- หน้าแรก
- สำนักนี้ไม่รับอัจฉริยะ แต่พอออกจากสำนักไปเหตุใดล้วนกลายเป็นผู้ยิ่งใหญ่กันหมด
- บทที่ 4 บุกเบิกแปลงนาวิญญาณ
บทที่ 4 บุกเบิกแปลงนาวิญญาณ
บทที่ 4 บุกเบิกแปลงนาวิญญาณ
หลังจากกลายเป็นยอดฝีมือระดับกลั่นลมปราณขั้นหนึ่ง หลี่เหยี่ยนโม่ก็อารมณ์ดียิ่งนัก เดินเหินราวกับจะเหาะได้
“ไอ้หยา บรรลุระดับกลั่นลมปราณขั้นหนึ่งแล้วรึ”
ทันทีที่มาถึงโรงหมอ ระดับตบะของหลี่เหยี่ยนโม่ก็ถูกเจียงไป่เหอมองทะลุปรุโปร่ง ทว่าหลี่เหยี่ยนโม่ก็มิได้แปลกใจอันใด
เจียงไป่เหอมีฉายาหนึ่งว่า 'หมอเท้าเปล่า'
เหตุผลไม่มีอื่นใด สตรีผู้นี้ราวกับต้องคำสาปว่าหากสวมรองเท้าแล้วตัวจะระเบิด นางจึงเดินเท้าเปล่าตลอดทั้งวัน
หมอที่เดินเท้าเปล่าก็เท่ากับบอกคนอื่นเป็นนัยๆ ว่าโรงหมอนี้ไม่ถูกสุขลักษณะ แต่ต่อให้เจียงไป่เหอเดินเหินไปทั่ว เท้าคู่นั้นกลับไม่ปรากฏรอยด้านหรือฝุ่นผงแม้แต่น้อย
หลี่เหยี่ยนโม่จึงอนุมานได้ว่า หมอยาสาวที่วันๆ เอาแต่ลอยชายผู้นี้ เกรงว่าจะเป็นผู้บำเพ็ญเพียรเสียกระมัง
“ข้ามารับยาแล้ว ท่านหมอเจียง” หลี่เหยี่ยนโม่ถูมือ พลางหัวเราะแหะๆ
“ทำไม กลัวข้าจะผิดคำพูดหรือไร?”
เจียงไป่เหอมองลูกไม้ตื้นๆ ของหลี่เหยี่ยนโม่ออก นางแค่นเสียงอย่างไม่สบอารมณ์ ปลายกล้องยาสูบตวัดวูบหนึ่ง ห่อยาก็ลอยละลิ่วมาตกในมือของหลี่เหยี่ยนโม่
“มิได้ๆ ท่านหมอเจียงมีใจคอกว้างขวางดั่งมหาสมุทร เปี่ยมด้วยเมตตาธรรม...”
“หยุดๆๆ เจ้าต้องการถามอะไรกันแน่?”
เจียงไป่เหอรู้สึกขนลุกซู่กับคำเยินยอของหลี่เหยี่ยนโม่ จึงรีบเคาะกล้องยาสูบสั่งให้หยุด
“พอจะมีงานอะไรให้ทำบ้างหรือไม่” หลี่เหยี่ยนโม่บอกความต้องการตามตรง
หนี้สินสองร้อยตำลึงนั้นพักไว้ก่อน แต่ยามนี้ที่บ้านมีเจี้ยนเซินที่ร่างกายอ่อนแอเพิ่มมาอีกคน จะให้ใช้ชีวิตตามมีตามเกิดเช่นกาลก่อนคงไม่ได้
เจียงไป่เหอมองสำรวจหลี่เหยี่ยนโม่ตั้งแต่หัวจรดเท้า ดวงตาเป็นประกายวูบหนึ่งคล้ายนึกความคิดดีๆ ออก
“เจ้ามาถามถูกคนแล้ว ยามนี้เจ้าบรรลุระดับกลั่นลมปราณขั้นหนึ่ง แม้ในโลกของผู้ฝึกตนจะยังทำประโยชน์อันใดมิได้มากนัก แต่ในหมู่ปุถุชนเจ้านับว่ามีความได้เปรียบอย่างหาที่เปรียบมิได้”
“ความได้เปรียบอันใด?!” หลี่เหยี่ยนโม่ตาลุกวาว
“หนังเหนียวแรงเยอะ และไม่มีคู่แข่ง” เจียงไป่เหอคีบกล้องยาสูบขึ้นสูบอย่างสุนทรีย์ ก่อนจะพ่นควันออกมา
“ผ่าฟืน ยกหิน ไม่มีปุถุชนคนใดสู้เจ้าที่เป็นผู้ฝึกตนระดับกลั่นลมปราณขั้นหนึ่งได้ และไม่มีผู้ฝึกตนคนใดยอมลดตัวลงมาทำงานจับกังเช่นนี้”
หลี่เหยี่ยนโม่ลูบคาง พยักหน้าเห็นด้วย “ก็จริงแฮะ เช่นนั้นข้าไปผ่าฟืนดีกว่า”
เห็นหลี่เหยี่ยนโม่ยอมรับชะตากรรมการทำงานแบกหามได้อย่างง่ายดายปานนี้ เจียงไป่เหอก็อดมองเขาด้วยความชื่นชมขึ้นมานิดหนึ่งมิได้ แต่ด้วยไม่อยากให้หลี่เหยี่ยนโม่ได้ใจ จึงเอ่ยถามลอยๆ ว่า “แล้วนังหนูนั่นเป็นอย่างไรบ้าง? เห็นคนแปลกหน้าอย่างเจ้า นางหวีดร้องด้วยความหวาดกลัวหรือไม่?”
“ไม่นะ แต่นางดู... ระแวดระวังตัวมาก” หลี่เหยี่ยนโม่เองก็บรรยายไม่ถูก
“คนที่เกิดมาพร้อมโรคซีดขาวมักถูกมองเป็นตัวกาลกิณี นางคงใช้ชีวิตมาไม่ง่ายนัก”
เจียงไป่เหอทอดถอนใจอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะไล่หลี่เหยี่ยนโม่ออกไป ประจวบเหมาะกับทางทิศสำนักเขาชิงซานเกิดนิมิตสวรรค์
แสงเจ็ดสีพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องนภา ปัดเป่าเมฆหมอกจนสิ้น สาดส่องลงมาดุจแสงขั้วโลก เสียงสัตว์เทพวิหคเซียนกึกก้องกังวาน กลิ่นอายแห่งมงคลดึงดูดสายตาของชาวบ้านตำบลลั่วหยาง ต่างพากันมองไปยังทิศทางของสำนักเขาชิงซานด้วยสายตาเทิดทูนศรัทธา
หลี่เหยี่ยนโม่เองก็มองดูอยู่ครู่หนึ่ง แต่แล้วก็แบกเชือกและอุปกรณ์การเกษตรเดินออกจากตำบลลั่วหยางไปอย่างเงียบเชียบ เขาเลือกทำเลที่อยู่ตรงข้ามกับกระท่อมของตน แล้วเริ่มลงมือเหวี่ยงขวานผ่าฟืนดัง ปัง ปัง
ยามนี้หลี่เหยี่ยนโม่มีตบะระดับกลั่นลมปราณขั้นหนึ่ง แม้จะยังไม่รู้วิชาต่อสู้ใดๆ แต่พละกำลังทางกายก็เหนือกว่าคนธรรมดาไปไกลโข
ต้นไม้ขนาดหนึ่งคนโอบ ฟันขวานเดียวก็ขาดกระจุย ต้นไม้ขนาดสองคนโอบ ใช้เพียงสองขวานก็ล้มครืน
เพียงไม่นาน หลี่เหยี่ยนโม่ก็โค่นต้นไม้ลงมาได้กว่าห้าสิบต้น เขาใช้เชือกมัดท่อนไม้รวมกันไว้ แต่ยังไม่รีบขนย้ายกลับไปที่ตำบลลั่วหยาง ทว่ากลับใช้เสียมขุดรากไม้ แล้วใช้คราดพลิกหน้าดิน
จนกระทั่งดวงตะวันลอยเด่นอยู่กลางศีรษะ หลี่เหยี่ยนโม่จึงหยุดมือ
มองดูผืนดินสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาดราวหนึ่งร้อยตารางวาตรงหน้า หลี่เหยี่ยนโม่ก็พยักหน้าอย่างพึงพอใจ
เขามองซ้ายแลขวา เมื่อมั่นใจว่าปลอดคน จึงหยิบหินวิญญาณก้อนหนึ่งออกมาจากแหวนมิติ ฝังลงไปในดินที่เพิ่งบุกเบิกใหม่ กอดบอกจ้องมองระบบบริหารสำนักรออยู่หลายอึดใจ แต่ระบบกลับไร้ซึ่งปฏิกิริยาตอบสนอง
หลี่เหยี่ยนโม่ส่งเสียงร้อง เอ๊ะ เบาๆ ก่อนจะเริ่มยัดหินวิญญาณลงไปในดินราวกับกำลังปลูกผัก ครานี้ยัดลงไปนับร้อยก้อน
จนกระทั่งถึงก้อนที่สองร้อย ระบบบริหารสำนักจึงเริ่มมีการตอบสนอง
[4,980 หินวิญญาณ → 4,780 หินวิญญาณ]
[กำลังสร้างแปลงนาวิญญาณ...]
เห็นทรัพยากรถูกหักออกไปได้สำเร็จ หลี่เหยี่ยนโม่ก็อดร้องตะโกนว่า 'เยี่ยม' ในใจมิได้
ต้องรู้ว่าแปลงนาวิญญาณคือปัจจัยพื้นฐานของสำนักเซียน ในเมื่อไอ้เจ้านี่คือระบบบริหารสำนัก ย่อมต้องมีส่วนของแปลงนาวิญญาณเป็นแน่
แปลงนาวิญญาณเปรียบเสมือนหลุมไร้ก้นที่คอยสูบงบประมาณ สามารถทำให้สำนักล้มละลายได้ง่ายๆ เพียงแค่พลิกฝ่ามือ
แน่นอนว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือการแก่งแย่งชิงดีในโลกหล้า
ตำบลลั่วหยางตั้งอยู่ตีนเขาของสำนักเขาชิงซาน แม้ผู้ฝึกตนของสำนักเขาชิงซานส่วนใหญ่จะโดยสารเรือเหาะเข้าออก แต่บางครั้งก็มีคนสัญจรผ่านมาทางภาคพื้นดิน
หากผู้ฝึกตนมาเห็นแปลงนาวิญญาณเข้าจะเป็นอย่างไร? แน่นอนว่าต้องหัวเราะเสียงชั่วร้าย แล้วพึมพำว่า 'ของสิ่งนี้มีวาสนาต่อข้า' จากนั้นก็ถอนมันไปต่อหน้าต่อตา หินวิญญาณที่ลงทุนไปก็จะสูญเปล่าในพริบตา สถานะล้มละลายมาเยือนอย่างสมบูรณ์แบบ
อย่างไรเสียเขาหลี่เหยี่ยนโม่ก็ไม่มีผู้วิเศษหนุนหลัง ไม่ต้องกังวลว่าผู้ฝึกตนคนอื่นจะไม่กล้าแย่งชิง
ตื่นเต้นดีใจเสร็จแล้ว หลี่เหยี่ยนโม่ก็นั่งยองๆ กุมขมับจมดิ่งสู่ความหดหู่
ระบบบริหารสำนักของชาวบ้าน แค่กดปุ่มเดียวสิ่งปลูกสร้างก็หล่นลงมาจากฟ้า ส่วนระบบบริหารของเขา... ต้องทำแบบอัตโนมือล้วนๆ
“ช่างเถอะ ช่างเถอะ... การบำเพ็ญเพียรเดิมทีก็มิใช่เรื่องง่าย”
หลี่เหยี่ยนโม่เก็บข้าวของแล้วแบกท่อนไม้กลับไปยังกระท่อม หลังจากวางกองไม้ไว้ในลานบ้าน เขาก็เคาะประตูแล้วผลักเข้าไป
เจี้ยนเซินยังคงนอนอยู่บนเตียงเหมือนตอนที่เขาออกไป แต่บนพื้นกลับมีกองเศษหินเพิ่มขึ้นมา
หลี่เหยี่ยนโม่ที่ต้องผลาญหินวิญญาณไปแปดก้อนกว่าจะบรรลุระดับกลั่นลมปราณขั้นหนึ่ง ย่อมมองปราดเดียวก็รู้ว่าเศษหินเหล่านั้นคืออะไร
หลี่เหยี่ยนโม่มองเจี้ยนเซินด้วยสีหน้าพิกล
หินวิญญาณยี่สิบก้อนที่เขาเตรียมไว้ให้ ถูกเจี้ยนเซินผลาญจนเกลี้ยง แต่ทว่าเจี้ยนเซินในยามนี้ก็ยังคงเป็นปุถุชนธรรมดา
เห็นหลี่เหยี่ยนโม่ทำหน้าแปลกประหลาดไม่พูดไม่จา นิ้วมือของเจี้ยนเซินที่วางอยู่บนผ้าห่มก็เกร็งแน่นขึ้นเล็กน้อย ดวงตาสีแดงระเรื่อเบนหลบไปทางด้านข้าง รอคอยให้หลี่เหยี่ยนโม่เอ่ยปาก
“เจ้าใช้หินวิญญาณหมดแล้วรึ?”
“เจ้าค่ะ?”
“บรรลุระดับกลั่นลมปราณขั้นหนึ่งแล้วหรือไม่?”
“ไม่เจ้าค่ะ”
คล้ายกับคาดเดาจุดจบของตนเองได้ เจี้ยนเซินยิ้มเยาะตนเอง
แต่วินาทีถัดมา หลี่เหยี่ยนโม่กลับเทหินวิญญาณออกมากองพะเนินนับร้อยก้อน
“โธ่เอ๊ย เจ้าก็น่าจะบอกข้าเร็วๆ ข้ายังมีอีกเยอะ ใช้ไปเลย ตามสบาย”
เจี้ยนเซินจ้องมองกองหินวิญญาณตรงหน้าอย่างเหม่อลอย จนกระทั่งหลี่เหยี่ยนโม่หันไปเริ่มกวาดเศษหิน นางจึงได้สติ
ความปวดใจของหลี่เหยี่ยนโม่ยามทำหินวิญญาณแตกไปแปดก้อนนั้นมิใช่การเสแสร้ง แต่ยามนี้เขากลับควักหินวิญญาณนับร้อยออกมาให้อย่างใจป้ำ ช่างเป็นเรื่องที่ชวนให้สับสนยิ่งนัก
เห็นหลี่เหยี่ยนโม่ทำท่าจะออกไป เจี้ยนเซินก็อดรนทนไม่ไหว เอ่ยปากเรียกเขาไว้อย่างขัดเขิน
“ทะ... ท่านอาจารย์...”
“หือ? มีอะไรหรือ?”
“ไม่... ไม่มีอะไรเจ้าค่ะ...”
เจี้ยนเซินข่มกลั้นความรู้สึกในใจ ไม่เอ่ยวาจาใดอีก
หลี่เหยี่ยนโม่รู้สึกงุนงงเล็กน้อย แต่พอนึกถึงคำพูดของเจียงไป่เหอที่ว่าคนเป็นโรคซีดขาวมักถูกมองว่าเป็นตัวกาลกิณี เขาก็เข้าใจและปล่อยวาง
หลี่เหยี่ยนโม่ไม่คิดจะแสดงความห่วงใยเจี้ยนเซินจนเกินพอดี การใส่ใจมากเกินไปรังแต่จะทำให้เจี้ยนเซินตระหนักว่าตนเองเป็นตัวประหลาด วิธีการอยู่ร่วมกันที่ดีที่สุดคือการมองข้ามความแตกต่างของนางไปเสีย
เมื่อกลับมาที่ลานบ้าน หลี่เหยี่ยนโม่ก็เริ่มลงมือแปรรูปท่อนไม้ ภายในกระท่อม เจี้ยนเซินมายืนอยู่ที่หน้าต่างอีกครั้ง ชะโงกหน้ามองทุกอิริยาบถของหลี่เหยี่ยนโม่ ในดวงตาสีแดงระเรื่อบังเกิดระลอกคลื่นแห่งความสงสัยใคร่รู้
“เพราะเหตุใดกัน...”