เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 31 แผนการ!

บทที่ 31 แผนการ!

บทที่ 31 แผนการ!


บทที่ 31 แผนการ!

ฟางอี้มองไปยังมุมห้องที่ร่างของผู้บำเพ็ญชุดดำสองคนถูกจัดการเรียบร้อยแล้ว

เขาเคยเห็นคนทั้งสองอยู่บ้าง

พวกเขาเป็นพี่น้องร่วมสาบานกัน คนนึงมีชื่อว่าจางเสวียนหลง อีกคนคือจ้าวชิงหู่

ก่อนที่ท่านเซียนหลิงมู่จะมาเทศนาธรรมพวกเขาเคยมาช่วยเขาในการฝึกใช้กลองวิเศษรูปปลาด้วยกัน ดังนั้นเขาจึงพอจะจำพวกเขาได้

จากนั้น ฟางอี้ก็คิดถึงท่านเซียนหลิงมู่ผู้ที่แดนลับนี้ขึ้นมา

‘ไม่รู้ว่าการเปิดแดนลับในครั้งนี้ มีเพื่อนำคนไปทำเตาหลอม หลอมศาตราหรือเพื่อจุดประสงค์ใดแน่...’

‘น้ำในหมื่นอุทยานพฤกษาแห่งนี้ ดูขุ่นไม่ต่างจากสำนักมารเลยสักนิด‘

ที่บ่อน้ำพุชิงหลิงที่ใสจนมองเห็นก้น

พลังวิญญาณธาตุน้ำที่อบอวลพวยพุ่งออกมาอย่างต่อเนื่องถูกผู้บำเพ็ญสตรีในชุดยาวสีขาวนวลกำลังกลั่นกรองอยู่ไม่ขาดสาย

หลี่อู๋ฮุ่ยนั่งขัดสมาธิ โดยมีเหล่าผู้บำเพ็ญเพียรชุดดำจำนวนหนึ่งนั่งอยู่ข้างกาย

“หืม?”

นางรู้สึกว่าตนเองขาดการติดต่อกับเตาหลอมทั้งสองจึงขมวดคิ้วเล็กน้อย

‘แปลกจริงหนอ?’

‘เพื่อป้องกันเหตุไม่คาดฝัน สัตว์อสูรระดับหนึ่งชั้นกลางขึ้นไปในแดนลับชิงหลิงแห่งนี้ ล้วนถูกท่านปรมาจารย์จ้าวเฟยจัดการจนหมดสิ้นแล้ว’

‘ศิษย์ที่เข้ามาในมิติแห่งนี้ล้วนเป็นศิษย์นอกสำนักที่พลังบำเพ็ญเพียรยังอ่อนด้อยนัก ไฉนเตาหลอมจึงขาดการติดต่อไปได้กัน’

หลี่อู๋ฮุ่ยโบกมือเรียกผู้บำเพ็ญเพียรชุดดำผู้หนึ่งเข้ามา

“ท่านโหยวอี้เฟิง ท่านถือป้ายนี้ไปยังสถานที่ที่จางเสวียนหลงและจ้าวชิงหู่สิ้นชีพลง แล้ว ไปตรวจสอบดูซิว่าเกิดปัญหาใดขึ้นกันแน่”

โหยวอี้เฟิงมีสีหน้าลุ่มหลงมัวเมา ในดวงตามีความรักใคร่เสน่หาอย่างเปี่ยมล้น เขารับป้ายมาอย่างนอบน้อมและกำลังจะเดินจากไป

“เดี๋ยวก่อน!”

หลี่อู๋ฮุ่ยรู้สึกไม่สบายใจ แต่นางยังมิได้ถ่ายเทพลังชีวิตแท้จริงของตนเองออกไป หากนางจากบ่อน้ำพุชิงหลิงแห่งนี้ไป ก็จะถือว่าความพยายามทั้งหมดสูญเปล่า

เมื่อคิดใคร่ครวญดูแล้ว

นางก็ร่ายวิชา แล้วประทับรอยดอกบัวลงบนหน้าผากของโหยวอี้เฟิง

จากนั้นจึงยอมให้โหยวอี้เฟิงจากไป

‘ไม่นึกเลยว่าเหยื่อยังไม่ทันจะเข้าปาก ก็เกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้นเสียก่อน’

หลี่อู๋ฮุ่ยรู้ตัวว่านางต้องรีบเร่งให้เร็วกว่านี้แล้ว

‘ไม่ว่าจะเป็นผู้ใดหรือเรื่องใด ก็มิอาจขัดขวางหนทางสู่การก่อตั้งรากฐานของข้าได้’

เมื่อปรับลมปราณได้เล็กน้อย หลี่อู๋ฮุ่ยก็ยื่นมือออกไป ปรากฏโซ่สีขาวดำสองสาย

โซ่พุ่งออกไป ดูดซับพลังวิญญาณธาตุน้ำและธาตุไม้ที่บริสุทธิ์จากศิษย์นอกสำนักที่ถูกพันธนาการอยู่ข้างบ่อน้ำมาเพื่อปรับสมดุลกับพลังชีวิตแท้จริงของตนเอง

ครึ่งวันต่อมา

ฟางอี้ยืนอยู่บนหุ่นเชิดอสรพิษวิญญาณเพลิงแดง

มองไปยังหุบเขาที่เงียบสงบเบื้องหน้า แล้วเตะผู้บำเพ็ญเพียรที่เท้าให้ตื่นขึ้น

“สหายถัง บ่อน้ำพุวิญญาณที่เจ้ากล่าวถึงอยู่ที่นี่หรือ?”

ถังจงเซิ่งค่อยๆฟื้นจากอาการสลบ เมื่อได้ยินคำพูดที่สงบเงียบของฟางอี้ก็ตกใจกลัวจนตัวสั่น แล้วรีบตอบกลับ

“ใช่ขอรับศิษย์พี่ ตามบันทึกของตระกูลถัง บ่อน้ำสุริยะม่วงอยู่ข้างหน้าแล้วขอรับ!”

ฟางอี้พยักหน้า จากนั้นก็ใช้สันมือสับลงไปอย่างชำนาญจนทำให้เขาหมดสติไปอีกครั้งเพื่อป้องกันการก่อปัญหาใด ๆ

เมื่อเห็นว่าสถานที่นี้มีพลังวิญญาณที่เบาบางแต่มีต้นไม้โบราณที่เขียวชอุ่มอยู่ ฟางอี้จึงปล่อยผึ้งลายทองจำนวนหนึ่งออกจากถุงเก็บแมลงวิญญาณ

เขาใช้จิตสัมผัสสั่งการ

จากนั้นอาอีและผึ้งวิญญาณจำนวนหนึ่งก็สั่นปีกบินเข้าไปในหุบเขาเพื่อสำรวจสถานการณ์

ครึ่งชั่วยามต่อมา

เมื่อเห็นผึ้งวิญญาณบินกลับมา ฟางอี้ก็แน่ใจว่าไม่มีอันตราย แล้วจึงก้าวเข้าสู่หุบเขา

เขาเดินผ่านหนองน้ำหลายแห่ง แล้วมาหยุดอยู่หน้ากำแพงหินสีเขียวในป่าไผ่

เขานำแผนที่ผ้าไหมที่ได้จากถังจงเซิ่งออกมาเทียบ

‘ที่นี่แหละ’

ฟางอี้ย้ายก้อนหินสีเขียวก้อนหนึ่งออกไป แล้วปรากฏทางเดินหินที่มีความยาวหนึ่งจั้ง

ทันทีที่ก้าวเข้าไป ก็รู้สึกได้ถึงอากาศที่ชื้นเล็กน้อย และมีกลิ่นหอมหวานของบ่อน้ำพุวิญญาณโชยมาปะทะใบหน้า

เดินไปได้ไม่กี่ร้อยจั้งก็เห็นที่โล่งแจ้ง แล้วเห็นบ่อน้ำพุวิญญาณม่วงกำลังไหลรินอยู่

เมื่อสัมผัสได้ถึงพลังวิญญาณธาตุน้ำที่เข้มข้น ฟางอี้ก็มั่นใจในทันที

'บ่อน้ำสุริยะม่วงระดับหนึ่งชั้นกลาง มีคุณภาพเพียงพอที่จะหลอมมีดหยินฟันวิญญาณแล้ว'

ฟางอี้ มองไปที่กำแพงหินโดยรอบ ซึ่งเป็น หินผนึกปราณ

มิน่าเล่า แดนลับนี้มีมาเกือบสองร้อยปีแล้ว มีผู้บำเพ็ญเพียรเข้ามามากมายแต่บ่อน้ำพุวิญญาณแห่งนี้กลับมีเพียงบรรพบุรุษตระกูลถังเท่านั้นที่ค้นพบ

หินผนึกปราณนับเป็นวัตถุดิบวิญญาณระดับรองชั้นหนึ่งในโลกของการบำเพ็ญเพียร

นอกจากการปิดกั้นปราณพลังได้เล็กน้อยแล้วก็ไม่มีประโยชน์อื่นใดเลย

ในโลกของการบำเพ็ญเพียรมักใช้หินผนึกปราณในการสร้างสุสานหลังจากที่ผู้บำเพ็ญเพียรดับขันธ์ไปเพื่อป้องกันไม่ให้สุสานของตนถูกผู้อื่นนำไปแสวงหาประโยชน์

กำแพงที่เต็มไปด้วยหินผนึกปราณนี้ได้ปิดกั้นปราณพลังในที่แห่งนี้ไว้อย่างสมบูรณ์

เมื่อปิดทางเดินหินที่เข้ามา แล้วติดยันต์ปิดบังปราณไว้

ฟางอี้ก็เดินไปที่บ่อน้ำสุริยะม่วง

เขานำเหล็กวิญญาณหยินที่เขาได้ชำระล้างซ้ำแล้วซ้ำอีกออกมาจากถุงเก็บของ

มองไปยังเหล็กวิญญาณหยินที่ถูกพลังวิญญาณของเขาซึมซับเข้าไปเกือบหมดแล้ว ฟางอี้ก็รู้สึกเสียดายเล็กน้อย

‘น่าเสียดายที่ต้องใช้บ่อน้ำพุวิญญาณแห่งนี้’

จากนั้นก็โยนเหล็กวิญญาณหยินลงไปในบ่อ

แต่ถึงกระนั้น ความปลอดภัยของตนเองย่อมสำคัญกว่า

เขานิ้วชี้ไป ถังจงเซิ่งก็สิ้นใจตายขณะที่ยังสลบอยู่

หลังจากจัดการร่างไร้วิญญาณแล้ว เขาก็นำศพใส่ลงในโลงไม้

ฟางอี้อมยาเม็ดบำรุงปราณชั้นกลางไว้ใต้ลิ้นเพื่อป้องกันไม่ให้พลังปราณของตนเองหมดลงกลางคัน

เขาเร่งพลังปราณทั่วร่างอย่างเต็มที่ ปรากฏภาพลวงตาของต้นไม้โบราณที่ครึ่งแห้งครึ่งเจริญงอกงามอยู่ด้านหลัง

เมื่อร่ายวิชาลงในเหล็กวิญญาณหยิน

เหล็กวิญญาณหยินก็ลอยอยู่เหนือบ่อน้ำสุริยะม่วง ส่องแสงสีมืดทึบออกมาอย่างเจิดจ้าก่อให้เกิดคลื่นปราณพลังขนาดใหญ่

โชคดีที่อยู่ในถ้ำหินผนึกปราณและมียันต์ปิดบังปราณซ่อนอยู่จึงมิได้ดึงดูดความสนใจของผู้บำเพ็ญเพียรอื่น

ฟางอี้เร่งเร้าพลังปราณต่อไป บ่อน้ำสุริยะม่วงก็ถูกเขาดูดซับออกมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อชำระล้างสิ่งสกปรกในเหล็กวิญญาณหยิน

แม้ว่าในชาติก่อน เขาจะมีพรสวรรค์ในการหลอมศาสตราไม่ดีนัก แต่เขาก็เคยหลอมศาสตราประจำกายมาก่อน

จึงมีความชำนาญในวิธีการหลอมศาสตราที่แปลกประหลาดอย่างหนึ่ง

‘วิชาการหลอมด้วยน้ำ’

ต่างจากวิธีการหลอมศาสตราทั่วไป วิธีการหลอมด้วยน้ำนี้อ่อนโยนมาก แต่มีข้อเสียคือใช้เวลานาน

เพื่อแก้ข้อบกพร่องของวิธีนี้ ในชาติก่อน ฟางอี้จึงศึกษาวิชาการหลอมด้วยโลหิตซึ่งเป็นแขนงพิเศษของวิชาการหลอมด้วยน้ำ

ข้อบกพร่องที่ใหญ่ที่สุดของวิชานี้คือศาสตราที่ตนเองหลอม ผู้อื่นไม่สามารถใช้ได้

แต่ในสำนักมาร นี่ถือเป็นข้อดีที่โดดเด่นมาก

“ฉึบ”

ไอน้ำพวยพุ่งออกมาไม่หยุด ภายใต้การควบคุมของฟางอี้ น้ำจากบ่อน้ำสุริยะสีม่วงก็ได้ชำระล้างสิ่งสกปรกออกจากเหล็กวิญญาณหยินอย่างต่อเนื่อง

หนึ่งวันต่อมา

ใบมีดยาวสามฉื่อลอยอยู่เหนือบ่อน้ำสุริยะม่วง

ฟางอี้มีสีหน้าจริงจังร่ายวิชาอาคมลงไปในใบมีดอย่างต่อเนื่อง

“หยินลึกลับ”

“ฟันวิญญาณ”

“กระหายเลือด”

“ทำลายมายา”

เมื่อวิชาอาคมถูกร่ายลงไปทีละบท

เขตอาคมในใบมีดก็เริ่มก่อตัวขึ้น

“หนึ่งบท สองบท...”

จนกระทั่งอาคมครบหกบท ฟางอี้จึงหยุดการกระทำที่มือของตน

เขาบีบเลือดบริสุทธิ์ออกมาหนึ่งหยด ผสานเข้ากับใบมีด

‘สำเร็จหรือล้มเหลว ก็ขึ้นอยู่กับครั้งนี้!’

ฟางอี้ควบคุมใบมีดให้แทงลงไปในตาน้ำของบ่อน้ำสุริยะม่วงเพื่อดูดซับแก่นแท้ของบ่อน้ำพุ

แม้ว่าน้ำในบ่อน้ำสุริยะม่วงจะเป็นเพียงระดับหนึ่งชั้นกลาง แต่แก่นแท้ของมันคือรากฐานซึ่งมีระดับรองชั้นสองที่สามารถใช้ลับคมมีดวิญญาณได้

เพียงแต่เมื่อแก่นแท้หมดสิ้นไป บ่อน้ำพุวิญญาณแห่งนี้ก็จะสูญสลายไปตลอดกาล

หากตระกูลผู้บำเพ็ญเพียรทั่วไปพบเจอ จะต้องใช้อย่างระมัดระวัง ไม่แตะต้องแก่นแท้แม้แต่น้อย

แต่ฟางอี้อยู่คนเดียวย่อมต้องให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของตนเองเป็นอันดับแรก

เมื่อแก่นแท้ถูกดูดซับ พลังของใบมีดก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

“วูม!”

เสียงมีดคำราม จากนั้นมีดฟันวิญญาณแห่งหยินก็บินออกจากบ่อน้ำพุวิญญาณ

ฟางอี้มองดูศาสตรามารโบราณขั้นต้นในมือที่เริ่มเผยความน่าเกรงขามออกมาแล้ว

มีดนี้มีรูปลักษณ์ที่แปลกตาและพลังที่น่าเกรงขาม

ทั้งเล่มมีสีดำสนิทราวหมึก ใบมีดบางเหมือนปีกจั๊กจั่นที่คมกริบอย่างยิ่ง ยังมีอักขระสีน้ำเงินเข้มปรากฏอยู่บนผิวมีดอย่างเลือนลาง

เมื่อเร่งเร้าพลังปราณเล็กน้อย ไอมีดที่พุ่งออกมาก็ผ่าบ่อน้ำสุริยะม่วงที่แห้งเหือดได้อย่างง่ายดาย

ฟางอี้นำมีดฟันวิญญาณแห่งหยินเก็บไว้ในช่องท้อง ปราณพลังเหี่ยวเฉาและรุ่งเรืองสีเทาเข้มก็ซึมซับเข้าไปในมีด

‘เจ็ดเขตอาคม...’

จบบทที่ บทที่ 31 แผนการ!

คัดลอกลิงก์แล้ว