส่งเสียงคำรามต่ำๆ ใส่คนรอบข้างเป็นระยะ
ส่วนกรงด้านหลังเขายังมีสิงโตตัวผู้สองตัว และสิงโตตัวเมียอีกห้าตัว
“ของที่เจ้าขายนี่น่าสนใจดี ข้าเหมาหมด บอกราคามา”
เสิ่นจื้อชิงสะบัดพัดจีบ ยิ้มตาหยี
ชายหัวล้านแม้จะเป็นพ่อค้าต่างถิ่น แต่ก็เคยได้ยินชื่อเสียงสกุลเสิ่น รู้ว่าสกุลเสิ่นเป็นหนึ่งในตระกูลที่ร่ำรวยที่สุดในเมืองรื่อเซิง เห็นหยกสลักคำว่า ‘เสิ่น’ ที่เอวของเสิ่นจื้อชิง ก็รีบกระโดดลงจากกรง ถูมือยิ้มประจบ
“นี่คงเป็นคุณชายเสิ่นกระมัง คุยง่ายๆ ท่านดูเสือขาวตัวนี้สิ! ของหายากหาเย็น! ข้าคิดราคาไม่แพง แค่แปดพันตำลึง!”
เสิ่นจื้อชิงหุบพัดจีบ พยักหน้าอย่างครุ่นคิด ยิ้มตอบ
“ตกลง งั้นสี่ร้อยตำลึงก็แล้วกัน”
“ดี! หือ? สะ... คุณชายเสิ่น ท่านล้อข้าเล่นหรือเปล่า”
ชายหัวล้านพยักหน้ายิ้มร่าก่อนจะชะงัก สีหน้าเปลี่ยนเป็นปั้นยาก
“กว่าจะจับเสือขาวตัวนี้ได้ ข้าเสียคนไปตั้งสามคน สี่ร้อยตำลึงยังไม่พอค่าทำศพเลย!”
เสิ่นจื้อชิงส่ายหน้า ขยับเข้าไปกระซิบข้างหูชายหัวล้าน ตาที่หรี่เล็กเปิดขึ้นเล็กน้อย
“ฝีมือย้อมสีของเจ้าไม่เลว แต่เจ้าคิดว่ากลิ่นมูลสัตว์จะกลบกลิ่นสีย้อมได้รึ?”
ชายหัวล้านกลืนน้ำลายเอือก สีหน้าแข็งทื่อ “สะ... สี่พันตำลึงก็ได้”
“ถ้าข้าไปแจ้งทางการเรื่องนี้ สินค้าทั้งหมดของเจ้าจะถูกยึด คนของทางการคงไม่ยอมเสียเวลามาดูแลสัตว์ร้ายพวกนี้หรอก บังเอิญข้ารู้จักคนในที่ว่าการอยู่บ้าง น่าจะใช้เงินสักห้าร้อยตำลึงก็เหมาของทั้งหมดของเจ้าไปได้ ส่วนเงินห้าร้อยตำลึงนั้นจะถึงมือเจ้าหรือไม่...”
เสิ่นจื้อชิงตบไหล่ชายหัวล้านเบาๆ
“นั่นก็บอกยากนะ”
“แต่อาหารในคุกเมืองรื่อเซิงรสชาติไม่เลวเลยทีเดียว”
“สี่ร้อยตำลึง! ตกลง!” ชายหัวล้านเหงื่อแตกพลั่ก รีบคว้ามือขวาของเสิ่นจื้อชิงมาเขย่า
“งั้นเรามาคุยเรื่องราคาสินค้าอื่นๆ ของเจ้ากันต่อเถอะ”
เสิ่นจื้อชิงบีบมือชายหัวล้านแน่น ยิ้มตาหยีดูไร้พิษสง แต่ชายหัวล้านกลับขาสั่นพั่บๆ
คนรับใช้ด้านหลังเสิ่นจื้อชิงจ้องมองใบหน้าชายหัวล้านเขม็ง ราวกับจะประทับตราใบหน้านั้นลงในสมอง