เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 9 หน้าสวนสมุนไพร

บทที่ 9 หน้าสวนสมุนไพร

บทที่ 9 หน้าสวนสมุนไพร


บทที่ 9 หน้าสวนสมุนไพร

หลายเดือนมานี้ฟางอี้ไม่เพียงแต่บ่มเพาะคัมภีร์เกิดดับรุ่งโรจน์ร่วงโรยอย่างหนักเท่านั้น แต่ยังไปที่ศาลาเก็บคัมภีร์ของสำนักหลายครั้งเพื่อยืมตำราโบราณมาอ่าน

จนตอนนี้ เขาเข้าใจโลกบำเพ็ญเพียรต้าอวิ๋นทั้งหมดมากขึ้นแล้ว

โลกบำเพ็ญเพียรแห่งนี้เหมือนกับชาติที่แล้วคือมีเส้นปราณวิญญาณมากมายเป็นพื้นฐานก่อตั้งเป็นสำนักบำเพ็ญเพียรเล็กใหญ่ต่างกันไป

สำนักบำเพ็ญเพียรเหล่านี้มีระดับความแข็งแกร่งที่แตกต่างกันไป

ที่แข็งแกร่งก็มีปรมาจารย์แก่นวิญญาณคอยคุม ส่วนที่อ่อนแอหน่อยก็มีปรมาจารย์หลอมโอสถหลายคนคอยดูแลทั่วสำนัก

ดินแดนบำเพ็ญเพียรต้าอวิ๋นนี้ถือว่ามีทรัพยากรการบ่มเพาะอุดมสมบูรณ์และติดอันดับต้นๆในบรรดาสำนักบำเพ็ญเพียรทั้งหลาย

ส่วนเทือกเขาชิงอวิ๋นนั้นอยู่ไม่ไกลจากเขาเสวียนหยางมีทรัพยากรมากมายและติดกับดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของเผ่าอสูรอย่างภูเขาหมื่นลูก

แม้ภายนอกส่วนใหญ่จะเป็นสัตว์อสูรระดับหนึ่งแต่ก็ยังถือว่าอันตรายมาก

สำหรับฟางอี้เขาได้ศึกษาศาสตร์แห่งหุ่นเชิดซึ่งเป็นหนึ่งในร้อยแขนงของวิชาบำเพ็ญเซียนมาอย่างละเอียด

เพียงแค่สะสมหินวิญญาณไปเรื่อยๆ บ่มเพาะและเตรียมสร้างหุ่นเชิดสำหรับฝึกวิถีมาร เขาก็จะสามารถมีชีวิตที่ดีได้

ไม่จำเป็นต้องทำเรื่องที่เสี่ยงภัยและได้ผลตอบแทนไม่คุ้มค่าเช่นนี้

เขารู้ความสามารถในการต่อสู้ของตนเองดี ด้วยพลังบำเพ็ญเพียรเพียงขั้นบำเพ็ญปราณระดับหนึ่ง

แม้จะมีวิธีการมากมาย แต่แค่สัตว์อสูรระดับกลางระดับหนึ่งตัวเดียวก็เพียงพอที่จะทำให้เขาต้องจ่ายราคาแพงมหาศาลแล้ว

ตอนนี้อายุขัยยืนยาวการบริหารจัดการอย่างมั่นคงและสะสมรากฐานคือทางเลือกอันดับแรก

เห็นตนเองถูกปฏิเสธอีกครั้ง ฟ่านต้าเฉิงก็ยังคงไม่ยอมแพ้

อย่างที่ฟางอี้พูด เทือกเขาชิงอวิ๋นสำหรับผู้บำเพ็ญเพียรขั้นบำเพ็ญปราณระดับหนึ่งนั้นเต็มไปด้วยทั้งโอกาสและอันตราย

เขาเคยเห็นศิษย์รุ่นเดียวกันหลายคนต้องตายในปากอสูรจนศพไม่เหลือซาก

หลายเดือนมานี้เขาทำตัวระมัดระวัง ล่าสัตว์อสูรระดับต่ำระดับหนึ่งได้หลายตัวซึ่งเป็นสัตว์อสูรที่ธรรมดาที่สุดในเทือกเขาชิงอวิ๋น

อย่างสัตว์อสูรจำพวกแกะใบไม้เขียว จิ้งจอกหูยาวที่เป็นสัตว์อสูรที่มีพลังต่อสู้ต่ำที่สุดในบรรดาสัตว์อสูรระดับต่ำและมีมูลค่าต่ำที่สุดด้วย

ถึงจะหักค่าโอสถฟื้นฟูบาดแผลแล้ว ผลตอบแทนที่ได้มาก็มีน้อยมาก

แต่ฟ่านต้าเฉิงก็ยังได้อะไรมาบ้าง การกระทำของเขาดูเด็ดขาดขึ้นเรื่อยๆ

และในการล่าสัตว์หลายเดือนที่ผ่านมา เขากับจางหลงและจ้าวหู่ก็เริ่มสร้างมิตรภาพกันทีละน้อยมีพื้นฐานความไว้วางใจซึ่งกันและกันแล้ว

ทั้งสามคนปรึกษาหารือกันที่จะเข้าไปในเทือกเขาชิงอวิ๋นให้ลึกขึ้นอีกเพื่อล่าสัตว์อสูรระดับต่ำที่มีมูลค่าสูง

แม้จะเป็นสัตว์อสูรระดับต่ำเหมือนกัน แต่หมาป่าวายุคลั่งมีราคามากกว่าแกะใบไม้เขียวเป็นเท่าตัวและอันตรายก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย

ค้อนทลายขุนเขาด้ามนี้เป็นสมบัติวิเศษที่ฟ่านต้าเฉิงและอีกสองคนร่วมกันแลกมาเพื่อเพิ่มความสามารถในการป้องกันตนเอง

ดังนั้นฟางอี้ซึ่งมีรากวิญญาณธาตุไม้และเชี่ยวชาญวิชาควบคุมจึงเป็นเป้าหมายในการเชิญชวนของฟ่านต้าเฉิงอย่างเป็นธรรมชาติ

“พี่ฟาง ถ้าท่านเปลี่ยนใจก็มาหาข้าที่เรือนเลขที่19อักษรปิงนะ”

ฟางอี้แย้มรอยยิ้มอ่อนโยนราวกับหยกเล็กน้อย “ต้าเฉิงไม่ต้องห่วง ถ้าข้าจะไปล่าสัตว์อสูรข้าจะไปหาเจ้าแน่นอน”

เห็นฟางอี้ตัดสินใจแน่วแน่แล้ว ฟ่านต้าเฉิงจึงได้แต่ถอนหายใจแต่ไม่พูดอะไรและเริ่มเลือกภารกิจบนแผ่นหยกเขียว

ฟางอี้เลือกอยู่ครู่หนึ่ง เมื่อแน่ใจว่าไม่มีภารกิจอื่นที่เหมาะสมกว่าแล้ว

เขาก็รับภารกิจปลูกพืชวิญญาณและทักทายฟ่านต้าเฉิงแล้วก็มุ่งหน้าไปยังสวนสมุนไพร

หลังจากเขาออกจากศาลาตรวจสอบผลงาน จางหลงก็พูดขึ้นมาอย่างไม่พอใจเล็กน้อย

“สหายฟ่าน เห็นเจ้าชมฟางอี้ซะขนาดนั้น นึกว่าเขาจะรับภารกิจอะไร ที่แท้ก็แค่ไปเป็นคนงานปลูกพืชวิญญาณในสวนสมุนไพรเท่านั้น

สวนสมุนไพรเป็นเขตอิทธิพลของตระกูลหลี่ซึ่งอยู่ในขั้นสร้างรากฐาน คนงานที่นั่นแต่ละคนถูกคัดเลือกมาอย่างดี เขาคิดว่าจะเข้าไปได้ง่ายๆอย่างนั้นหรือ”

จางหลงยิ้มเยาะ “อย่าได้หวังลมๆแล้งๆเลย!”

“สหายฟ่าน พี่ฟางของเจ้าค่อนข้างไม่ค่อยน่านับถือนัก ระมัดระวังเกินเหตุจนไม่ยอมเสี่ยงเลยสักนิด หากเป็นเช่นนี้แล้วจะบำเพ็ญเซียนไปทำไมเล่า

ผู้บำเพ็ญเพียรแบบนี้ข้าก็เคยเห็นมาเยอะแล้ว ผู้บำเพ็ญเพียรขั้นบำเพ็ญปราณมีอายุขัยจำกัด เมื่ออายุใกล้หกสิบพลังชีวิตก็เริ่มเสื่อมลงหมด ถึงตอนนี้หวังที่จะสร้างรากฐานก็สายเกินไปแล้ว”

จ้าวหู่ก็ไม่พอใจเช่นกันแต่เขากลับเป็นห่วงเรื่องการเข้าไปล่าอสูรในเทือกเขาชิงอวิ๋นมากกว่า

“สหายฟ่าน เจ้าจะชวนเขาอีกสักรอบไหม ขาดผู้บำเพ็ญเพียรที่เชี่ยวชาญวิชาควบคุมไป พวกเราเข้าไปในเทือกเขาชิงอวิ๋นลึกขึ้นก็ยากที่จะจับสัตว์อสูรระดับหนึ่งที่มีมูลค่าสูงได้”

ฟ่านต้าเฉิงเห็นว่าฟางอี้มีนิสัยระมัดระวังมากขึ้นและเกรงว่าจะเกลี้ยกล่อมยากจึงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง

“ข้ารู้จักผู้บำเพ็ญเพียรธาตุไม้อีกคน แม้จะไม่ดีเท่าพี่ฟางแต่ก็ใช้วิชาควบคุมได้บ้าง

หลังจากรับภารกิจเสร็จแล้วข้าจะไปชวนเขาดู”

วันที่สอง

หน้าสวนสมุนไพรบนยอดเขาหลิงหยาง

ฟางอี้เห็นผู้บำเพ็ญเพียรหลายสิบคนกำลังรออยู่หน้าประตูใหญ่

“ศิษย์น้องฟาง เจ้าก็มาที่นี่ด้วยรึ”

ฟางอี้หันกลับไป เห็นว่าเป็นฉางซุนเป้าที่เคยพบกันที่โรงเรือนทำความสะอาดนั่นเอง

ฉางซุนเป้าต่างจากวันนั้นที่ดูเหมือนพ่อค้าทั่วไป วันนี้เขาดูได้รับการดูแลอย่างดี

สวมมงกุฎหยกเขียว คาดเอวด้วยห่วงหยก สวมเสื้อคลุมยาวสีน้ำเงินเข้ม ส่วนที่เอวมีถุงเก็บของปักดิ้นทอง

พัดในมือสะบัดเบาๆ เพื่อมีท่าทางคล้ายคุณชาย

แต่ในสายตาของฟางอี้กลับไม่เป็นเช่นนั้น

มงกุฎหยก เสื้อผ้า ถุงเก็บของ ประสบการณ์จากชาติที่แล้วทำให้ฟางอี้ประเมินทรัพย์สินของอีกฝ่ายโดยไม่รู้ตัว

มงกุฎหยกน่าจะเป็นสมบัติวิเศษระดับต่ำที่ช่วยชำระจิตใจ ราคาประมาณ50หินวิญญาณ เสื้อผ้าวิเศษที่มีแสงป้องกันตัวเล็กน้อย ราคาสูงกว่าหน่อย80หินวิญญาณ

ถุงเก็บของมีสัญลักษณ์ดิ้นทอง น่าจะเป็นของที่ผู้อาวุโสสักคนให้มา น่าจะมีขนาดใหญ่กว่าถุงเก็บของทั่วไปหลายเท่าและส่วนใหญ่จะมีเครื่องหมายลับติดอยู่ ได้มาแล้วคงต้องขายครึ่งราคา

อืม…ในตลาดมืดถ้าอยากรีบปล่อยออกไปคงได้ราคาเดียวคือ150หินวิญญาณระดับต่ำ

แต่พลังบำเพ็ญเพียรยังต่ำไปหน่อย เนื้อ เลือดและวิญญาณก็ไม่มีประโยชน์มากนัก

แต่รูปลักษณ์โดดเด่น หากจับเป็นได้ ผู้บำเพ็ญเพียรวิถีกามน่าจะสนใจจับมาบำเรอประมาณ100หินวิญญาณ

ฟางอี้ส่ายหัวอย่างรู้สึกผิดเล็กน้อยและเตือนตัวเองว่านี่คือเขาเสวียนหยางไม่ใช่สำนักเหยียนฉวน

“ศิษย์พี่ฉางซุน ท่านไม่ได้ทำงานที่โรงเรือนทำความสะอาดหรอกรึ ทำไมถึงมาที่สวนสมุนไพรนี้ได้ล่ะ”

ได้ยินคำถามของฟางอี้ สีหน้าของฉางซุนเป้าก็ขมขื่น

“ไม่รู้ไอ้บัดซบคนไหนไปฟ้องผู้อาวุโสเรื่องที่ข้ารับสินบน

ผู้อาวุโสบอกว่าข้าคิดตื้นเกินไปจึงลงโทษให้มาที่สวนสมุนไพรนี้เพื่อขัดเกลาจิตใจบ้าง”

“แต่ศิษย์น้องฟางวางใจได้ การปลูกพืชวิญญาณนี้ถึงแม้จะเหน็ดเหนื่อยแต่ผลตอบแทนไม่ได้มีแค่30หินวิญญาณหรอกนะ”

ฟางอี้ได้ยินเช่นนั้นก็คิดจะสอบถามข้อมูลเพิ่มขึ้น จึงชี้ไปที่ฉางซุนเป้าที่แต่งกายเหมือนคุณชาย

“ศิษพี่ แต่ท่านดูไม่เหมือนคนจะมาปลูกพืชวิญญาณเลยนะ แต่ดูเหมือน…”

“เหมือนมาดูตัวใช่ไหม สหาย เจ้านี่ตาถึงจริงๆ”

เสียงไม่คุ้นหูเสียงหนึ่งพูดแทรกขึ้นมาในบทสนทนาระหว่างฟางอี้กับฉางซุนเป้าด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน

ฟางอี้หันไปมอง ก็เห็นผู้บ่มเพาะหนุ่มชุดคลุมสีแดงเพลิงคนหนึ่งที่มีพลังชีวิตบริสุทธิ์เดินเข้ามา

เขาแบกจอบวิญญาณไว้บนบ่า เท้าเปล่าเดินไม่กี่ก้าวก็มาถึงหน้าฉางซุนเป้าแล้วมองฉางซุนเป้าด้วยสายตาท้าทาย

แล้วก็ทักทาย

“ข้าน้อยหลี่หยวนจื่อ ขอคารวะสหายฉางซุน”

พอฟางอี้เห็นหลี่หยวนจื่อมาแล้ว บรรยากาศก็ดูไม่ค่อยดีนัก

จึงค่อยๆถอยหลังไปหนึ่งก้าว แล้วปะปนไปในฝูงชนเพราะไม่ต้องการเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการโต้เถียงของคุณชายตระกูลทั้งสองนี้

เขารับรู้ถึงพลังที่หลี่หยวนจื่อไม่ได้ปิดบัง

“ขั้นบำเพ็ญปราณช่วงกลาง จอบนั่นก็เป็นสมบัติวิเศษระดับกลาง”

ฉางซุนเป้าเห็นหลี่หยวนจื่อพูดจาแซะตนก็มีสีหน้าสงสัย

“สหายหลี่ ท่านกับข้าไม่เคยรู้จักกันมาก่อน เหตุใดจึงพูดจาเช่นนี้”

หลี่หยวนจื่อมองฉางซุนเป้าอย่างลึกซึ้ง ลูบจอบวิญญาณในมือน้ำเสียงมีความหมายแฝง

“หากสหายมาที่สวนสมุนไพรของข้าในฐานะแขก สวนสมุนไพรของข้าย่อมยินดีต้อนรับ”

“แต่เกรงว่าสหายมีเจตนาแอบแฝงและมีความคิดที่ไม่ควรมี เช่นนั้นสหายก็ต้องระมัดระวังตัวให้ดี”

ฉางซุนเป้ามีสีหน้ามึนงงและหยิบป้าคำสั่งออกมาจากอกเสื้อ

“สหายหมายความว่าอย่างไร ข้าเพียงแค่รับภารกิจจากสำนักมาปลูกพืชวิญญาณที่นี่และถือโอกาสใช้บ่อน้ำพุวิญญาณชำระล้างร่างกายเท่านั้น”

“ถ้าแค่นั้นจะดีที่สุด!”หลี่หยวนจื่อส่งเสียงฮึดฮัดเย็นชา

เขารู้ว่าตระกูลฉางซุนก็มีปรมาจารย์สร้างรากฐานอยู่ในสำนัก

ผู้บำเพ็ญเพียรขั้นสร้างรากฐานจะมีอายุขัยสี่เท่าของผู้บำเพ็ยเพียรขั้นปราณ แม้แต่ในสำนักใหญ่อย่างเสวียนหยางก็ถือเป็นบุคคลสำคัญคนหนึ่ง

ฉางซุนเป้ามาพร้อมคำสั่งที่ถูกต้องตามกฎ เพียงแค่คำพูดไม่กี่คำของตนเองไม่สามารถเกลี้ยกล่อมให้เขาถอยกลับไปได้

อย่างไรก็ตามเขาก็แค่มาลองดู ไม่ได้หวังอะไรมากนัก

หลี่หยวนจื่อแอบมองฟางอี้และคนอื่นๆแล้วก็หันหลังเดินจากไป

ไม่นานหลังจากนั้น ผู้ดูแลคนหนึ่งซึ่งไว้หนวดทรงเลขแปด (八)และมีลูกคิดวิเศษผูกติดอยู่ที่เอวก็ผลักประตูสวนสมุนไพรออก

เขามองผู้บำเพ็ญเพียรขั้นบำเพ็ญปราณสามสิบถึงห้าสิบคนที่อยู่หน้าประตูอย่างประหลาดใจ

เขาพึมพำในใจ

‘สวนสมุนไพรนี้คัดเลือกผู้บำเพ็ญเพียรอย่างเข้มงวดเสมอ นี่ไม่ใช่การรับคนครั้งแรกทำไมครั้งนี้ถึงมีผู้บำเพ็ญเพียรมามากขนาดนี้แถมยังมีผู้บำเพ็ญเพียรกระบี่ด้วย!’

จบบทที่ บทที่ 9 หน้าสวนสมุนไพร

คัดลอกลิงก์แล้ว