- หน้าแรก
- แพทย์วิถีมาร
- บทที่ 41 การประชุมฉางชิง
บทที่ 41 การประชุมฉางชิง
บทที่ 41 การประชุมฉางชิง
บทที่ 41 การประชุมฉางชิง
“สิ่งที่ศิษย์น้องหยางกล่าวมาถูกต้องที่สุด”
“เส้นทางแห่งเซียนนั้นยากลำบาก การมีสหายคอยช่วยเหลือกันบ้าง ก็เป็นสิ่งที่ข้าผู้แซ่ฟางต้องการอย่างยิ่ง”
ฟางอี้พยักหน้าตอบรับ เขามีแผนนี้อยู่แล้ว
ผู้บำเพ็ญทั้งสามในห้องส่วนตัวล้วนมีจุดเด่นของตนเอง
ระดับรากวิญญาณของหยางไฉ่เอ๋อร์นั้นโดดเด่น เป็นศิษย์สายในของสำนักเสวียนหยาง มีปรมาจารย์สร้างรากฐานคอยคุ้มครอง หากเขาเสวียนหยางมีความเคลื่อนไหวใดๆนางก็จะทราบข่าวได้รวดเร็วที่สุด
สุภาษิตกล่าวว่า "ตัวไหมรู้ก่อนลมใบไม้ผลิจะมา" ในโลกแห่งเซียนนี้ ข้อมูลก็ถือเป็นโอกาสอย่างหนึ่ง
ฟ่านต้าเฉิงออกเดินทางในเทือกเขาชิงหยุนอยู่เสมอ
เทือกเขาชิงหยุนเป็นแหล่งรวมของผู้คนหลากหลาย ทั้งผู้บำเพ็ญเต๋า ผู้บำเพ็ญมาร ผู้บำเพ็ญนอกรีต และผู้บำเพ็ญพุทธ มีครบทุกประเภท
หากกล่าวว่าข่าวสารของหยางไฉ่เอ๋อร์เป็นประเภทข่าวใหญ่และกว้างขวาง ข่าวสารของฟ่านต้าเฉิงก็จะเป็นประเภทหลากหลายแต่ก็ละเอียด
เมื่อรวมข้อมูลของทั้งสองเข้าด้วยกัน ด้วยประสบการณ์สองชาติของฟางอี้ ก็เพียงพอที่จะคาดการณ์สถานการณ์ใหญ่บางส่วนของสำนักเสวียนหยางได้
หลี่ชิงซงประจำอยู่ในหอสมบัติ พบปะผู้บำเพ็ญมากมาย จึงเข้าใจตลาดทะเลสาบเมฆาเป็นอย่างดี และสามารถฝากให้เขาซื้อวัตถุวิญญาณหายากบางอย่างได้
ซึ่งสามารถช่วยให้ฟางอี้ประหยัดเวลาได้มาก
เมื่อเห็นฟางอี้พยักหน้าตอบรับ ฟ่านต้าเฉิงที่เคารพพี่ใหญ่ผู้นี้นับตั้งแต่นำเขาจากโลกมนุษย์สู่โลกแห่งเซียน ก็ไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ
หลี่ชิงซงสามารถตั้งหลักในหอสมบัติได้ ก็ต้องขอบคุณหุ่นเชิดของฟางอี้ และสมุนไพรวิญญาณและสัตว์อสูรที่ฟ่านต้าเฉิงนำมาขาย
ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีหยางไฉ่เอ๋อร์ที่เป็นศิษย์สายในอยู่ด้วย
เขาจึงไม่ปฏิเสธอย่างแน่นอน
หยางไฉ่เอ๋อร์เห็นทุกคนตอบรับ ก็รู้สึกสบายใจ
แม้ว่านางจะเป็นศิษย์ในแล้ว แต่การแข่งขันก็ยังคงดุเดือด การมีสหายผู้ช่วยเหลือเพิ่มขึ้นอีกสองสามคนก็ย่อมเป็นประโยชน์ไม่น้อย
เสียงอันไพเราะของหยางไฉ่เอ๋อร์ดังขึ้น
“ในเมื่อทุกท่านไม่มีข้อโต้แย้ง เรามาตั้งชื่อให้กับการรวมตัวกันนี้ดีหรือไม่?”
ฟ่านต้าเฉิงกล่าวเสริม
“จะเรียกว่าสมาคมเซียนดีหรือไม่? สมาคมเซียนที่รวมเหล่าเซียน”
“หากวันหน้ามีใครในพวกเราสามารถสร้างสำนักหรือเป็นบรรพชนได้ ก็จะได้มีชื่อเสียงโด่งดังไปชั่วกาลนาน”
หลี่ชิงซงมีความเห็นต่างออกไป
“ชื่อสมาคมเซียนนั้นดูยิ่งใหญ่และไกลตัวเกินไป…งั้นตั้งว่าสมาคมสมบัติสวรรค์เพื่อแสดงให้เห็นว่าพวกเราจะร่ำรวยศิลาวิญญาณดีหรือไม่?”
ฟางอี้ทราบว่าในโลกแห่งเซียนนี้มีเรื่องของโชคชะตาและตำแหน่งเข้ามาเกี่ยวข้อง
ชื่อสมาคมเซียนนั้นยิ่งใหญ่เกินไป ผู้บำเพ็ญปราณเพียงไม่กี่คนไม่สามารถแบกรับโชคชะตาได้ จนถึงขั้นอาจส่งผลกระทบต่อการบำเพ็ญ
ส่วนชื่อสมาคมสมบัติสวรรค์ก็ไม่จำเป็นต้องกล่าวถึง
แม้แต่ในนิกายมารในชาติที่แล้ว ก็ไม่มีจอมมารคนใดกล้าใช้ฉายาที่กล่าวถึงสวรรค์หรือฟ้า
ยิ่งรู้มากยิ่งต้องระมัดระวังมาก โลกที่กว้างใหญ่นี้มีเจตจำนงแห่งสวรรค์และโลกที่มองไม่เห็นอยู่จริง
ฟางอี้ครุ่นคิดแล้วกล่าว
“ใช้ชื่อว่าสมาคมฉางชิงดีหรือไม่?”
“เส้นทางแห่งเซียนเต็มไปด้วยอุปสรรคขวากหนาม ฉางชิงแปลว่ายืนยาว ใช้ชื่อฉางชิงเพื่อช่วยเหลือพวกเราให้ก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างยืนยาว”
“ดี! เส้นทางเซียนยืนยาว ต่อจากนี้เราคือสมาคมฉางชิง”
หยางไฉ่เอ๋อร์ที่เป็นศิษย์สายในเคยได้อ่านตำราโบราณมามากมาย จึงพอจะทราบถึงความไม่เหมาะสมของชื่อสมาคมเซียน
นางพิจารณาชื่อสมาคมฉางชิง อย่างละเอียด ดูเหมือนจะค้นพบความลึกลับบางอย่างในนั้น จึงสนับสนุนฟางอี้อย่างเป็นธรรมชาติ
เมื่อเห็นว่าฟ่านต้าเฉิงและหลี่ชิงซงไม่มีข้อโต้แย้ง หยางไฉ่เอ๋อร์ก็กล่าวต่อ
“ในเมื่อสมาคมฉางชิงเริ่มต้นจากข้อเสนอของข้า ก็ให้ข้าเริ่มแลกเปลี่ยนข้อมูลก่อน”
หยางไฉ่เอ๋อร์หยิบขวดหยกสองขวดออกมาจากถุงเก็บของ และมองไปยังฟางอี้และฟ่านต้าเฉิง
“นี่คือยาโอสถระดับต่ำขั้นหนึ่ง ยาบำรุงปราณเสวียนจือ”
“หนึ่งขวดมีสิบเม็ด สามารถช่วยให้ ผู้บำเพ็ญวิถียุทธ์ที่เป็นคนธรรมดาทะลวงสู่ผู้บำเพ็ญวิถียุทธ์ขอบเขตฟ้าดินได้ หนึ่งเม็ดราคาศิลาวิญญาณชั้นต่ำสามก้อน พี่ฟางและสหายเต๋าฟ่านมีความต้องการหรือไม่?”
ฟางอี้ถอนหายใจ หยางไฉ่เอ๋อร์เติบโตขึ้นมากจริงๆ
ยาบำรุงปราณเสวียนจือนี้ ช่วยได้เฉพาะผู้บำเพ็ญวิถียุทธ์ที่เป็นคนธรรมดาเท่านั้น ถือเป็นยาที่ค่อนข้างเฉพาะทาง มีปรมาจารย์โอสถน้อยคนที่จะสร้างมันขึ้นมา
คาดว่านางตั้งใจเตรียมมาเป็นพิเศษ เพื่อสานสัมพันธ์กับฟ่านต้าเฉิงให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น แต่น่าเสียดายที่เขาไม่จำเป็นต้องใช้แล้ว
ทันทีที่ทราบว่าเป็นยาบำรุงปราณเสวียนจือ ฟ่านต้าเฉิงก็จ้องมองขวดหยกสองขวดบนโต๊ะอย่างไม่ละสายตา
ชื่อของยาบำรุงปราณเสวียนจือนั้นเขาเคยได้ยินมาแล้ว!
เมื่อหนึ่งปีก่อน เขาติดอยู่ที่คอขวด ขอบเขตฟ้าดิน ตอนนั้นเขาได้ตามหาตามร้านโอสถและหอโอสถต่างๆในตลาดทะเลสาบเมฆามาแล้ว
แต่น่าเสียดายที่หาไม่พบ
เขาจึงได้แต่ฝากหลี่ชิงซงให้ช่วยหา แต่ไม่คาดคิดว่าจะได้รับมันอย่างไม่คาดฝันในวันนี้
แต่การฝึกวิชาบำเพ็ญกายนั้นต้องใช้ทรัพยากรมาก ยาบำรุงปราณเสวียนจือสิบเม็ดในขวดอาจไม่เพียงพอต่อการทะลวง
ฟางอี้ดูเหมือนจะมองเห็นความคิดของฟ่านต้าเฉิง จึงกล่าว
“โอสถนี้ข้าไม่จำเป็นต้องใช้ ต้าเฉิงออกเดินทางในเทือกเขาชิงหยุนอยู่เสมอ น่าจะมีความต้องการมากกว่า”
“พี่ฟางไม่ต้องการจริงหรือ? อย่าสละโอสถนี้เพราะเห็นแก่ข้าเลย”
แม้ว่าฟ่านต้าเฉิงจะต้องการยาบำรุงปราณเสวียนจืออย่างมาก แต่เขาก็ให้ความสำคัญกับมิตรภาพกับฟางอี้มากกว่า
ฟางอี้เห็นดังนั้น จึงคิดว่า ในเมื่อผู้บำเพ็ญวิถียุทธ์ขอบเขตฟ้าดินได้มาที่ตำหนักเชือดวิญญาณแล้ว และเคล็ดวิชาบำเพ็ญกายของเขากายาทองคำสามดับก็ได้ทะลวงสู่ระดับต่ำขั้นหนึ่งแล้ว
วิถียุทธ์ระดับขอบเขตฟ้าดินจึงไม่เหมาะที่จะใช้เป็นไพ่ตายอีกต่อไป ตอนนี้จึงเป็นโอกาสดีที่จะแสดงความสามารถบางส่วนของตนเอง
หากเป็นเพียงความสัมพันธ์ธรรมดาก็แล้วไป แต่สมาคมฉางชิงนี้ย่อมมีการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์
จึงควรแสดงความแข็งแกร่งของตนเองก่อน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเรื่องที่ไม่น่าปรารถนาขึ้น
ฟางอี้รู้ดีว่าจิตใจมนุษย์เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา เขาจึงไม่เคยทดสอบจิตใจของผู้ใด แต่มีบางเรื่องที่ควรตัดไฟแต่ต้นลม
เขารวมนิ้วมือทั้งห้าเข้าด้วยกัน ก่อตัวเป็นปราณคุ้มกายฟ้าดินสีเงินจางๆ
ใช้มือเป็นมีดสับเบาๆ แก้วหยกตรงหน้าก็ถูกตัดออกเป็นสองส่วนอย่างง่ายดาย โดยมีรอยตัดที่เรียบเนียนอย่างยิ่ง
“ผู้บำเพ็ญวิถียุทธ์ขอบเขตฟ้าดิน?”
ฟ่านต้าเฉิงเบิกตากว้างเมื่อเห็นปราณคุ้มกายฟ้าดินสีเงินในมือของฟางอี้
หยางไฉ่เอ๋อร์และคนอื่นๆไม่ใช่ผู้บำเพ็ญวิถียุทธ์ จึงไม่ทราบถึงความยากลำบาก แต่เขาทราบดี
เขาต้องต่อสู้กับสัตว์อสูรอย่างนองเลือดในเทือกเขาชิงหยุนเป็นเวลานาน จึงจะสัมผัสถึงประตูผู้บำเพ็ญวิถียุทธ์ขอบเขตฟ้าดินนี้ได้
แต่ พี่ฟางของเขาผู้นี้กลับทะลวงไปอย่างเงียบๆก่อนแล้ว
“ฟู่!”
ฟ่านต้าเฉิงถอนหายใจยาว แล้วก็รู้สึกโล่งใจ
ฟางอี้มักจะแข็งแกร่งกว่าเขาเสมอ และครั้งนี้ก็ไม่ต่างกัน
จากนั้นฟ่านต้าเฉิงก็หยิบศิลาวิญญาณหกสิบก้อนออกมา เก็บยาบำรุงปราณเสวียนจือทั้งสองขวดไว้
ด้วยความช่วยเหลือจากยาโอสถสองขวดนี้ ภายในหนึ่งปีก็เพีฃพอให้เขาทะลวงสู่ผู้บำเพ็ญวิถียุทธ์ขอบเขตฟ้าดินได้แล้ว ซึ่งจะทำให้เขากลายเป็นผู้โดดเด่นในหมู่ผู้บำเพ็ญปราณ
หลังจากนั้นทั้งสองสามคนก็แลกเปลี่ยนสมุนไพรวิญญาณและโอสถอื่นๆกันอีกครู่หนึ่ง
เมื่อเห็นว่าทุกคนเริ่มคุ้นเคยผ่านการกระชับความสัมพันธ์นี้แล้ว
ฟางอี้ก็รู้ว่าได้เวลาแล้ว จึงถามคำถามหนึ่งด้วยสีหน้าสงบ ราวกับต้องการยืนยันบางสิ่ง
“สหายเต๋าหยาง ไม่ทราบว่าการออกจากเขาเสวียนหยางในครั้งนี้เป็นเพราะเหตุใด?”
“เท่าที่ข้าทราบ ศิษย์ในสำนักที่มีรากวิญญาณชั้นสูงจะไม่สามารถออกจากประตูสำนักเสวียนหยางได้ หากยังไม่ทะลวงสู่ระดับบำเพ็ญปราณขั้นสูง”
“แม้ว่าระดับบำเพ็ญของศิษย์น้องหยางจะถึงระดับบำเพ็ญปราณชั้นห้าแล้ว แต่ก็ยังห่างไกลจากระดับบำเพ็ญขั้นปราณปลายอยู่มากใช่หรือไม่?”
รอยยิ้มบนใบหน้าของหยางไฉ่เอ๋อร์แข็งค้าง มองฟางอี้อย่างลึกซึ้ง จากนั้นก็เรียกค่ายกลป้องกันวิญญาณชั้นกลางออกมา ม่านป้องกันสีฟ้าจางๆแยกพวกเขาออกจากโลกภายนอก
หยางไฉ่เอ๋อร์มีสีหน้าจริงจัง
“สหายเต๋าฟางมีสายตาเฉียบคม เรื่องในวันนี้ออกจากปากข้าเข้าสู่หูของท่าน หากผู้อื่นทราบเข้า พวกเราจะต้องเผชิญหน้ากับหายนะครั้งใหญ่เป็นแน่”
ฟางอี้ทราบดีถึงหลักการที่ว่า เรื่องลับสำเร็จได้ด้วยความลับ ความพ่ายแพ้มาจากการรั่วไหล เขาจึงทำการปฏิญาณกับจิตเต๋าอย่างเด็ดเดี่ยว
พอเห็นหยางไฉ่เอ๋อร์ดูยังรู้สึกไม่ปลอดภัย เขาจึงหยิบสัญญาวิญญาณที่เตรียมไว้ล่วงหน้าซึ่งมี อักขระระดับหนึ่งออกมาจากถุงเก็บของ
เมื่อเห็นฟางอี้ทำเช่นนั้น ฟ่านต้าเฉิงและหลี่ชิงซงก็ทำการปฏิญาณกับจิตเต๋าและลงนามสัญญาด้วยเช่นกัน เพื่อรับประกันว่าจะไม่เปิดเผยความลับ
หลังจากส่งมอบสัญญาให้กับหยางไฉ่เอ๋อร์แล้ว ฟางอี้ก็กล่าว
“สหายเต๋าหยาง ตอนนี้สามารถบอกความจริงกับพวกเราได้แล้วใช่หรือไม่?”