- หน้าแรก
- แพทย์วิถีมาร
- บทที่ 8 การตัดสินใจ
บทที่ 8 การตัดสินใจ
บทที่ 8 การตัดสินใจ
บทที่ 8 การตัดสินใจ
หลายร้อยปีก่อน มีผู้บำเพ็ญเพียรขั้นสร้างรากฐานของสำนักเสวียนหยางที่อยู่ว่างๆได้เคยทำการสำรวจและพบว่า
หลังจากมีแผ่นหยกเขียวของศาลาตรวจสอบผลงาน การค้นหาสมบัติวิญญาณและการได้รับค่าตอบแทนก็ง่ายขึ้น ทำให้จำนวนผู้บำเพ็ญเพียรที่ก้าวเข้าสู่ขั้นสร้างรากฐานของสำนักเพิ่มขึ้นถึงสามส่วนเต็ม ๆ
นี่เป็นเรื่องใหญ่ที่ส่งผลต่อการสืบทอดของสำนักโดยตรง จนกระทั่งทำให้ผู้อาวุโสขั้นหลอมโอสถในสำนักเสวียนหยางตื่นตกใจ
หลังจากนั้น เพื่อให้ภารกิจได้รับการแจ้งเตือนอย่างทันท่วงที แผ่นหยกนี้จึงถูกสร้างขึ้นโดยท่านปรมาจารย์ขั้นหลอมโอสถของสำนักเอง
โดยหลอมรวมวัสดุวิญญาณชั้นเลิศหลายชนิด และใช้พลังเวทอันยิ่งใหญ่หลอมรวมเป็นสมบัติวิเศษหนึ่งเดียว นั่นคือ แผ่นหยกวิญญาณเสียงเขียว
แผ่นหยกวิญญาณเสียงเขียวนี้ ส่วนหลักตั้งอยู่ในห้องโถงใหญ่ของเจ้าสำนัก โดยมีท่านปรมาจารย์ขั้นหลอมโอสถของสำนักเป็นผู้ดูแล
ส่วนแผ่นหยกในศาลาตรวจสอบผลงานบนยอดเขาหลิงหยางนี้ แม้จะเป็นเพียงส่วนย่อยแต่ก็เป็น สมบัติวิเศษระดับสูงที่มีอักขระสมบัติถึงแปดบท
ในโลกการบ่มเพาะเซียน สมบัติวิเศษ แบ่งออกเป็นสี่ระดับคือ สุดยอด สูง กลางและต่ำ ตามจำนวนตัวอักขระอาคมที่สลักตอนหลอมรวมอยู่ โดยสามบทอาคมนับเป็นหนึ่งระดับ
สมบัติวิเศษระดับต่ำจะสลักอาคมอยู่ที่ 1 ถึง 3 บท
สมบัติวิเศษระดับกลางอยู่ที่ ถึง 6 บท
สมบัติวิเศษระดับสูงอยู่ที่7 ถึง 9 บท
สมบัติวิเศษระดับสุดยอดอยู้ที่ 10 ถึง 12 บท
ผู้บำเพ็ญเพียรขั้นบำเพ็ญปราณมีพลังปราณน้อยจึงมักจะใช้สมบัติวิเศษระดับต่ำ หรือ ระดับกลาง
ผู้บำเพ็ญเพียรขั้นสร้างรากฐานที่ได้สร้างรากฐานแห่งเต๋าแล้วจะมีอายุขัยและพลังปราณที่เหนือกว่าผู้บำเพ็ญเพียรขั้นบำเพ็ญปราณมาก จึงจะสามารถหลอมรวมและสามารถใช้สมบัติวิเศษระดับสูงหรือระดับสุดยอดได้
และเมื่ออาคม 12 บทถูกหลอมรวมเป็นอาคมสมบัติหนึ่งบทและผ่านภัยพิบัติการก่อร่างของสมบัติวิเศษแล้ว นั่นก็จะกลายเป็นสมบัติวิเศษที่ผู้บำเพ็ญเพียรขั้นหลอมโอสถมักเลือกใช้กัน
ฟางอี้มองข้อมูลภารกิจที่ปรากฏและหายไปอย่างต่อเนื่องบนแผ่นหยก
ภารกิจที่ปรากฏคือภารกิจที่ตั้งขึ้นใหม่ ส่วนที่หายไปคือภารกิจที่มีผู้บำเพ็ญเพียรรับไปแล้ว
ภารกิจระดับต่ำ: รับซื้อโอสถปีศาจธาตุน้ำและธาตุไม้ระดับสองไม่จำกัดจำนวน รางวัล: 1,000 คะแนนผลงาน/เม็ด
ภารกิจระดับกลาง: โรงชำแหละวิญญาณรับสมัครนักชำแหละวิญญาณ คุณสมบัติ: ขั้นบำเพ็ญปราณช่วงกลางขึ้นไป รางวัล: หินวิญญาณระดับต่ำ 80 เม็ด/ปี
* ภารกิจระดับสูง: กวาดล้างสัตว์อสูรในเมืองชิงเหอ รางวัล: หินวิญญาณระดับต่ำ 100 เม็ด
ฟางอี้ข้ามภารกิจที่เกี่ยวข้องกับการปรุงยา การหลอมสมบัติวิเศษ และภารกิจอื่นๆที่เขาไม่สามารถทำได้ไปก่อน
การบำเพ็ญเพียรมีสิบแปดแขนงและวิชาปรุงยา สร้างยันต์ เขียนอาคม และสร้างสมบัติวิเศษเป็นหลัก แต่ละแขนงล้วนต้องการพรสวรรค์และทรัพยากรที่สูงมาก
ตอนนี้ถุงเก็บของเขาก็ว่างเปล่า สิ่งแรกที่ควรทำคือหาแหล่งรายได้ที่มั่นคงกว่านี้ก่อน
เมื่อหักภารกิจที่ต้องการพลังบำเพ็ญเพียรสูงเกินไป ภารกิจที่ให้ผลตอบแทนไม่สมเหตุสมผลและภารกิจที่อันตรายเกินไปแล้ว ในที่สุดภารกิจที่เหลืออยู่ก็มีไม่มากนัก
ฟางอี้เหลือบไปเห็นภารกิจหนึ่ง สายตาพลันสว่างวาบ
ภารกิจระดับกลาง: สวนสมุนไพรบนยอดเขาหลิงหยางรับสมัครผู้บำเพ็ญเพียรมาปลูกพืชวิญญาณ ไม่จำกัดพลังบำเพ็ญเพียร ต้องการผู้ที่เชี่ยวชาญวิชาฝนโปรยเล็ก วิชากระบี่ทองคำเล็กและวิชาดินหนาเล็ก รางวัล: หินวิญญาณระดับต่ำ 30 เม็ด/ปี
ฟางอี้หยิบเหรียญศิษย์ออกมาเตรียมรับภารกิจ ทันใดนั้นก็มีเสียงคุ้นเคยดังมาจากด้านหลัง
“พี่ฟาง!”
“ต้าเฉิงเหรอ”
ฟางอี้หันไปมอง และเห็นว่าเป็นฟ่านต้าเฉิงจริงๆ
ฟ่านต้าเฉิงสวมชุดรัดกุมคล่องตัว ท่าทางเปลี่ยนไปเล็กน้อยจากเมื่อก่อน การเคลื่อนไหวทุกครั้งดูเฉียบขาด
ข้างกายเขามีผู้บำเพ็ญเพียรอีกสองคนที่แต่งกายคล้ายกันยืนอยู่ด้านหลังครึ่งก้าว เห็นได้ชัดว่าผู้นำกลุมนี้คือฟ่านต้าเฉิง
เห็นฟางอี้มองมา ฟ่านต้าเฉิงก็เร่งฝีเท้า ไม่กี่อึดใจกลุ่มคนก็เดินมาถึงข้างกายฟางอี้
“พี่ฟาง ท่านอยากไปล่าสัตว์อสูรกับข้าไหม”
“แค่เบี้ยหวัดปีละน้อยนิดของสำนักจะพอสำหรับการบำเพ็ญเพียรได้อย่างไร!”
ฟางอี้กับฟ่านต้าเฉิงรู้จักกันตั้งแต่สมัยอยู่ในโลกมนุษย์ และในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาก็ยังคงไปมาหาสู่กันบ้าง ไม่คิดว่าจะมาพบกันที่ศาลาตรวจสอบผลงานในวันนี้
ฟ่านต้าเฉิงเห็นฟางอี้ถือเหรียญศิษย์เลือกภารกิจ จึงชวนไปล่าสัตว์อสูรด้วยกัน
เพราะรู้จักกันมาหลายปี เขารู้ดีว่าอีกฝ่ายแข็งแกร่งเพียงใด ไม่ว่าจะเป็นพละกำลังหรือจิตใจก็เหนือกว่าตนเองมากนัก
วันนั้นระหว่างทางไปสำนักเสวียนหยาง ก็เพราะฟางอี้เป็นผู้สั่งการและจัดการฝูงอสูรหมาป่าจึงทำให้ตนเองไม่ตายเหมือนผู้บำเพ็ญเพียรเริ่มต้นคนอื่น ๆ ที่ถูกหมาป่ากัดกิน
เมื่อนึกถึงร่างของมหาปรมาจารย์สร้างรากฐานที่เหยียบสายลมและสายฟ้า ควบคุมเมฆหมอกบนหอหลวนอวิ๋น
หัวใจของฟ่านต้าเฉิงก็ร้อนรุ่ม
ชายชาตรีควรเป็นเช่นนี้!
เขาเป็นนักรบจากโลกมนุษย์ แม้จะได้ยินชื่อเสียงของเซียนมาก่อน แต่ไม่เคยเห็นภาพเช่นนี้ด้วยตาตนเองมาก่อนเลย
ทุกคนเป็นศิษย์ของสำนักเสวียนหยาง แล้วทำไมเขาจะเป็นมหาปรมาจารย์สร้างรากฐานที่สูงส่งไม่ได้
ฟ่านต้าเฉิงชี้ไปที่ชายฉกรรจ์สองคนข้างหลัง แล้วแนะนำให้ฟางอี้ฟัง
“พี่ฟาง นี่คือจางหลง นี่คือจ้าวหู่ พวกเขาเป็นนักรบจากโลกมนุษย์เหมือนกัน”
“แม้จะอยู่แค่ขั้นบำเพ็ญปราณระดับหนึ่ง แต่ฝีมือไม่ธรรมดา ข้ากับพวกเขาได้จัดทีมไปล่าสัตว์อสูรที่เทือกเขาชิงอวิ๋นมาหลายครั้งแล้วและก็เก็บเกี่ยวผลตอบแทนได้ไม่น้อย”
พูดไป ฟ่านต้าเฉิงก็เพิ่มความน่าเชื่อถือโดยการหยิบค้อนทลายขุนเขาซึ่งเป็นสมบัติวิเศษระดับต่ำที่เพิ่งแลกมาจากศาลาหลอมสมบัติวิเศษออกมาจากถุงเก็บของ
ค้อนทลายขุนเขาด้ามนี้เปล่งแสงวิญญาณสีเหลืองดิน หัวค้อนมีเงาร่างภูเขาปรากฏขึ้นเลือนลาง ดูไม่ธรรมดาเลยทีเดียว
ตามสายตาของฟางอี้ สมบัติวิเศษ ชิ้นนี้ก็นับว่าเป็นของดีในบรรดา สมบัติวิเศษระดับต่ำ
ต่างจากสมบัติวิเศษระดับต่ำทั่วไป ที่เพื่อความสะดวกในการหลอมรวม จึงหลอมรวมเพียงอาคมจำกัดชนิดเดียว
เหมือนกับเหรียญศิษย์ของสำนักเสวียนหยางนี้ที่มีเพียงอาคมจำกัดภาพเงาหนึ่งเดียว
แต่ค้อนทลายขุนเขาด้ามนี้ไม่เหมือนกัน ดูจากแสงวิญญาณที่เปล่งออกมาทั่วตัวแล้ว
อย่างน้อยก็มีอาคมจำกัดประเภทกดข่มและแรงโน้มถ่วงที่แตกต่างกันสองประเภท
อาคมจำกัดสองบทเชื่อมโยงและซ้อนทับกัน ทำให้มีพลังเหนือกว่า สมบัติวิเศษในระดับเดียวกันหนึ่งขั้น และราคาย่อมสูงกว่าสมบัติวิเศษในระดับเดียวกันด้วย
สมบัติวิเศษด้ามนี้เมื่อรวมเข้ากับ วิชาเกราะทองคำของฟ่านต้าเฉิง
สัตว์อสูรระดับต่ำในเทือกเขาชิงอวิ๋น เว้นแต่จะเชี่ยวชาญวิชาสายจิตวิญญาณแล้ว มิฉะนั้นก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขาเลย
และฟ่านต้าเฉิงที่ถือค้อนทลายขุนเขาด้ามนี้ หากไม่ตายในเทือกเขาชิงอวิ๋น ย่อมได้ผลตอบแทนไม่น้อยอย่างแน่นอน
แต่ฟางอี้ไม่รู้สึกอยากได้ เขาส่ายหน้าปฏิเสธฟ่านต้าเฉิง
ด้วยพลังบำเพ็ญเพียรและอายุขัยในปัจจุบัน ไม่จำเป็นต้องเสี่ยงอันตราย การพัฒนาอย่างมั่นคงและสะสมพื้นฐานคือทางเลือกที่ดีที่สุด
“ต้าเฉิง เทือกเขาชิงอวิ๋นมีสัตว์อสูรร้ายกาจ พลังบำเพ็ญเพียรของข้ายังต่ำต้อยนัก รอให้พลังบำเพ็ญเพียรของข้าก้าวหน้าขึ้น จัดเตรียมสมบัติวิเศษและยันต์ให้พร้อมถึงค่อยพิจารณาไปล่าอสูร
ครั้งหน้า หากมีโอกาสข้าต้องไปกับเจ้าแน่”
ฟ่านต้าเฉิงที่ได้ยินคำพูดของฟางอี้ก็รู้สึกตกใจเล็กน้อย ทำไมนิสัยของฟางอี้ถึงเปลี่ยนไปขนาดนี้
ต้องรู้ว่าในบรรดาผู้บำเพ็ญเพียรเริ่มต้นชุดนี้ ฟางอี้เป็นคนที่เลือดร้อนและกล้าหาญที่สุด
วันนั้นเขาเป็นคนแรกที่พุ่งเข้าไปต่อสู้กับหมาป่าหินปฐพีโดยตรงจนฟ่านต้าเฉิงไม่มีโอกาสจะห้ามเลย
บางทีอาจเป็นเพราะถูกหมาป่าหินปฐพีทำร้ายจนหมดสติจากครั้งก่อนจึงทำให้เรียนรู้จากความผิดพลาดและระมัดระวังมากขึ้นก็เป็นได้เขาถึงเปลี่ยนไปเช่นนี้
เขาก้าวเท้าไปข้างกายฟางอี้ กดเสียงต่ำลงแล้วเกลี้ยกล่อมว่า
“พี่ฟาง พรสวรรค์ของท่านและข้าอยู่ในระดับธรรมดา หากไม่มีหินวิญญาณ การบำเพ็ญเพียรก็จะก้าวหน้าช้ามากแน่นอน
เมื่ออายุมากขึ้น เกรงว่าจะยิ่งยากที่จะทะลวงผ่านไปได้”
ฟ่านต้าเฉิงพยายามเกลี้ยกล่อมด้วยความจริงใจ
“พี่ฟาง แม้รากวิญญาณของท่านจะสูงกว่าข้า แต่สุดท้ายก็ไม่ได้โดดเด่นเหมือนรากวิญญาณระดับสูงของไฉ่เอ๋อร์ที่มีสำนักคอยหนุนหลัง
หากรอจนอายุมากขึ้น เกรงว่าจะยากแม้แต่จะทะลวงผ่านขั้นบำเพ็ญปราณช่วงปลาย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการเป็นมหาปรมาจารย์สร้างรากฐานเลยพี่ฟาง ท่านไม่อยากขึ้นสู่สร้างรากฐานหรือ”
เมื่อเห็นฟ่านต้าเฉิงเอ่ยคำว่า มหาปรมาจารย์สร้างรากฐาน ดวงตาของเขาก็เปล่งประกายร้อนรุ่ม
ฟางอี้เข้าใจในใจ
เมื่อได้เห็นโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรที่ยิ่งใหญ่และอลังการนี้ เพื่อนของเขาในชาตินี้ก็เริ่มเผยความทะเยอทะยานของตัวเองออกมาแล้ว
ใช่สิ ในโลกการบ่มเพาะเซียน ใครเล่าจะไม่อยากบรรลุขอบเขตที่สูงขึ้น และมีอายุขัยที่ยืนยาวขึ้น
แต่ฟางอี้ก็ยังคงปฏิเสธ
แม้จะมีรากวิญญาณระดับกลางเหมือนกัน แต่ต่างจากฟ่านต้าเฉิง เขายังมีทางเลือกที่ดีกว่า
ตอนนี้เขาได้ฝึกฝน คัมภีร์เกิดดับรุ่งโรจน์ร่วงโรยจนสำเร็จขั้นพื้นฐานแล้วและมีอายุขัยที่ยืนยาวกว่าระดับเดียวกันมาก
ก่อนอายุหนึ่งร้อยปี เขาไม่ต้องกังวลเรื่องพลังชีวิตที่เสื่อมถอยเลย และยังมีเวลามากพอที่จะสะสมรากฐาน
การผจญภัยไปล่าอสูรที่เทือกเขาชิงอวิ๋นด้วยพลังบำเพ็ญเพียรเพียงขั้นบำเพ็ญปราณระดับหนึ่งนั้น
อันตรายเกินไป