- หน้าแรก
- แพทย์วิถีมาร
- บทที่ 32 ติดกับ
บทที่ 32 ติดกับ
บทที่ 32 ติดกับ
บทที่ 32 ติดกับ
ฟางอี้สัมผัสถึงสลักอาคมในมีดฟันวิญญาณแล้วรู้สึกพึงพอใจมาก
ศาสตราชั้นยอดนั้นเป็นสมบัติที่แม้แต่ผู้บำเพ็ญเพียรก่อตั้งรากฐานก็ยังอยากจะสามารถครอบครองได้
ยิ่งไปกว่านั้นนี่เป็นศาสตราประจำกายที่ล้ำค่าที่สุดอีกด้วย
เมื่อมีสมบัติชิ้นนี้ผสานกับวิชาลับ เขาก็มีพลังเพียงพอที่จะป้องกันตัวเองในแดนลับแห่งนี้แล้ว
จากนั้นฟางอี้ก็หยิบหุ่นเชิดเต่าเกราะปฐพีที่ชำรุดออกมา แล้วร่ายวิชาลงไปอย่างต่อเนื่อง
อาศัยแก่นแท้ของบ่อน้ำพุที่เหลืออยู่ในที่แห่งนี้ ก็สามารถซ่อมแซมชุดเกราะหุ่นเชิดนี้ได้พอดี
…
สามวันต่อมา ที่แท่นแสดงธรรมบนยอดเขาหลิงหยาง
หลิ่วชิงเยียนลอยอยู่กลางอากาศ สัมผัสได้ถึงพลังปราณที่ลดลงอย่างต่อเนื่องจากประตูทองแดง ใบหน้าของนางก็ซีดเผือดลง
“จะเป็นไปได้อย่างไรกัน? เหตุใดในแดนลับเล็กๆแห่งนี้จึงมีผู้บำเพ็ญเพียรปราณล้มตายมากมายถึงเพียงนี้”
สำหรับสำนักเสวียนหยางแล้ว ปรมาจารย์ก่อตั้งรากฐานย่อมสำคัญกว่าผู้บำเพ็ญเพียรปราณอย่างแน่นอน
แต่หากไม่มีเหตุผลสมควร แล้วปล่อยให้ผู้บำเพ็ญเพียรปราณจำนวนมากในสำนักล้มตายไปง่าย ๆ เช่นนี้
สำนักเสวียนหยาง ในฐานะสำนักฝ่ายธรรมะ เพื่อปลอบขวัญเหล่าศิษย์ในสำนัก ปรมาจารย์ก่อตั้งรากฐานก็จะต้องถูกหน่วยตรวจสอบกฎระเบียบไต่สวนเป็นแน่แท้
แน่นอนว่า หลิ่วชิงเยียนย่อมไม่ต้องการถูกหน่วยตรวจสอบกฎระเบียบไต่สวน
ไม่ต้องกล่าวถึงบทลงโทษ หากถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานทำร้ายศิษย์ร่วมสำนักแล้ว ปรมาจารย์จิ่วหานผู้เป็นอาจารย์ของนางย่อมจะต้องลงมือจัดการนางเองอย่างแน่นอน
‘ข้าจะยืนรอความตายไม่ได้เด็ดขาด!’
หลิ่วชิงเยียนตัดสินใจเด็ดขาด
มือเรียวงามของนางร่ายวิชา ใช้อาคมผนึกพลังวิญญาณ แสงวิญญาณพวยพุ่ง กลายเป็นพันธนาการสะกดพลังบำเพ็ญเพียรเอาไว้
ใบหน้าของนางเผยความเจ็บปวดออกมา พลังปราณของนางอ่อนแอลงเรื่อย ๆ จนกระทั่งพลังบำเพ็ญเพียรของนางตกลงต่ำกว่าระดับก่อตั้งรากฐาน
‘ระดับบำเพ็ญเพียรปราณขั้นเก้า คงเพียงพอที่จะเข้าไปในแดนลับชั้นหนึ่งได้โดยที่ไม่ถูกแดนลับขับไล่ออกมาแล้ว’
หลิ่วชิงเยียนที่สามารถสร้างรากฐานชั้นกลางได้ย่อมไม่ใช่คนโง่เขลา
แดนลับชิงหลิงเป็นเพียงแดนลับชั้นหนึ่งที่ปรมาจารย์หลอมโอสถสร้างขึ้น มีพื้นฐานที่จำกัดและพื้รที่ภายในก็ไม่มั่นคง
ทั้งสัตว์อสูรชั้นสองหรือผู้บำเพ็ญเพียรก่อตั้งรากฐานล้วนไม่สามารถเข้าไปได้
หากฝืนเข้าไปก็อาจทำให้เกิดรอยแยกมิติได้โดยง่าย
นางรู้สึกว่าตนเองเป็นถึงผู้บำเพ็ญขั้นก่อตั้งรากฐาน ประสบการณ์มากมาย อีกทั้งยังอยู่ในสำนักเสวียนหยาง การเข้าไปในแดนลับย่อมไม่มีอันตรายถึงชีวิต
ในแดนลับ สัตว์อสูรที่อันตรายที่สุดก็แค่ชั้นหนึ่งชั้นยอดที่เป็นเป็นระดับสูงสุด แม้จะผนึกพลังบำเพ็ญเพียรไว้ นางก็ยังสามารถสังหารได้อย่างง่ายดาย
ยิ่งไปกว่านั้น นางยังสามารถนำ ศิลาแสงจันทราชั้นสองที่น้ำพุชิงหลิงหล่อเลี้ยงไว้ออกมาได้ด้วย
‘จะชักช้าอยู่มิได้แล้ว!’
หลิ่วชิงเยียนตบถุงเก็บของเรียกศาสตราไม้บรรทัดหยกออกมา จากนั้นก็กลายเป็นแสงวับพุ่งเข้าสู่ประตูทองแดงขนาดใหญ่
ผ่านไปไม่นาน
ผู้บำเพ็ญเพียรสวมหมวกไม้ไผ่ผู้หนึ่งก็เดินออกมาจากห้องลับข้างแท่นแสดงธรรม
เมื่อยืนยันว่าหลิ่วชิงเยียนเข้าไปใน แดนลับชิงหลิงแล้ว เขาก็ทำลายหยกสื่อสารในมือลง
…
ภายในแดนลับ
“แคร่ก! แคร่ก!”
ข้างบ่อน้ำพุชิงหลิง หลี่อู๋ฮุ่ยรู้สึกว่าหยกสื่อสารที่เอวของตนแตกหักก็ลืมตาขึ้นทันที
‘มาแล้ว!’
เขาออกคำสั่งแก่เตาหลอมชุดดำเบื้องหน้า
“พวกเจ้าจงไปจัดการผู้บำเพ็ญเพียรทั้งหมดในแดนลับให้สิ้นซากไม่ว่าจะเป็นหรือตาย เพียงแค่นำร่างพวกเขามาที่นี่ก็พอ”
เมื่อเห็นผู้บำเพ็ญเพียรชุดดำทยอยจากไป
หลี่อู๋ฮุ่ยก็ลุกขึ้นยืน กดอารมณ์ที่ตื่นเต้นจนร่างกายสั่นเทาเล็กน้อยเอาไว้
เขาเสียสละมากมายขนาดนี้ วางแผนมาเนิ่นนาน ความสำเร็จหรือล้มเหลวก็ขึ้นอยู่กับปฎิบัติการในครั้งนี้แล้ว
หลิ่วชิงเยียนไม่รู้เลยว่าเมื่อหลี่อู๋ฮุ่ยทราบข่าวการสร้างรากฐานของนาง เขารู้สึกตื่นเต้นเพียงใด
นางมีรากฐานธาตุน้ำกลายพันธุ์เป็นธาตุน้ำแข็งแถมเพิ่งทะลวงผ่านระดับสร้างรากฐานมาใหม่ ๆ ผลลัพธ์ย่อมเหนือกว่าเตาหลอมที่เขาเล็งไว้ในหมื่นอุทยานพฤกษา หลายเท่านัก
…
ห่างจากบ่อน้ำพุชิงหลิงไปหลายลี้ในป่าโบราณแห่งหนึ่ง
ฟางอี้สวมชุดเกราะสีเหลืองแกมน้ำตาลซึ่งแปลงมาจากหุ่นเชิดเต่าเกราะปฐพีแล้วเงยหน้าขึ้น
เขามองไปยังแสงวับสีฟ้าที่พุ่งลงมาจากท้องฟ้าอย่างไม่ปกปิดก็เข้าใจในทันที
‘นี่คือจุดประสงค์ของตระกูลหลี่แห่งหมื่นอุทยานพฤกษาหรือนี่?’
เขาพยายามหลบเลี่ยง และจับตาดูว่าตระกูลหลี่แห่งหมื่นอุทยานพฤกษาเตรียมกลอุบายใดไว้บ้าง
สามวันก่อนหลังจากที่ฟางอี้หลอมหุ่นเชิดเต่าเกราะปฐพีเสร็จแล้ว
เขาเดินตามร่องรอยที่มีพลังวิญญาณเข้มข้นสูงสุดมา จนได้มาเจอบ่อน้ำพุชิงหลิงแห่งนี้ และหยุดห่างออกมาหลายลี้
อาศัยจิตสัมผัสที่เทียบเท่าผู้บำเพ็ญเพียรปราณชั้นสูง เขาก็สัมผัสได้ถึงพลังปราณที่แปลกประหลาด เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ทั้งแข็งแกร่งและอ่อนโยนในบ่อน้ำพุชิงหลิงที่อยู่ไกลออกไป
เขาประเมินไว้ว่า
ไม่ว่าผู้บำเพ็ญเพียรในบ่อน้ำนั่นจะใช้เพื่อหลอมศาสตราหรือเพื่อหลอมหุ่นเชิด ย่อมต้องมีวัตถุดิบหลักอย่างเตาหลอมอย่างแน่นอน
ฟางอี้ไม่กังวลว่าผู้บำเพ็ญเพียรเหล่านั้นจะมาเพื่อตนเอง
ในสายตาของผู้บำเพ็ญเพียรอื่น เขาไม่ใช่ผู้มีพรสวรรค์ ไม่ได้มีโอกาสพิเศษใด ๆ
เขาเป็นเพียงผู้บำเพ็ญเพียรปราณชั้นต้นที่มีคุณสมบัติธรรมดาและเพิ่งเข้าเป็นศิษย์สำนักเสวียนหยางได้ไม่นานเท่านั้น
อย่างมากเขาก็เป็นแค่วัตถุดิบเสริมจะมีเขาหรือไม่ก็ไม่ใช่ปัจจัยสำคัญในการตัดสินผลลัพธ์
แต่ในฐานะปลาที่ได้รับผลกระทบ เขาย่อมต้องตรวจสอบให้แน่ชัดว่าภัยพิบัติครั้งนี้จะใหญ่หลวงเพียงใด และจะส่งผลกระทบต่อเขาหรือไม่
หากไม่เกี่ยวข้องกับตนเอง เขาก็ไม่เต็มใจที่จะเข้าช่วยเหลือผู้อื่นและเสี่ยงชีวิต
ก็แค่หุ่นเชิดมนุษย์เท่านั้นเอง
เมื่อก้าวเข้าสู่เส้นทางบำเพ็ญเพียรแล้ว จะมีผู้บำเพ็ญเพียรสักกี่คนที่มือไม่เปื้อนเลือด…สุดท้ายก็แค่แตกต่างกันที่มากหรือน้อยเท่านั้น
หนทางเซียนให้ความสำคัญกับตนเอง ความเป็นความตายของผู้บำเพ็ญเพียรแปลกหน้าจะไปเกี่ยวกับตนเองได้อย่างไร
ฟางอี้เอามือแตะต้นไม้โบราณ เดินพลังปราณร่วงโรยและรุ่งโรจน์เพื่อเชื่อมพลังปราณของตนเข้ากับพืชพรรณรอบข้าง
อาศัยพลังปราณของพืชพรรณเพื่ออำพรางพลังปราณของตนเองและรอคอยผลลัพธ์ของการปะทะครั้งนี้อย่างเงียบ ๆ
…
‘ซู่’
แสงวับที่หลิ่วชิงเยียนแปลงร่างพุ่งผ่านประตูทองแดงเข้าสู่แดนลับชิงหลิง
ความรู้สึกที่พลังปราณถูกสะกดทำให้นางรู้สึกไม่พอใจอย่างยิ่ง นางกวาดจิตสัมผัสไปรอบๆก็รู้ว่าตนเองอยู่ทางทิศตะวันออกของแดนลับชิงหลิง
หลิ่วชิงเยียนไม่ได้เตรียมการที่จะช่วยศิษย์นอกสำนักทีละคน
นางเตรียมที่จะตรงไปยังบ่อน้ำพุชิงหลิงทันทีซึ่งเป็นสถานที่ที่มีพลังวิญญาณเข้มข้นที่สุดในแดนลับ และมีเส้นพลังวิญญาณชั้นหนึ่งชั้นยอดอยู่
เพียงแค่เปิดประตูแดนลับเหนือน้ำพุวิญญาณ ศิษย์นอกสำนักจำนวนมากก็จะเดินทางมาที่นี่เองตามธรรมชาติ
พร้อมกันนั้น นางยังสามารถเก็บ ศิลาแสงจันทราซึ่งเป็นวัสดุสำหรับหลอมศาสตราประจำกายไว้ได้อย่างปลอดภัย
‘ขึ้น!’
หลิ่วชิงเยียนใช้จิตสั่งการศาสตราไม้บรรทัดหยกที่เท้าของนาง มันกลายเป็นแสงวับสีฟ้าพุ่งตรงไปยัง บ่อน้ำพุชิงหลิงอย่างไม่ปกปิด
หนึ่งชั่วยามต่อมา
หลิ่วชิงเยียนเหยียบไม้บรรทัดหยก ร่อนลงเหนือน้ำพุวิญญาณ
เมื่อเห็นน้ำพุวิญญาณที่อบอวลไปด้วยไอน้ำ นางก็พยักหน้าด้วยความพึงพอใจ
นางร่ายวิชาใช้พลังปราณดึงศิลาแสงจันทราที่ซ่อนอยู่ใต้บ่อน้ำออกมา
ขณะที่ลูบคลำศิลาแสงจันทราในมือ สีหน้าของนางก็เปลี่ยนไป
“อะไรกัน! ของปลอมหรือนี่!
ข้าตกหลุมพรางของเจ้าเฒ่านั่นแล้ว!”
หลิ่วชิงเยียนเป็นผู้บำเพ็ญขั้นสร้างรากฐาน ก่อนหน้านี้ถูกหลอกได้ก็เพราะนางไม่ทันคิดมาก่อน
ว่าตระกูลหลี่แห่งหมื่นอุทยานพฤกษาที่บาดหมางกันมานานจะร่วมมือกับตระกูลฉางซุนได้
นางแอบเสียใจในใจที่ไม่ควรเย่อหยิ่งจองหองเพียงเพราะตนเองสร้างรากฐานสำเร็จแล้ว
ทั้งๆที่รู้ว่าแดนลับแห่งนี้อันตราย แต่นางก็ยังกล้าบุกรุกเข้ามา
หลิ่วชิงเยียนเร่งเร้าศาสตราไม้บรรทัดหยก หวังจะแปลงร่างเป็นแสงวับแล้วหนีไป
นางรู้ดีว่าไม่ว่าจะเป็นแผนการใด
การคิดจะทำร้ายศิษย์ร่วมสำนักในสำนักเสวียนหยางย่อมเป็นเรื่องที่ทำอย่างลับ ๆ ไม่สามารถเปิดเผยได้
หลิ่วชิงเยียนกัดฟันแน่น สาบานในใจว่าหากตนเองสามารถหนีไปได้อย่างปลอดภัยแล้ว
นางจะทำให้เจ้าเฒ่าหลี่จ้าวเฟยต้องชดใช้อย่างสาสมให้จงได้
แต่...มันสายเกินไปแล้ว!
“ศิษย์น้องหลิ่ว ไม่เจอกันเสียนาน ไฉนจึงรีบร้อนจากไปเช่นนี้... หรือว่ารังเกียจที่ศิษย์พี่ผู้นี้ต้อนรับไม่ดีพอ?”
เสียงเย็นชาดังก้องไปทั่วหุบเขา
ลำแสงพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของลมและเมฆ
ธงอาคมสีเขียวสิบสองผืนโบกสะบัดโดยไม่มีลมพัด
อักขระวิญญาณปรากฏขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดูดซับพลังปราณธาตุน้ำจากเส้นพลังวิญญาณในบ่อน้ำพุชิงหลิง
เพื่อใช้สร้างอาคมใหญ่หยินหยางกลับตาลปัตรระดับรองชั้นสอง เพื่อปิดผนึกหุบเขาไว้อย่างสมบูรณ์