เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 32 ติดกับ

บทที่ 32 ติดกับ

บทที่ 32 ติดกับ


บทที่ 32 ติดกับ

ฟางอี้สัมผัสถึงสลักอาคมในมีดฟันวิญญาณแล้วรู้สึกพึงพอใจมาก

ศาสตราชั้นยอดนั้นเป็นสมบัติที่แม้แต่ผู้บำเพ็ญเพียรก่อตั้งรากฐานก็ยังอยากจะสามารถครอบครองได้

ยิ่งไปกว่านั้นนี่เป็นศาสตราประจำกายที่ล้ำค่าที่สุดอีกด้วย

เมื่อมีสมบัติชิ้นนี้ผสานกับวิชาลับ เขาก็มีพลังเพียงพอที่จะป้องกันตัวเองในแดนลับแห่งนี้แล้ว

จากนั้นฟางอี้ก็หยิบหุ่นเชิดเต่าเกราะปฐพีที่ชำรุดออกมา แล้วร่ายวิชาลงไปอย่างต่อเนื่อง

อาศัยแก่นแท้ของบ่อน้ำพุที่เหลืออยู่ในที่แห่งนี้ ก็สามารถซ่อมแซมชุดเกราะหุ่นเชิดนี้ได้พอดี

สามวันต่อมา ที่แท่นแสดงธรรมบนยอดเขาหลิงหยาง

หลิ่วชิงเยียนลอยอยู่กลางอากาศ สัมผัสได้ถึงพลังปราณที่ลดลงอย่างต่อเนื่องจากประตูทองแดง ใบหน้าของนางก็ซีดเผือดลง

“จะเป็นไปได้อย่างไรกัน? เหตุใดในแดนลับเล็กๆแห่งนี้จึงมีผู้บำเพ็ญเพียรปราณล้มตายมากมายถึงเพียงนี้”

สำหรับสำนักเสวียนหยางแล้ว ปรมาจารย์ก่อตั้งรากฐานย่อมสำคัญกว่าผู้บำเพ็ญเพียรปราณอย่างแน่นอน

แต่หากไม่มีเหตุผลสมควร แล้วปล่อยให้ผู้บำเพ็ญเพียรปราณจำนวนมากในสำนักล้มตายไปง่าย ๆ เช่นนี้

สำนักเสวียนหยาง ในฐานะสำนักฝ่ายธรรมะ เพื่อปลอบขวัญเหล่าศิษย์ในสำนัก ปรมาจารย์ก่อตั้งรากฐานก็จะต้องถูกหน่วยตรวจสอบกฎระเบียบไต่สวนเป็นแน่แท้

แน่นอนว่า หลิ่วชิงเยียนย่อมไม่ต้องการถูกหน่วยตรวจสอบกฎระเบียบไต่สวน

ไม่ต้องกล่าวถึงบทลงโทษ หากถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานทำร้ายศิษย์ร่วมสำนักแล้ว ปรมาจารย์จิ่วหานผู้เป็นอาจารย์ของนางย่อมจะต้องลงมือจัดการนางเองอย่างแน่นอน

‘ข้าจะยืนรอความตายไม่ได้เด็ดขาด!’

หลิ่วชิงเยียนตัดสินใจเด็ดขาด

มือเรียวงามของนางร่ายวิชา ใช้อาคมผนึกพลังวิญญาณ แสงวิญญาณพวยพุ่ง กลายเป็นพันธนาการสะกดพลังบำเพ็ญเพียรเอาไว้

ใบหน้าของนางเผยความเจ็บปวดออกมา พลังปราณของนางอ่อนแอลงเรื่อย ๆ จนกระทั่งพลังบำเพ็ญเพียรของนางตกลงต่ำกว่าระดับก่อตั้งรากฐาน

‘ระดับบำเพ็ญเพียรปราณขั้นเก้า คงเพียงพอที่จะเข้าไปในแดนลับชั้นหนึ่งได้โดยที่ไม่ถูกแดนลับขับไล่ออกมาแล้ว’

หลิ่วชิงเยียนที่สามารถสร้างรากฐานชั้นกลางได้ย่อมไม่ใช่คนโง่เขลา

แดนลับชิงหลิงเป็นเพียงแดนลับชั้นหนึ่งที่ปรมาจารย์หลอมโอสถสร้างขึ้น มีพื้นฐานที่จำกัดและพื้รที่ภายในก็ไม่มั่นคง

ทั้งสัตว์อสูรชั้นสองหรือผู้บำเพ็ญเพียรก่อตั้งรากฐานล้วนไม่สามารถเข้าไปได้

หากฝืนเข้าไปก็อาจทำให้เกิดรอยแยกมิติได้โดยง่าย

นางรู้สึกว่าตนเองเป็นถึงผู้บำเพ็ญขั้นก่อตั้งรากฐาน ประสบการณ์มากมาย อีกทั้งยังอยู่ในสำนักเสวียนหยาง การเข้าไปในแดนลับย่อมไม่มีอันตรายถึงชีวิต

ในแดนลับ สัตว์อสูรที่อันตรายที่สุดก็แค่ชั้นหนึ่งชั้นยอดที่เป็นเป็นระดับสูงสุด แม้จะผนึกพลังบำเพ็ญเพียรไว้ นางก็ยังสามารถสังหารได้อย่างง่ายดาย

ยิ่งไปกว่านั้น นางยังสามารถนำ ศิลาแสงจันทราชั้นสองที่น้ำพุชิงหลิงหล่อเลี้ยงไว้ออกมาได้ด้วย

‘จะชักช้าอยู่มิได้แล้ว!’

หลิ่วชิงเยียนตบถุงเก็บของเรียกศาสตราไม้บรรทัดหยกออกมา จากนั้นก็กลายเป็นแสงวับพุ่งเข้าสู่ประตูทองแดงขนาดใหญ่

ผ่านไปไม่นาน

ผู้บำเพ็ญเพียรสวมหมวกไม้ไผ่ผู้หนึ่งก็เดินออกมาจากห้องลับข้างแท่นแสดงธรรม

เมื่อยืนยันว่าหลิ่วชิงเยียนเข้าไปใน แดนลับชิงหลิงแล้ว เขาก็ทำลายหยกสื่อสารในมือลง

ภายในแดนลับ

“แคร่ก! แคร่ก!”

ข้างบ่อน้ำพุชิงหลิง หลี่อู๋ฮุ่ยรู้สึกว่าหยกสื่อสารที่เอวของตนแตกหักก็ลืมตาขึ้นทันที

‘มาแล้ว!’

เขาออกคำสั่งแก่เตาหลอมชุดดำเบื้องหน้า

“พวกเจ้าจงไปจัดการผู้บำเพ็ญเพียรทั้งหมดในแดนลับให้สิ้นซากไม่ว่าจะเป็นหรือตาย เพียงแค่นำร่างพวกเขามาที่นี่ก็พอ”

เมื่อเห็นผู้บำเพ็ญเพียรชุดดำทยอยจากไป

หลี่อู๋ฮุ่ยก็ลุกขึ้นยืน กดอารมณ์ที่ตื่นเต้นจนร่างกายสั่นเทาเล็กน้อยเอาไว้

เขาเสียสละมากมายขนาดนี้ วางแผนมาเนิ่นนาน ความสำเร็จหรือล้มเหลวก็ขึ้นอยู่กับปฎิบัติการในครั้งนี้แล้ว

หลิ่วชิงเยียนไม่รู้เลยว่าเมื่อหลี่อู๋ฮุ่ยทราบข่าวการสร้างรากฐานของนาง เขารู้สึกตื่นเต้นเพียงใด

นางมีรากฐานธาตุน้ำกลายพันธุ์เป็นธาตุน้ำแข็งแถมเพิ่งทะลวงผ่านระดับสร้างรากฐานมาใหม่ ๆ ผลลัพธ์ย่อมเหนือกว่าเตาหลอมที่เขาเล็งไว้ในหมื่นอุทยานพฤกษา หลายเท่านัก

ห่างจากบ่อน้ำพุชิงหลิงไปหลายลี้ในป่าโบราณแห่งหนึ่ง

ฟางอี้สวมชุดเกราะสีเหลืองแกมน้ำตาลซึ่งแปลงมาจากหุ่นเชิดเต่าเกราะปฐพีแล้วเงยหน้าขึ้น

เขามองไปยังแสงวับสีฟ้าที่พุ่งลงมาจากท้องฟ้าอย่างไม่ปกปิดก็เข้าใจในทันที

‘นี่คือจุดประสงค์ของตระกูลหลี่แห่งหมื่นอุทยานพฤกษาหรือนี่?’

เขาพยายามหลบเลี่ยง และจับตาดูว่าตระกูลหลี่แห่งหมื่นอุทยานพฤกษาเตรียมกลอุบายใดไว้บ้าง

สามวันก่อนหลังจากที่ฟางอี้หลอมหุ่นเชิดเต่าเกราะปฐพีเสร็จแล้ว

เขาเดินตามร่องรอยที่มีพลังวิญญาณเข้มข้นสูงสุดมา จนได้มาเจอบ่อน้ำพุชิงหลิงแห่งนี้ และหยุดห่างออกมาหลายลี้

อาศัยจิตสัมผัสที่เทียบเท่าผู้บำเพ็ญเพียรปราณชั้นสูง เขาก็สัมผัสได้ถึงพลังปราณที่แปลกประหลาด เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ทั้งแข็งแกร่งและอ่อนโยนในบ่อน้ำพุชิงหลิงที่อยู่ไกลออกไป

เขาประเมินไว้ว่า

ไม่ว่าผู้บำเพ็ญเพียรในบ่อน้ำนั่นจะใช้เพื่อหลอมศาสตราหรือเพื่อหลอมหุ่นเชิด ย่อมต้องมีวัตถุดิบหลักอย่างเตาหลอมอย่างแน่นอน

ฟางอี้ไม่กังวลว่าผู้บำเพ็ญเพียรเหล่านั้นจะมาเพื่อตนเอง

ในสายตาของผู้บำเพ็ญเพียรอื่น เขาไม่ใช่ผู้มีพรสวรรค์ ไม่ได้มีโอกาสพิเศษใด ๆ

เขาเป็นเพียงผู้บำเพ็ญเพียรปราณชั้นต้นที่มีคุณสมบัติธรรมดาและเพิ่งเข้าเป็นศิษย์สำนักเสวียนหยางได้ไม่นานเท่านั้น

อย่างมากเขาก็เป็นแค่วัตถุดิบเสริมจะมีเขาหรือไม่ก็ไม่ใช่ปัจจัยสำคัญในการตัดสินผลลัพธ์

แต่ในฐานะปลาที่ได้รับผลกระทบ เขาย่อมต้องตรวจสอบให้แน่ชัดว่าภัยพิบัติครั้งนี้จะใหญ่หลวงเพียงใด และจะส่งผลกระทบต่อเขาหรือไม่

หากไม่เกี่ยวข้องกับตนเอง เขาก็ไม่เต็มใจที่จะเข้าช่วยเหลือผู้อื่นและเสี่ยงชีวิต

ก็แค่หุ่นเชิดมนุษย์เท่านั้นเอง

เมื่อก้าวเข้าสู่เส้นทางบำเพ็ญเพียรแล้ว จะมีผู้บำเพ็ญเพียรสักกี่คนที่มือไม่เปื้อนเลือด…สุดท้ายก็แค่แตกต่างกันที่มากหรือน้อยเท่านั้น

หนทางเซียนให้ความสำคัญกับตนเอง ความเป็นความตายของผู้บำเพ็ญเพียรแปลกหน้าจะไปเกี่ยวกับตนเองได้อย่างไร

ฟางอี้เอามือแตะต้นไม้โบราณ เดินพลังปราณร่วงโรยและรุ่งโรจน์เพื่อเชื่อมพลังปราณของตนเข้ากับพืชพรรณรอบข้าง

อาศัยพลังปราณของพืชพรรณเพื่ออำพรางพลังปราณของตนเองและรอคอยผลลัพธ์ของการปะทะครั้งนี้อย่างเงียบ ๆ

‘ซู่’

แสงวับที่หลิ่วชิงเยียนแปลงร่างพุ่งผ่านประตูทองแดงเข้าสู่แดนลับชิงหลิง

ความรู้สึกที่พลังปราณถูกสะกดทำให้นางรู้สึกไม่พอใจอย่างยิ่ง นางกวาดจิตสัมผัสไปรอบๆก็รู้ว่าตนเองอยู่ทางทิศตะวันออกของแดนลับชิงหลิง

หลิ่วชิงเยียนไม่ได้เตรียมการที่จะช่วยศิษย์นอกสำนักทีละคน

นางเตรียมที่จะตรงไปยังบ่อน้ำพุชิงหลิงทันทีซึ่งเป็นสถานที่ที่มีพลังวิญญาณเข้มข้นที่สุดในแดนลับ และมีเส้นพลังวิญญาณชั้นหนึ่งชั้นยอดอยู่

เพียงแค่เปิดประตูแดนลับเหนือน้ำพุวิญญาณ ศิษย์นอกสำนักจำนวนมากก็จะเดินทางมาที่นี่เองตามธรรมชาติ

พร้อมกันนั้น นางยังสามารถเก็บ ศิลาแสงจันทราซึ่งเป็นวัสดุสำหรับหลอมศาสตราประจำกายไว้ได้อย่างปลอดภัย

‘ขึ้น!’

หลิ่วชิงเยียนใช้จิตสั่งการศาสตราไม้บรรทัดหยกที่เท้าของนาง มันกลายเป็นแสงวับสีฟ้าพุ่งตรงไปยัง บ่อน้ำพุชิงหลิงอย่างไม่ปกปิด

หนึ่งชั่วยามต่อมา

หลิ่วชิงเยียนเหยียบไม้บรรทัดหยก ร่อนลงเหนือน้ำพุวิญญาณ

เมื่อเห็นน้ำพุวิญญาณที่อบอวลไปด้วยไอน้ำ นางก็พยักหน้าด้วยความพึงพอใจ

นางร่ายวิชาใช้พลังปราณดึงศิลาแสงจันทราที่ซ่อนอยู่ใต้บ่อน้ำออกมา

ขณะที่ลูบคลำศิลาแสงจันทราในมือ สีหน้าของนางก็เปลี่ยนไป

“อะไรกัน! ของปลอมหรือนี่!

ข้าตกหลุมพรางของเจ้าเฒ่านั่นแล้ว!”

หลิ่วชิงเยียนเป็นผู้บำเพ็ญขั้นสร้างรากฐาน ก่อนหน้านี้ถูกหลอกได้ก็เพราะนางไม่ทันคิดมาก่อน

ว่าตระกูลหลี่แห่งหมื่นอุทยานพฤกษาที่บาดหมางกันมานานจะร่วมมือกับตระกูลฉางซุนได้

นางแอบเสียใจในใจที่ไม่ควรเย่อหยิ่งจองหองเพียงเพราะตนเองสร้างรากฐานสำเร็จแล้ว

ทั้งๆที่รู้ว่าแดนลับแห่งนี้อันตราย แต่นางก็ยังกล้าบุกรุกเข้ามา

หลิ่วชิงเยียนเร่งเร้าศาสตราไม้บรรทัดหยก หวังจะแปลงร่างเป็นแสงวับแล้วหนีไป

นางรู้ดีว่าไม่ว่าจะเป็นแผนการใด

การคิดจะทำร้ายศิษย์ร่วมสำนักในสำนักเสวียนหยางย่อมเป็นเรื่องที่ทำอย่างลับ ๆ ไม่สามารถเปิดเผยได้

หลิ่วชิงเยียนกัดฟันแน่น สาบานในใจว่าหากตนเองสามารถหนีไปได้อย่างปลอดภัยแล้ว

นางจะทำให้เจ้าเฒ่าหลี่จ้าวเฟยต้องชดใช้อย่างสาสมให้จงได้

แต่...มันสายเกินไปแล้ว!

“ศิษย์น้องหลิ่ว ไม่เจอกันเสียนาน ไฉนจึงรีบร้อนจากไปเช่นนี้... หรือว่ารังเกียจที่ศิษย์พี่ผู้นี้ต้อนรับไม่ดีพอ?”

เสียงเย็นชาดังก้องไปทั่วหุบเขา

ลำแสงพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของลมและเมฆ

ธงอาคมสีเขียวสิบสองผืนโบกสะบัดโดยไม่มีลมพัด

อักขระวิญญาณปรากฏขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดูดซับพลังปราณธาตุน้ำจากเส้นพลังวิญญาณในบ่อน้ำพุชิงหลิง

เพื่อใช้สร้างอาคมใหญ่หยินหยางกลับตาลปัตรระดับรองชั้นสอง เพื่อปิดผนึกหุบเขาไว้อย่างสมบูรณ์

จบบทที่ บทที่ 32 ติดกับ

คัดลอกลิงก์แล้ว