- หน้าแรก
- สำนักนี้ไม่รับอัจฉริยะ แต่พอออกจากสำนักไปเหตุใดล้วนกลายเป็นผู้ยิ่งใหญ่กันหมด
- บทที่ 6 กลั่นลมปราณขั้นหนึ่งระยะปลาย
บทที่ 6 กลั่นลมปราณขั้นหนึ่งระยะปลาย
บทที่ 6 กลั่นลมปราณขั้นหนึ่งระยะปลาย
หลังจากถูกบังคับให้เล่นโยนผ้าเช็ดหน้าอยู่ราวครึ่งก้านธูป เจี้ยนเซินก็ล้มตัวลงนอนหลับเป็นตาย
หลี่เหยี่ยนโม่ลองเรียกเบาๆ สองสามครั้ง พบว่าเจี้ยนเซินไม่ตอบสนองแม้แต่น้อย ก็ได้แต่ทอดถอนใจว่าเด็กหนุ่มสาวนี่คุณภาพการนอนดีเสียจริง
หลังจากห่มผ้าให้เจี้ยนเซินเรียบร้อย หลี่เหยี่ยนโม่ก็เป่าเทียนดับไฟ แล้วปิดประตูห้องอย่างเบามือ
ในลานบ้านยังมีท่อนไม้ที่ยังจัดการไม่เสร็จ หลี่เหยี่ยนโม่หาท่อนไม้ท่อนหนึ่งมานั่งขัดสมาธิ หยิบหินวิญญาณออกมาสองก้อน อาศัยปราณในหินวิญญาณชักนำปราณจากฟ้าดิน
ตามคำอธิบายในเคล็ดวิชากลั่นลมปราณ ผนวกกับความเข้าใจของหลี่เหยี่ยนโม่ การบำเพ็ญเพียรก็เปรียบเสมือนการสร้างเครื่องยนต์ไว้ในจุดตันเถียน ปราณฟ้าดินก็คือเชื้อเพลิง เครื่องยนต์จะเปลี่ยนปราณฟ้าดินให้เป็นพลังงานที่ร่างกายนำไปใช้ได้
เคล็ดวิชาที่แตกต่างกัน ก็จะมีประสิทธิภาพในการดึงดูดและใช้ประโยชน์จากปราณฟ้าดินต่างกันไป
ส่วนหินวิญญาณก็เปรียบเสมือนเชื้อเพลิงพกพา
เคล็ดวิชากลั่นลมปราณที่หลี่เหยี่ยนโม่ใช้อยู่ในตอนนี้คือของเกรดต่ำสุด จำเป็นต้องใช้ปราณจากหินวิญญาณเป็นตัวนำร่อง จึงจะสามารถชักนำปราณฟ้าดินเข้าสู่ร่างกายได้ ในยามปกติทำได้เพียงดูดซับได้ทีละเล็กละน้อยเท่านั้น
การโคจรลมปราณด้วยตัวเองไม่ใช่ปัญหา แต่หากต้องการเลื่อนระดับ ก็จำเป็นต้องรับปราณฟ้าดินเข้าสู่ร่างกายให้มากขึ้น เพิ่มจำนวนวังวนปราณให้มากขึ้น
แกร็ก!
ในขณะที่หลี่เหยี่ยนโม่กำลังครุ่นคิด หินวิญญาณสองก้อนในมือก็แตกละเอียดคาที่ วังวนปราณในจุดตันเถียนเดิมดูหนาแน่นและขยายใหญ่ขึ้นกว่าเก่า
หลี่เหยี่ยนโม่เพ่งมองวังวนปราณในตันเถียนอยู่ครู่หนึ่ง อารมณ์ความรู้สึกเริ่มแปรเปลี่ยนไปในทางที่อธิบายยาก
หรือว่า นี่คือระดับกลั่นลมปราณขั้นหนึ่งระยะกลางในตำนาน? อย่าบอกนะว่ายังมีระยะปลาย ระยะสูงสุด และระยะสมบูรณ์แบบอีก
หลี่เหยี่ยนโม่ลูบแหวนที่นิ้วโป้ง นับหินวิญญาณสี่สิบก้อนที่เหลืออยู่ไปมา แล้วเหลือบมองเวลาที่จะได้รับเบี้ยหวัดรอบถัดไป
“อีกห้าวัน...”
หลี่เหยี่ยนโม่กัดฟันกรอด
ทุ่มสุดตัว!
.
.
.
รุ่งสาง แสงตะวันอ่อนจางส่องผ่านใบไม้ที่ไหวระริก ตกกระทบลงบนขนตาที่สั่นไหวน้อยๆ
หลี่เหยี่ยนโม่ระบายลมหายใจขุ่นมัวออกมาเบาๆ เปลือกตาค่อยๆ เปิดขึ้น ประกายตากล้าแข็งสายหนึ่งวูบผ่าน
ระดับกลั่นลมปราณขั้นหนึ่งระยะปลาย ...มาถึงแล้ว
เบี้ยหวัดคงเหลือ หินวิญญาณห้าก้อน!
“ช่างเถอะ ช่างเถอะ บำเพ็ญเพียรยังไม่ทันครบสองวันก็ได้ระดับกลั่นลมปราณขั้นหนึ่งระยะปลายแล้ว เป็นคนอย่าได้โลภมากนักเลย...”
ภายในห้อง เจี้ยนเซินที่นอนคว่ำอยู่ริมหน้าต่างเอียงคอด้วยความสงสัย
ระดับกลั่นลมปราณขั้นหนึ่งระยะปลายคือสิ่งใด?
เจี้ยนเซินพยายามทำความเข้าใจกับระดับขั้นนี้ แต่พอเห็นหลี่เหยี่ยนโม่ลุกขึ้นยืน นางก็รีบพลิกตัวกลับไปที่เตียง ม้วนตัวเข้าไปในผ้าห่มทันที
เส้นผมสีขาวพลิ้วไหวท่ามกลางแสงอรุณสีทอง ก่อนจะสงบนิ่งลง
หลี่เหยี่ยนโม่ผลักประตูแง้มดู เห็นเจี้ยนเซินยังหลับสนิท จึงปิดประตูลงเบาๆ อีกครั้ง
เมื่อทำอาหารเช้าเสร็จ เจี้ยนเซินก็ลุกขึ้นนั่งแล้ว
หลังจากจิบโจ๊กไปได้สักพัก เจี้ยนเซินก็เอ่ยถามเสียงเบา
“ท่านอาจารย์... ข้าขอติดตามท่านออกไปเดินเล่นข้างนอกได้หรือไม่เจ้าคะ?”
“หืม? ได้สิ”
เห็นหลี่เหยี่ยนโม่ตอบตกลงง่ายดายปานนั้น เจี้ยนเซินก็ชะงักไปเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรอีก เพียงพยักหน้าช้าๆ
หลังจากเก็บล้างชามเรียบร้อย หลี่เหยี่ยนโม่ก็แบกอุปกรณ์ทำนา พาเจี้ยนเซินมายังที่ดินที่เพิ่งบุกเบิกเมื่อวาน
“ท่านอาจารย์ ที่นี่คือ...”
เจี้ยนเซินจ้องมองผืนนาอยู่ครู่หนึ่งด้วยความฉงน
“นี่คือแปลงนาวิญญาณของสำนักเรา”
หลี่เหยี่ยนโม่ตบหน้าอก แนะนำทรัพย์สินของสำนักให้ศิษย์เอกฟัง
“แปลงนา... วิญญาณ?”
เจี้ยนเซินยิ่งงุนงงหนักกว่าเดิม
ปราณวิญญาณ ณ ที่แห่งนี้เข้มข้นกว่าที่อื่นจริง แต่ยังห่างไกลจากมาตรฐานของแปลงนาวิญญาณนัก
ความจริงแล้ว ใต้พื้นดินตำบลลั่วหยางไม่มีชีพจรวิญญาณ ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะมีแปลงนาวิญญาณ แต่ก็อธิบายไม่ได้ว่าเหตุใดปราณจึงเข้มข้นเช่นนี้
ในขณะที่เจี้ยนเซินกำลังขบคิดจนหัวแทบแตก หลี่เหยี่ยนโม่ก็หยิบหินวิญญาณออกมาจากแหวน แล้วฝังมันลงไปในดิน
“ท่านอาจารย์ ท่านกำลังทำอะไรเจ้าคะ?”
“สร้างแปลงนาวิญญาณไง”
เจี้ยนเซินมึนงงหนักขึ้นไปอีก
นางเคยได้ยินว่ามีสำนักมหาอำนาจบางแห่งใช้หินวิญญาณจำนวนมหาศาลถมลงไปเพื่อสร้างชีพจรวิญญาณเทียม
แต่การใช้หินวิญญาณระดับต่ำมาสร้างแปลงนาวิญญาณเล็กจิ๋วแค่นี้ เจี้ยนเซินเพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรก
“ท่านอาจารย์ ท่านแน่ใจหรือว่าทำแบบนี้จะได้ผล?”
เจี้ยนเซินนั่งลงบนตอไม้ แกว่งเท้าไปมาเบาๆ ดวงตาสีแดงระเรื่อดูว่างเปล่า คล้ายกำลังมองหลี่เหยี่ยนโม่ แต่ก็คล้ายกำลังมองไปยังที่ที่ไกลแสนไกล
วิถีสวรรค์ไร้ใจ...
“หนึ่งส่วนลงแรง หนึ่งส่วนเก็บเกี่ยว ข้าเชื่อเสมอว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดคือกระบวนการลงแรง”
หลี่เหยี่ยนโม่เท้าคางกับด้ามคราด แหงนหน้ามองฟ้า สัมผัสสายลมที่พัดผ่าน
“ละวางความยึดติดในผลลัพธ์ สัมผัสกับปัจจุบัน”
“อย่าได้ถูกอนาคตจูงจมูกเดิน”
กล่าวจบ หลี่เหยี่ยนโม่ก็เริ่มลงมือพรวนดินอย่างสบายอารมณ์
“ท่านอาจารย์... ท่านไม่หวังผลลัพธ์หรือเจ้าคะ?”
“ข้าเพียงแค่ไม่อยากถูกผลลัพธ์กักขัง”
เจี้ยนเซินนั่งอยู่บนตอไม้ ประกายในดวงตาสีแดงระเรื่อแปรเปลี่ยน อารมณ์ความรู้สึกหลากหลายฟุ้งกระจายไปตามสายลม
“จะว่าไป... ท่านอาจารย์ สำนักของเรามีชื่อว่าอะไรหรือเจ้าคะ?”
คำถามนี้ของเจี้ยนเซินทำเอาหลี่เหยี่ยนโม่ชะงักไปเหมือนกัน
แม้กระทั่งตอนนี้ ในระบบบริหารสำนัก ชื่อสำนักก็ยังขึ้นว่า ‘ยังมิได้ตั้งชื่อ’
ชื่อสำนัก นับเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วน
หลี่เหยี่ยนโม่ยังไม่เข้าใจอัลกอริทึมการคำนวณค่าบารมีของระบบดีนัก แต่เขามั่นใจได้เรื่องหนึ่ง คือระบบบริหารสำนักที่ย้ำนักย้ำหนาว่าห้ามเจ้าสำนักยักยอกทรัพยากรไปใช้ส่วนตัว ย่อมไม่อนุญาตให้เขาแอบอ้างชื่อเสียงเพื่อปั่นค่าบารมีแน่
หลี่เหยี่ยนโม่ยิ้มบางๆ ค่อยๆ เปล่งเสียงออกมาสามคำ
“สำนักไท่ซู (ความว่างเปล่าอันยิ่งใหญ่)”
ในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียร คำว่า ‘ไท่ซู’ นั้นเกร่อเสียจนต้องมีสำนักชื่อซ้ำกันแน่นอน ถึงตอนนั้นต่อให้เกิดเหตุการณ์อะไรที่เพิ่มค่าบารมี คนอื่นก็คงเข้าใจผิดว่าเป็นสำนักไท่ซูแห่งอื่น
ระบบบริหารสำนักที่ขนาดจะแจกเบี้ยหวัดยังขี้เหนียวปานนี้ ย่อมไม่มีทางยอมรับว่าเป็นผลงานของเขาแน่
หลี่เหยี่ยนโม่ที่กำลังหลงระเริงในภูมิปัญญาอันชาญฉลาดของตน ไม่ทันสังเกตเห็นแววตาแปลกประหลาดของเจี้ยนเซินยามได้ยินชื่อ ‘สำนักไท่ซู’
“ท่านอาจารย์...”
“หือ? ว่าอย่างไร?”
ชายหนุ่มเท้าคางกับด้ามคราด ยิ้มร่าอย่างเปิดเผย บนใบหน้ายังมีคราบดินกระเซ็นติดอยู่ ดวงตาใสกระจ่างดุจลำธาร
มุมปากของเจี้ยนเซินยกขึ้นเล็กน้อยจนแทบมองไม่เห็น มือขวายกขึ้นจัดทรงผม แต่ก็มิอาจหยุดยั้งเส้นผมสีขาวที่ปลิวไสวออกจากซอกนิ้วตามแรงลมได้
“ชื่อไพเราะดียิ่งเจ้าค่ะ”
หลี่เหยี่ยนโม่กระพริบตาปริบๆ
“เช่นนั้นมาตรวจสอบความคืบหน้าการเรียนเมื่อคืนกันเถอะ”
ใบหน้าเกลี้ยงเกลาของเจี้ยนเซินย่นยู่เข้าหากันทันที
“ข้าอ่านหนังสือออก”
“แค่ไม่ครบทุกคำ”
...
หลายวันถัดมาผ่านไปโดยไร้คลื่นลม
หลี่เหยี่ยนโม่ยังคงใช้ชีวิตเรียบง่าย กลางวันทำไร่ไถนา กลางคืนสอนหนังสือเจี้ยนเซิน
ความเปลี่ยนแปลงเพียงอย่างเดียวคือ เจี้ยนเซินไม่ได้อ่อนแอเหมือนช่วงแรกแล้ว
กลางวันนางสามารถติดตามหลี่เหยี่ยนโม่ไปที่แปลงนา บางครั้งก็ถือไม้ไผ่มาทิ่มๆ ตรงจุดที่หลี่เหยี่ยนโม่ฝังหินวิญญาณลงไป
หลี่เหยี่ยนโม่ไม่เก็บมาใส่ใจ ซ้ำยังรู้สึกว่าดีเสียอีก
เจี้ยนเซินเป็นแค่เด็กอายุสิบเอ็ดสิบสอง กำลังอยู่ในวัยซุกซน การที่นางกล้าเล่นซนต่อหน้าเขา แสดงว่าความสัมพันธ์ของทั้งคู่เริ่มกลมเกลียวกันแล้ว
อย่างไรเสียก็คงไม่เกิดเรื่องอะไรขึ้น หลี่เหยี่ยนโม่จึงปล่อยให้เจี้ยนเซินเล่นตามใจชอบ
ในไม่ช้าก็มาถึงวันสิ้นเดือน
เป็นวันสุดท้ายของการคัดเลือกศิษย์สำนักเขาชิงซาน และเป็นวันสุดท้ายของการตัดยอดบัญชีระบบบริหารสำนักของหลี่เหยี่ยนโม่
หินวิญญาณถูกใช้จนหมดเกลี้ยงแล้ว หลี่เหยี่ยนโม่จึงไม่ได้ไปทำนาปลูกหินวิญญาณอีก แต่แบกไม้ไปส่งที่ตำบลลั่วหยางแทน
ดูเหมือนเจี้ยนเซินจะไม่ชอบเจอผู้คนจำนวนมาก วันนี้นางที่ทำตัวเป็นเงาตามตัวมาหลายวันจึงเลือกที่จะนอนตื่นสาย
หลี่เหยี่ยนโม่คิดว่าดีแล้ว เด็กๆ ควรจะได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข
ทันทีที่มาถึงตัวตำบล ทิศทางของสำนักเขาชิงซานก็เกิดนิมิตสวรรค์นานาประการขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับเสียงระฆังอันหนักแน่น
หลี่เหยี่ยนโม่มองดูอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะแบกมัดไม้สองมัดเดินหน้าต่อ แต่ทันใดนั้น เสียงที่แฝงความขี้เล่นก็ดังขึ้นจากด้านข้าง
“ไอ้หยา มาช้าไปก้าวหนึ่งเสียแล้ว...”