- หน้าแรก
- แพทย์วิถีมาร
- บทที่ 4 การทดสอบใหญ่ของสำนักเสวียนหยาง
บทที่ 4 การทดสอบใหญ่ของสำนักเสวียนหยาง
บทที่ 4 การทดสอบใหญ่ของสำนักเสวียนหยาง
บทที่ 4 การทดสอบใหญ่ของสำนักเสวียนหยาง
ฟางอี้ประเมินในใจ
“อสูรหมาป่ามีนิสัยโดดเดี่ยว เว้นแต่จะมีราชันหมาป่าระดับสองคุมอยู่ มิฉะนั้นหมาป่าหินปฐพีและหมาป่าลมล้วนที่เป็นสัตว์เพศผู้ระดับหนึ่งจะร่วมมือกันได้อย่างไร แล้วถ้ามีราชันหมาป่าระดับสองคุมอยู่ล่ะ”
ฟางอี้ส่ายหน้าเล็กน้อย
หากมีราชันหมาป่าระดับสองที่เทียบได้กับปรมาจารย์สร้างรากฐานจริง เขาคงจะตายกลายเป็นปุ๋ยไปตั้งแต่ตอนกลางวันแล้ว
ดังนั้นจึงเหลือความเป็นไปได้เพียงอย่างเดียว คือหมาป่าทั้งสองตัวถูกสัตว์อสูรพังพอนควบคุม ทำให้พวกมันต้องทำตามคำสั่ง
“ฉึก!”
ฟางอี้ใช้มีดสั้นเหล็กทมิฬ ชำแหละพังพอนสี่ขาออกราวกับผู้เชี่ยวชาญ แล่สมองออก ควักไข่มุกสีขาวขนาดหัวแม่มือออกมา
ไข่มุกมีผิวสัมผัสที่อบอุ่น เปล่งประกายแสงสีเงินอ่อน ๆ และทำให้รู้สึกสงบจิตใจสงบเล็กน้อย
“ของวิเศษระดับหนึ่ง ไข่มุกบำรุงจิต” ฟางอี้เผยสีหน้ายินดี
ของวิเศษนี้หายากอย่างยิ่ง เป็นเลิศในการบำรุงจิตวิญญาณ มีเพียงอสูรสัตว์ที่เชี่ยวชาญจิตวิญญาณเท่านั้นที่มีโอกาสจะบ่มเพาะได้
อสูรสัตว์ที่เชี่ยวชาญจิตวิญญาณ มักจะมีพลังต่อสู้ทางกายภาพที่อ่อนแอ เติบโตได้ยาก ทำตัวระมัดระวัง และปรากฏกายอย่างลึกลับ
เช่นเดียวกับพังพอนสี่ขาตัวนี้ เมื่ออสูรหมาป่าที่มันควบคุมตาย ตัวมันเองก็ได้รับบาดเจ็บจากการสะท้อนกลับอย่างรุนแรง
หรืออาจจะรวมตัวกันเป็นฝูง ใช้พลังฝูงกดข่มพื้นที่หนึ่ง
ฟางอี้เคยเห็น ผีเสื้อสามสี ซึ่งเป็นอสูรสัตว์จิตวิญญาณระดับหนึ่งในชีวิตก่อน
ผีเสื้อสามสีหลายสิบตัว หรือแม้กระทั่งเป็นร้อยตัว ภายใต้การรวมตัวของราชันผีเสื้อ พวกมันสามารถสื่อสารทางจิตได้ แม้แต่ปรมาจารย์สร้างรากฐานก็ยังต้องหลีกเลี่ยง
สำหรับผู้บำเพ็ญเพียร พลังปราณนั้นฝึกฝนได้ง่าย แต่จิตวิญญาณนั้นยาก
การเพิ่มพลังปราณพัฒนาได้จากทั้งการหลอมรวมพลังวิญญาณ หรือการกินโอสถ แม้จะใช้เงินมาก แต่ก็มีหนทางเสมอ
ส่วนจิตวิญญาณล่ะ
ยกเว้นวัสดุสวรรค์และสมบัติธรรมชาติบางอย่าง ก็ทำได้เพียงอาศัยเวลาเพื่อทำความเข้าใจและสะสม นั่นคือการบ่มเพาะอย่างช้า ๆ
ดังนั้น ไข่มุกบำรุงจิต ระดับกลางระดับหนึ่งนี้จึงเป็นวัสดุวิญญาณระดับหนึ่งที่หายากที่สุดชนิดหนึ่ง มีมูลค่ามากกว่าวัสดุวิญญาณชนิดเดียวกันหลายเท่า
หากมีคุณภาพสูงขึ้นอีก ก็สามารถเทียบได้กับวัสดุวิญญาณระดับสองที่ปรมาจารย์สร้างรากฐานใช้
มีค่าแต่ไม่มีในตลาด เมื่อสมบัติเช่นนี้ปรากฏในตลาด ก็จะถูกสำนักใหญ่และตระกูลใหญ่ ๆ เก็บเข้าคลังอย่างรวดเร็ว เพื่อมอบให้กับอัจฉริยะผู้สืบทอดสายเลือด
ผู้บำเพ็ญเพียรอิสระทั่วไป แม้แต่คุณสมบัติที่จะรู้ชื่อไข่มุกนี้ก็ยังไม่มี
“อึก…”
ฟางอี้ใช้พลังปราณห่อหุ้ม ไข่มุกบำรุงจิต นี้ แล้วกลืนลงไปในคราวเดียว
ไข่มุกบำรุงจิตเคลื่อนที่ตามพลังปราณไปสู่ทะเลแห่งจิตสำนึก ไข่มุกหมุนวนอย่างช้า ๆ แผ่แสงสีขาวออกมาเล็กน้อย
ภายใต้แสงสีขาวที่สาดส่อง จิตวิญญาณของฟางอี้รู้สึกเย็นสบายเล็กน้อย หลังจากจิตวิญญาณได้รับการบำรุง ความเหนื่อยล้าก็ฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว
“ในที่สุด ก็สามารถใช้เคล็ดวิชาจิตวิญญาณได้ และพอจะมีพลังป้องกันตัวเองอยู่บ้างแล้ว”
ฟางอี้มองไปที่ซากพังพอน
‘เลือดเนื้อของอสูรสัตว์ตัวนี้ อย่างน้อยก็ยังเป็นยาบำรุงได้บ้าง’
แสงสีแดงพลุ่งพล่านในมือ เขาใช้เคล็ดวิชาดูดเลือดระดับหนึ่งของวิถีมารอย่างชำนาญ
เลือดและพลังของพังพอนสี่ขาถูกกลืนกินไปอย่างรวดเร็วจนร่างกายครึ่งหนึ่งกลายเป็นซากศพที่แห้งเหี่ยว
เมื่อเทียบกันแล้ว ใบหน้าของฟางอี้ก็ค่อย ๆ กลับมามีเลือดฝาด บาดแผลที่หน้าอกก็มีเนื้อเยื่องอกออกมา คาดว่าไม่เกินสามถึงห้าวันก็จะหายสนิท
เขานำกระดูกและขนของพังพอนสี่ขาที่เหลืออยู่ใส่ลงในถุงเก็บของเก่า แม้เลือดเนื้อจะสูญเสียพลังชีวิตไปบ้างก็ยังถือเป็นกำไรส่วนหนึ่ง
ในเรื่องมูลค่า มันยังสูงกว่าอสูรหมาป่าสองตัวนั้นอีก
ถุงเก็บของนี้เป็นของที่เก็บมาจากผู้บำเพ็ญเพียรเริ่มต้นที่ตายไปหลายคน ฟางอี้ หยางไฉ่เอ๋อร์ และฟ่านต้าเฉิงต่างได้ไปคนละใบ
ฟางอี้กระตุ้นพลังปราณ พืชพรรณเจริญงอกงาม จัดการรอยเลือดและซากศพรอบ ๆ ให้สะอาด
ฟางอี้กลับมาที่ค่ายพัก เห็นหยางไฉ่เอ๋อร์และคนอื่น ๆ หลับสบาย เขาก็หลับตาพักผ่อนเช่นกัน
ครึ่งวันต่อมา
ฟางอี้และอีกสองคนออกไปล่าสัตว์ป่ามาเป็นอาหาร
หลี่หานไป่ค่อย ๆ ตื่นขึ้นมา พอว่าจุดลมปราณของตนถูกทำลาย ใบหน้าก็บิดเบี้ยวด้วยความโกรธ
“เส้นทางแห่งเซียนของข้า… มันพังพินาศไปแล้ว”
“ไม่… มันต้องมีวิธีอื่น…”
หลี่หานไป่เป็นตระกูลพ่อค้าที่มักจะชอบแย่งขูดรีดผู้อื่นอยู่เสมอ แม้จะสงบสติอารมณ์ได้อย่างรวดเร็ว แต่ก็มีความสงสัยอย่างมาก
เมื่อคิดถึงความแค้นที่ตนเองกับฟางอี้และคนอื่นที่มีต่อตนไม่น้อย หากพวกเขาจะลงมือกับตนเอง หลี่ชิงซงไอ้เศษเดนคนนั้นคงปกป้องตนเองไม่ได้แน่
“ตอนนี้ สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องออกจากที่นี่ก่อน”
หลี่หานไป่ลุกขึ้นอย่างโซซัดโซเซ
“พี่ใหญ่ ฟื้นแล้วหรือขอรับ!” หลี่ชิงซงเผยสีหน้ายินดี
“ไปให้พ้น!! อย่าเข้าใกล้ข้า”
หลี่หานไป่มองหลี่ชิงซงที่หดหัวอยู่ข้างรถม้าอย่างเกลียดชัง
‘ทั้งเรื่องพลังบำเพ็ญเพียรและสติปัญญา เจ้ามีอะไรที่เทียบกับข้าได้บ้าง ทำไมคนที่ไม่ถูกทำลายจุดลมปราณถึงไม่ใช่ไอ้เศษเดนอย่างเจ้า!’
หลังจากฟางอี้กลับมาจากการล่าสัตว์และเห็นหลี่ชิงซงที่เต็มไปด้วยความกังวล เขาก็ไม่ได้พูดอะไรมาก
‘หลี่หานไป่ไปแล้วหรือ’
เส้นทางเซียนนั้นคดเคี้ยว หลี่หานไป่คนนี้อายุยังน้อย แต่ก็มีพลังบำเพ็ญปราณระดับสองแล้ว
พรสวรรค์ไม่เลว คาดว่าจะต้องมีรากวิญญาณระดับสูงเป็นอย่างน้อย นิสัยก็โลภและโหดเหี้ยมพอ หากสามารถเข้าสู่สำนักเสวียนหยางได้ ก็มีโอกาสไปถึงขั้นสร้างรากฐานได้
แต่กลับต้องมาพลัดตกหลุมข้างเส้นทางบำเพ็ญเพียรไปเพราะความประมาทชั่วเลินเล่อ
การแสวงหาเส้นทางเซียนนั้นคดเคี้ยวทุกย่างก้าว ควรใช้ใจที่ระมัดระวังราวกับเดินบนน้ำแข็งบางๆจึงจะดีที่สุด
สามวันต่อมา
“ถึงแล้ว!”
“ชู่ว!”
ฟางอี้สะบัดมือจับบังเหียน หยุดรถม้า
“ไฉ่เอ๋อร์ ต้าเฉิงถึงเขาเสวียนหยางแล้ว!”
ทุกคนเงยหน้ามองเห็นก็เห็นหมอกวิญญาณปกคลุมทั่วภูเขาราวกับแดนสวรรค์ที่บางครั้งก็มีนกกระเรียนเมฆตัวหนึ่งบินร่อน ส่งเสียงร้องใสไพเราะมาให้เห็น
ฟางอี้เดินไปที่ซุ้มประตูหยกสีเขียวหน้าประตูสำนัก เห็นป้ายสลักอักษรวิญญาณสามตัวว่า “เขาเสวียนหยาง”
อักษรเหล่านี้มีแสงวิญญาณไหลเวียน ราวกับมังกรและงูเลื้อยไปมา แผ่บรรยากาศเหนือโลก
‘พลังนี้…สมบัติวิเศษระดับสุดยอด’
ฟางอี้หรี่ตาเล็กน้อย คิดในใจ
สำนักเสวียนหยางสมกับเป็นสำนักใหญ่ชั้นนำในแดนบำเพ็ญเพียรต้าอวิ๋น การใช้สบัติระดับสุดยอดทำซุ้มประตู แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งอย่างมหาศาล
และยังสามารถจัดหาเส้นลมปราณและวัตถุวิญญาณที่จำเป็นสำหรับการบำเพ็ญเพียรได้
สายตาของฟางอี้ลึกล้ำราวกับบึงน้ำเย็นเยียบพันปี
‘รากวิญญาณในภพชาตินี้ แม้จะยังไม่ได้ใช้สมบัติวิเศษทดสอบ แต่ดูจากประสิทธิภาพในการหลอมรวมพลังวิญญาณแล้ว ไม่น่าจะมีพรสวรรค์ถึงขั้นรากวิญญาณระดับสูงเหมือนในชีวิตก่อน
ตอนนี้ขาดทั้งเงิน เพื่อนร่วมทาง วิชา และสถานที่’
‘ต้องเข้าสู่สำนักเสวียนหยางให้ได้! มิฉะนั้นการสร้างรากฐานจะเป็นไปอย่างยากลำบากมาก!’
ด้านหลังซุ้มประตูหยกสีเขียว มีบันไดหินคดเคี้ยว ทอดยาวเข้าไปในม่านหมอก มีผู้บำเพ็ญเพียรมากมายเดินขึ้นลงบนบันไดหิน
หลี่ชิงซงและหยางไฉ่เอ๋อร์กับคนอื่น ๆ ที่มาจากชนชั้นสามัญชนที่เพิ่งเคยเห็นทิวทัศน์อันงดงามของแดนเซียนเป็นครั้งแรก ต่างก็ตกตะลึงไปตาม ๆ กัน
หยางไฉ่เอ๋อร์เต็มไปด้วยความใฝ่ฝัน
“พี่ฟาง นี่คือสำนักเสวียนหยางหรือเจ้าคะ การได้อยู่ที่นี่จะต้องมีแต่บุคคลที่เป็นระดับเซียนแน่ ๆ เลยเจ้าค่ะ”
ฟางอี้พยักหน้าเล็กน้อย
น้ำเสียงของเขามีความหมายลึกซึ้ง ราวกับตอบหยางไฉ่เอ๋อร์ และราวกับตอบตัวเองด้วย
“ต้าเฉิง สี่ยวหยาง หากสามารถยืนหยัดในเส้นทางเซียนได้ตลอดไป ทิวทัศน์เช่นนี้ก็เป็นเรื่องธรรมดา…หากไม่สมหวังก็เป็นเพียงกระดูกแห้งในหลุมศพ ทิวทัศน์จะงดงามเพียงใดก็เป็นเพียงบุปผาในกระจก จันทราในน้ำ”
กล่าวจบ เขาก็สูดลมหายใจเอากาศจากสายลมบนภูเขาเข้าไปลึกๆ แล้วก้าวขึ้นบันไดหิน เดินเข้าสู่สำนักเสวียนหยาง
การบำเพ็ญเพียรหลายร้อยปีเพื่อเอาชีวิตรอด ความยากลำบากมากมาย วิกฤตความเป็นความตายมากมาย ตอนนี้ดูเหมือนเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย
ในภพชาตินี้ เขาจะต้องบรรลุขอบเขตแก่นวิญญาณให้ได้ เพื่อดูว่าบนเส้นทางเซียนที่สูงขึ้นไปนั้น มีความงดงามอลังการเพียงใด
ด่านเข้มแข็งดุจเหล็ก แต่ข้าได้รับโอกาสให้เริ่มใหม่
เส้นทางเซียนอันยาวไกล ข้าฟางอี้กลับมาแล้ว!
หลังปีนบันไดหินหลายพันขั้น ทุกคนก็เริ่มหายใจถี่ขึ้นเล็กน้อย
พลันเห็นแท่นหินสูงหลายสิบจ้างตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางภูเขา
บนแท่นหินมีอักษรวิญญาณสลักคำว่า ‘หอหลวนอวิ๋น’ สามตัว ซึ่งเปล่งประกายเจิดจ้าภายใต้แสงอาทิตย์ ดูเก่าแก่และงดงาม
บนหอหลวนอวิ๋นมีหินสีเขียวปูพื้น ผู้บำเพ็ญเพียรหลายพันคนรวมตัวกันพูดคุยกันอย่างจอแจ บรรยากาศวุ่นวายมาก
ครึ่งวันต่อมา ดวงอาทิตย์อยู่กลางท้องฟ้า
“ฉึก! ฉึก! ฉึก!”
เสียงแหวกอากาศดังขึ้นเป็นระยะ
เรือสมบัติลำหนึ่งที่พันด้วยลมและสายฟ้า นำผู้บำเพ็ญเพียรสวมชุดคลุมสีขาวสิบกว่าคน พร้อมเซียนผู้เหยียบกระบี่บินพุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว
เรือลมสายฟ้าจอดอยู่กลางอากาศ เรือบินเปล่งประกายระยิบระยับพร้อมกับพลังแห่งลมและสายฟ้า นี่เป็นสมบัติวิเศษที่มีพลังไม่น้อย
ผู้บำเพ็ญเพียรชุดดำคนหนึ่งมีท่าทีเย็นชาและเคร่งขรึม ร่างกายสูงโปร่งก้าวเดินอย่างมั่นคง ก้าวเท้าไปในอากาศ ลงมาจากเรือลมสายฟ้าอย่างช้า ๆ
ผู้บำเพ็ญเพียรชุดดำลงมายืนบนแท่นหินสีเขียวของหอหลวนอวิ๋น กวาดสายตามองไป
“เงียบ!”
ด้วยแรงกดดันจาง ๆ ที่แผ่ออกมา บรรยากาศก็หยุดนิ่ง ผู้บำเพ็ญเพียรหลายพันคนไม่มีใครกล้าส่งเสียงอีก ทุกคนเงียบสนิท
“ข้าคือเซียวฉางเช่อ ศิษย์สายตรงขั้นขั้นสร้างรากฐานของสำนักเสวียนหยาง วันนี้การทดสอบเข้าสำนักใหญ่จะดำเนินการโดยข้าเอง”
เสียงของเซียวฉางเช่อทุ้มลึก ก้องกังวานไปทั่วหอหลวนอวิ๋นราวกับเสียงฟ้าร้องอู้อี้
เห็นผู้บำเพ็ญเพียรจำนวนมากเงียบสนิท เขาก็พยักหน้าด้วยความพึงพอใจ
จากนั้นก็ตบถุงเก็บของ แสงวิญญาณสีดำพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า กลายเป็นกระจกทองสัมฤทธิ์โบราณลอยอยู่เหนือศีรษะ
คาถาหลายบทถูกร่ายเข้าไปในกระจกทองสัมฤทธิ์โบราณ กระจกโบราณหมุนวนอย่างช้าๆ จากพื้นผิวกระจกสีทองสัมฤทธิ์ มีแสงวิญญาณหลายพันสายพุ่งออกมา ส่องไปยังผู้บำเพ็ญเพียรแต่ละคนในที่นั้น
“ให้ข้าดูสิว่ารากวิญญาณของพวกเจ้าเป็นอย่างไร และมีวาสนากับเขาเสวียนหยางของข้าหรือไม่”