- หน้าแรก
- สำนักนี้ไม่รับอัจฉริยะ แต่พอออกจากสำนักไปเหตุใดล้วนกลายเป็นผู้ยิ่งใหญ่กันหมด
- บทที่ 14 ข้าจะยัดมันใส่ปากเจ้าโดยตรง!
บทที่ 14 ข้าจะยัดมันใส่ปากเจ้าโดยตรง!
บทที่ 14 ข้าจะยัดมันใส่ปากเจ้าโดยตรง!
ปีศาจพยัคฆ์กุมลำคอ ทรุดตัวลงคุกเข่าข้างหนึ่ง รูม่านตาขนาดมหึมาสั่นระริก
“สมกับเป็นเดรัจฉานที่ยึดครองวิหารเต๋า เดรัจฉานที่สวมจีวรสวดมนต์เทศนาธรรม ทั้งยังรู้จักใช้ประโยชน์จากปราณเที่ยงธรรม โดนเข้าไปขนาดนี้ยังไม่ตาย ดูท่าคงไม่อาจเหลือศพสวยๆ ให้เจ้าได้แล้ว”
หลี่เหยี่ยนโม่แค่นเสียงเย็นชา รีบดีดตัวถอยหลังไปหลายก้าว เพื่อป้องกันไม่ให้การต่อสู้ที่จะเกิดขึ้นส่งผลกระทบต่อพ่อค้าเหล่านั้น
ปีศาจพยัคฆ์โกรธจัด กระโดดลอยตัวขึ้นพร้อมกระบองสยบมาร สองเท้าหนักปานค้อนกระทุ้งประตู ลงพื้นดัง ตึง ตึง สองครั้ง
แขนขวาวาดออก กระบองสยบมารขนาดเท่าถังน้ำเหวี่ยงวูบ ก่อเกิดลมพายุหมุนวน
“บังอาจ! เจ้ากล้าใช้วิชามารลอบกัดข้ารึ!”
ปีศาจพยัคฆ์สะบัดแขนฟาดกระบอง กระบองยังไม่ทันถึงพื้น ลมแรงก็กดทับลงมา
กระบองฟาดลง ดินแตกกระจาย ก้อนหินน้อยใหญ่กระเด็นขึ้นราวกับคลื่นยักษ์ถาโถมเข้าใส่หลี่เหยี่ยนโม่
ปีศาจถนัดใช้แรง แม้จะมีตบะเท่าเทียมกัน แต่หากวัดกันที่พละกำลังล้วนๆ มนุษย์ย่อมมิใช่คู่ต่อสู้ของปีศาจ
แต่หลี่เหยี่ยนโม่ไม่ถอยกลับรุกคืบ เท้าขวากระทืบพื้น เหินร่างขึ้นกลางอากาศทันที
ปีศาจพยัคฆ์ตกตะลึง ร้องเสียงหลง “เหาะเหินเดินอากาศ!? เจ้าเป็นผู้ฝึกตนขอบเขตสร้างรากฐานรึ!? เป็นไปไม่ได้!”
หลี่เหยี่ยนโม่ย่อมไม่ใช่ผู้ฝึกตนขอบเขตสร้างรากฐาน
วิชาหมัดขั้นเหลือง หมัดพายุหมุน
นี่คือเงินช่วยเหลือการล้มละลายครั้งแรกที่หลี่เหยี่ยนโม่ได้รับ เช่นเดียวกับฝ่ามืออัคคี หลักการของมันเรียบง่าย ไม่มีปัญหาในการเรียนรู้
ดังนั้นหลี่เหยี่ยนโม่จึงทำการดัดแปลงหมัดพายุหมุนแบบง่ายๆ จนกลายเป็นวิชาเจ้าสำนักลำดับที่สองต่อจากอัคคีตามใจนึก นั่นคือ ‘วายุตามใจนึก’
แอบอ้างเป็นผู้ฝึกตนขอบเขตสร้างรากฐานได้แบบง่ายๆ แถมยังสามารถหักเลี้ยวกลางอากาศ หลบหลีกในทิศทางที่คาดเดาไม่ได้ ในแง่การต่อสู้แล้ว ใช้งานได้หลากหลายกว่าอัคคีตามใจนึกเสียอีก
เป็นไปตามที่หลี่เหยี่ยนโม่คาดการณ์ พอปีศาจพยัคฆ์เห็นเขาเหาะเหินเดินอากาศ ก็เกิดความหวาดกลัวคิดหนี เผยช่องโหว่ขนาดใหญ่ คนบนเบาะรองนั่งต่างร้องอุทานด้วยความตกใจ ในแววตาจุดประกายความหวังขึ้นมา
หลี่เหยี่ยนโม่ไม่ได้หวังว่าจะขู่มันจนหนีไปได้จริงๆ จึงพ่นลมออกจากไหล่ พุ่งดิ่งลงไปที่ด้านหลังของปีศาจพยัคฆ์ ตั้งท่าลูกเตะอัคคี เตะผ่าหมากเข้าที่จุดยุทธศาสตร์ของปีศาจพยัคฆ์เต็มแรง
ความเจ็บปวดราวกระแสไฟฟ้าแล่นพล่านทำเอาปีศาจพยัคฆ์ร้องลั่นปานฟ้าผ่า สองขาหนีบเข้าหากัน กรงเล็บซ้ายกุมเป้า กรงเล็บขวาเหวี่ยงกระบองมั่วซั่ว
แม้การโจมตีจะดุเดือด แต่เพราะฐานล่างไม่มั่นคง อานุภาพจึงลดทอนลงไปกว่าเดิมมาก
“เจ้าไม่ใช่ขอบเขตสร้างรากฐาน!”
“ข้าก็ไม่เคยบอกว่าข้าเป็นผู้สร้างรากฐานนี่”
หลี่เหยี่ยนโม่แค่นเสียง อาศัยวิชาวายุตามใจนึกเคลื่อนไหวพลิ้วไหวไปมาราวกับภูตพรายท่ามกลางเงากระบอง เพียงพริบตาก็ประชิดตัวปีศาจพยัคฆ์ ฝ่ามือขวาวาดออก รวมพายุหมุนลูกเล็กไว้ในฝ่ามือ
ปีศาจพยัคฆ์ตกใจตามสัญชาตญาณ นึกว่าเป็นวิชาพิสดารอะไรอีก กำลังจะหลบหลีก แต่พอเห็นว่าในมือหลี่เหยี่ยนโม่มีแค่ลมหมุนกลุ่มหนึ่ง ก็กลับมาฮึกเหิม อ้าปากกว้างหมายจะกัดหัวหลี่เหยี่ยนโม่ให้ขาด
แต่พอเข้าใกล้ ปีศาจพยัคฆ์กลับพบว่าในดวงตาของหลี่เหยี่ยนโม่ไร้ซึ่งความหวาดกลัว และพายุหมุนในมือหลี่เหยี่ยนโม่ก็แบนราบลงในฉับพลัน ราวกับแผ่นกระดาษ ความเร็วของพายุหมุนนั้นรวดเร็วเสียจนเกิดเสียงแหวกอากาศแหลมเล็ก
“แย่แล้ว!”
ปีศาจพยัคฆ์หน้าถอดสี เอนตัวไปด้านหลัง แต่ก็ยังช้าไปครึ่งก้าว พายุหมุนลูกนั้นฟันเข้าที่ลำคอของมันแล้ว
หนังที่ปีศาจพยัคฆ์ภาคภูมิใจว่าฟันแทงไม่เข้า ถูกฉีกขาดออกจากกันด้วยเสียงแหวกอากาศแหลมเล็ก เลือดสดๆ สาดกระเซ็น ลำคอถูกเฉือนไปกว่าครึ่ง หากมิใช่เพราะปีศาจพยัคฆ์เงยหน้าทันเวลา เกรงว่าหัวเสือคงหลุดกระเด็นไปแล้ว
ปีศาจพยัคฆ์ถอยกรูด กุมลำคอ จ้องมองหลี่เหยี่ยนโม่ด้วยความอกสั่นขวัญแขวน
ยังไม่ทันได้เอ่ยปาก หลี่เหยี่ยนโม่ก็สะบัดมือ พายุหมุนลูกนั้นหลุดลอยออกจากมือ พุ่งเข้าใส่ แต่น่าเสียดายที่ความแม่นยำไม่ดีนัก จึงเฉือนหนวดเสือของปีศาจพยัคฆ์ไปได้เพียงไม่กี่เส้น
หลี่เหยี่ยนโม่ก้มมองฝ่ามือตัวเอง เดาะลิ้นขัดใจ แล้วปรายตามองปีศาจพยัคฆ์
“ครั้งหน้า ข้าจะยัดมันใส่ปากเจ้าโดยตรง”
ปีศาจพยัคฆ์สัมผัสได้ถึงความหวาดกลัวสุดขีด หันซ้ายหันขวา เดิมทีแค่ต้องการหาทางหนี แต่กลับเหลือบไปเห็นคนกลุ่มนั้นที่นั่งตัวสั่นงันงกอยู่บนเบาะรองนั่ง ก็บังเกิดความคิดชั่วร้าย อ้าปากกว้าง พุ่งเข้าใส่คนกลุ่มนั้นอย่างบ้าคลั่ง
หลี่เหยี่ยนโม่ตกใจ รีบพ่นลมเร่งความเร็ว พุ่งไปขวางหน้าคนกลุ่มนั้นไว้ก่อน
ปีศาจพยัคฆ์ยิ้มเยาะอย่างได้ใจ สองมือจับปลายกระบองสยบมารทั้งสองด้าน ออกแรงกดลงมาเต็มที่
หากหลี่เหยี่ยนโม่หลบ คนที่อยู่ด้านหลังเขาจะถูกบดขยี้จนแหลกเหลว หลี่เหยี่ยนโม่จำต้องยื่นสองมือออกไปรับกระบองสยบมาร ต้านทานแรงกดของปีศาจพยัคฆ์
แรงมหาศาลกดทับลงมา สองเท้าของหลี่เหยี่ยนโม่จมลึกลงไปในพื้นดินทันที
แม้จะมีตบะสูงกว่าปีศาจพยัคฆ์หนึ่งขั้นย่อย แต่ก็ยังไม่อาจลบความแตกต่างของพละกำลังระหว่างมนุษย์กับปีศาจได้
เห็นหลี่เหยี่ยนโม่ติดกับ ปีศาจพยัคฆ์ก็แสยะยิ้ม หัวเราะร่าด้วยใบหน้าบิดเบี้ยว
“เจ้าหลบสิ! หลบให้ข้าดูอีกสิ!”
เส้นเลือดปูดโปนขึ้นที่หน้าผากของหลี่เหยี่ยนโม่ เขาเม้มปากแน่น ดูเหมือนกำลังทุ่มเทแรงกายทั้งหมดเพื่อต่อต้านปีศาจพยัคฆ์
ปีศาจพยัคฆ์ดูเหมือนจะสบายๆ แต่ความจริงก็ไม่ได้ดีไปกว่ากันนัก จุดยุทธศาสตร์บาดเจ็บ บวกกับลำคอถูกเฉือนไปกว่าครึ่ง พละกำลังของปีศาจพยัคฆ์ในยามนี้ก็เหลือไม่ถึงหนึ่งในสิบ
เมื่อเห็นว่าไม่อาจจัดการหลี่เหยี่ยนโม่ได้ในทันที ปีศาจพยัคฆ์ก็เกิดความคิดชั่วร้าย ตะโกนบอกคนกลุ่มที่อยู่ด้านหลังหลี่เหยี่ยนโม่
“พวกเจ้า! ฆ่ามันซะ ใครลงมือ ข้าจะปล่อยคนนั้นไป! ไม่อย่างนั้นรอข้าฆ่าไอ้หนูนี้เสร็จ พวกเจ้าทุกคนต้องตาย!”
สิ้นคำปีศาจพยัคฆ์ คนบนเบาะรองนั่งต่างหน้าถอดสี ทำอะไรไม่ถูกไปชั่วขณะ
“พวกเจ้าอยากตายรึไง!”
ปีศาจพยัคฆ์หมดความอดทน คำรามลั่น เสียงคำรามนี้ทำให้มีบางคนตกใจจนลุกขึ้นยืน ขาสั่นพั่บๆ เดินตรงมาทางหลี่เหยี่ยนโม่ แต่ยังไม่ทันเข้าใกล้ ก็ถูกชายหนุ่มตาตี่ชนกระเด็น
“ท่านเซียน! อย่าห่วงพวกเรา! ต้องไม่ให้เดรัจฉานตัวนี้มีชีวิตรอดออกไปได้เด็ดขาด!”
คราวนี้พ่อแม่ของชายหนุ่มตาตี่ไม่ได้ห้ามปราม เพียงแต่กอดลูกชายไว้ ร้องไห้กระซิกคล้ายยอมรับชะตากรรม
“พวกเจ้ารนหาที่ตาย! รอข้าฆ่าไอ้หนูนี้ได้ ข้าจะจับพวกเจ้ากลืนกินทั้งเป็น!”
สิ้นเสียงปีศาจพยัคฆ์ แสงความร้อนสองสายก็พุ่งทะลวงดวงตาเสือของมัน ทะลุออกทางด้านหลังศีรษะในพริบตา
หลี่เหยี่ยนโม่ผ่อนลมหายใจ ปล่อยมือจากกระบองสยบมาร เอียงตัวหลบ ดวงตาที่ยังคงมีควันสีแดงลอยกรุ่นกวาดมองคนกลุ่มนั้นด้านหลัง
กระบองสยบมารร่วงลงพื้นดัง เคร้ง ร่างมหึมาของปีศาจพยัคฆ์ล้มตึงลงกับพื้น เหลือเพียงเบ้าตาที่กลายเป็นรูดำมืดสองรู มีควันเขียวลอยออกมา
เมื่อเห็นสายตาของหลี่เหยี่ยนโม่กวาดมองมา คนบนเบาะรองนั่งต่างพากันกลิ้งหนีอย่างลนลาน โดยเฉพาะคนที่ลุกขึ้นคิดจะทำร้ายหลี่เหยี่ยนโม่เมื่อครู่ กางเกงเปียกชุ่มไปด้วยปัสสาวะ
ชายหนุ่มตาตี่กลับมีสติดี รู้ว่าหลี่เหยี่ยนโม่ไม่ฆ่าพวกเขาแน่ จึงรีบลุกขึ้นประสานมือคารวะ
“ขอบพระคุณท่านเซียนที่ช่วยชีวิต”
หลี่เหยี่ยนโม่โบกมือ กำลังจะแก้ไขคำเรียกขานว่า ‘ท่านเซียน’ ของชายหนุ่ม ทันใดนั้นแรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวก็กดทับลงมา ชายหนุ่มตาตี่และคนบนเบาะรองนั่งต่างกระอักเลือดสดๆ ออกมาทันที
“ผู้ใดบังอาจสังหารศิษย์ข้า!”
เห็นเพียงพยัคฆ์ดำสวมชุดอรหันต์ตัวหนึ่งเหยียบอากาศลงมา หนวดเสือสั่นไหว ดุจดังท้าวจตุโลกบาลผู้เกรี้ยวกราด
หลี่เหยี่ยนโม่หน้าถอดสี
“ปีศาจพยัคฆ์ขอบเขตสร้างรากฐาน?!”
“เป็นเจ้า!?”
พยัคฆ์ดำมองปราดเดียวก็เห็นซากศพใต้เท้าหลี่เหยี่ยนโม่ ดวงตาแทบถลนออกนอกเบ้าด้วยความโกรธแค้น
“ข้าจะฆ่าเจ้า! ใครหน้าไหนก็ช่วยเจ้าไม่ได้!”
สิ้นเสียงคำราม ฮึ ในลำคอ แสงกระบี่สายหนึ่งวูบผ่าน นำพาเสียงทั้งหมดให้หายไป
สายลมแผ่วเบาพัดผ่าน ศีรษะของพยัคฆ์ดำค่อยๆ ไหลลื่นหลุดจากบ่า ร่วงลงพื้นดัง ตุ้บ!
เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นรวดเร็วเกินไป จนคนบนเบาะรองนั่งเพิ่งจะกอดกันกลม ยังไม่ทันได้เปล่งเสียงร้องไห้โฮ
มองดูหัวเสือที่กลิ้งมาแทบเท้า ใบหน้ายังคงแสดงสีหน้าเกรี้ยวกราดดุจท้าวจตุโลกบาล หลี่เหยี่ยนโม่เกาแก้มแกรกๆ แล้วยกเท้าขึ้นเหยียบลงไปบนหัวนั้นอย่างแนบเนียน