- หน้าแรก
- ระบบลงชื่อหมื่นล้านปี ตื่นขึ้นมาก็ไร้เทียมทาน
- บทที่ 73 สยบใจ
บทที่ 73 สยบใจ
บทที่ 73 สยบใจ
อวี๋เหม่ยเหรินพาชิงเสวียนและชิงฉานเข้ามาเป็นกลุ่มแรกหลังจากได้รับอนุญาต นางแสดงท่าทีเป็นห่วงเป็นใยอย่างเห็นได้ชัด แสดงให้เห็นว่าในยามนี้หญิงสาวผู้นี้ได้มอบกายถวายใจให้แก่ฉู่เสินซิ่วอย่างหมดสิ้นแล้ว เรื่องนี้ทำให้ฉู่เสินซิ่วพึงพอใจมาก
“ฝ่าบาท พระองค์ไม่เป็นอะไรใช่ไหมเพคะ เมื่อครู่หม่อมฉันได้ยินมาว่ามีนักฆ่าจากแคว้นเยียนลอบปลงพระชนม์ฝ่าบาทกลางท้องพระโรง” อวี๋เหม่ยเหรินเอ่ยด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนก
เนื่องจากตอนนี้ความสัมพันธ์ระหว่างนางกับฉู่เสินซิ่วแนบแน่นขึ้น ทั้งสองจึงไม่ได้วางตัวห่างเหินเหมือนเมื่อก่อน
“สนมรักไม่ต้องเป็นกังวล ด้วยฝีมือของเราการจัดการศัตรูเพียงแค่นี้ง่ายดายยิ่งกว่าพลิกฝ่ามือ” ฉู่เสินซิ่วกล่าวอย่างสบายๆ คำพูดนี้ทำให้นางเชื่อสนิทใจซึ่งก็เป็นความจริงอย่างไม่ต้องสงสัย
อวี๋เหม่ยเหรินเพิ่งนั่งลงได้ไม่นาน หวังอวี่เยียนก็นำนางกำนัลของตนเข้ามา เมื่อเห็นว่าอวี๋เหม่ยเหรินมาถึงก่อนแล้วนางก็วางตัวตามปกติ นี่ถือเป็นการพบหน้ากันครั้งที่สามของพวกนาง ครั้งแรกคือในวันคัดเลือกสนมและได้เจอกันอีกสองครั้งหลังจากนั้น เนื่องจากในยามปกติต่างคนต่างก็ยุ่งอยู่กับการบำเพ็ญเพียรจึงไม่ค่อยได้พบปะกันบ่อยนัก ดังนั้นเรื่องการแก่งแย่งชิงดีในวังหลังจึงแทบจะเป็นไปไม่ได้
ฉู่เสินซิ่วก็ยินดีที่เห็นสถานการณ์เป็นเช่นนี้ หากวังหลังวุ่นวายย่อมส่งผลกระทบต่อเขาไม่มากก็น้อย
หลังจากพูดคุยกับหวังอวี่เยียนได้สองสามประโยค เขาก็เอ่ยขึ้นตรงๆ “พวกเจ้าหมั่นแลกเปลี่ยนความรู้เรื่องการบำเพ็ญเพียรกันให้มากๆ จะเป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่าย”
ในขณะนั้นเองจิตสัมผัสของฉู่เสินซิ่วก็รับรู้ถึงบางสิ่ง เขามองออกไปข้างนอกโดยสัญชาตญาณ
“ในเมื่อมาแล้วเหตุใดไม่แจ้งให้ทราบ”
เห็นได้ชัดว่าด้วยตบะของฉู่เสินซิ่วเขาสามารถรับรู้ได้ว่าเหยียนเฟยยืนรออยู่ด้านนอก เมื่อได้ยินเสียงเรียกของฉู่เสินซิ่ว หวังเฉิงเอินจึงตะโกนประกาศ
“พระสนมเหยียนเฟยเสด็จ!”
เหยียนเฟยเดินเข้ามาด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก โดยเฉพาะเมื่อเห็นว่าสนมอีกสองนางของฉู่เสินซิ่วอยู่ที่นี่ด้วยนางยิ่งรู้สึกกระอักกระอ่วน ดูเหมือนนางจะยังปรับตัวให้เข้ากับสถานะของตนเองไม่ได้
โดยพื้นฐานแล้วเหยียนเฟยเป็นสตรีที่มีสามีแล้ว การที่นางถูกส่งมาที่นี่ก็เพราะแคว้นเยียนต้องการขอสงบศึกกับฉู่เสินซิ่ว ในมุมมองของชาวแคว้นเยียนเรื่องนี้อาจไม่ใช่ปัญหาใหญ่ แต่สำหรับวัฒนธรรมของแคว้นหวาซวีดูเหมือนจะยอมรับเรื่องพรรค์นี้ได้ยาก
“จัดที่นั่ง” ฉู่เสินซิ่วสั่ง
“หม่อมฉันแค่แวะมาดูพระอาการของฝ่าบาทแล้วก็จะกลับเพคะ” เหยียนเฟยกล่าว
ฉู่เสินซิ่วไม่ได้คิดอะไรมาก เขาเพียงแค่โบกมือ พลังสายหนึ่งก็พุ่งออกมาดึงร่างของเหยียนเฟย, หวังอวี่เยียน และอวี๋เหม่ยเหริน ให้ลอยเข้ามาหาเขาโดยอัตโนมัติ ทั้งสามร่อนลงข้างกายฉู่เสินซิ่วอย่างนุ่มนวล โดยเหยียนเฟยตกอยู่ในอ้อมกอดของฉู่เสินซิ่ว
เขาเอ่ยขึ้นทันที “สนมรักไม่ต้องกังวลใจ ในเมื่อเป็นผู้หญิงของเราเราย่อมให้ความสำคัญเท่าเทียมกัน เราหวังว่าพวกเจ้าจะปรองดองรักใคร่กลมเกลียวกัน”
“ฝ่าบาท หม่อมฉันเข้าใจเพคะ”
อวี๋เหม่ยเหรินเป็นคนฉลาดและมีไหวพริบในการเข้าสังคมจึงรีบรับคำอย่างรวดเร็ว หวังอวี่เยียนยังคงมีท่าทีสงบนิ่ง ส่วนเหยียนเฟยนั้นรู้สึกอบอุ่นหัวใจยิ่งนัก นางรู้ดีว่าคำพูดเหล่านี้ฉู่เสินซิ่วจงใจพูดเพื่อให้นางสบายใจ สำหรับนางแล้วหากบอกว่าไม่ซาบซึ้งใจก็คงโกหก
ใจของนางก็ตกเป็นของฉู่เสินซิ่วอย่างสมบูรณ์ เพราะเดิมทีนางคิดว่าตนเองไม่คู่ควรกับฉู่เสินซิ่ว แม้ว่าตอนนี้เขาจะสนใจในตัวนางก็คงเป็นเพราะความงามเพียงเปลือกนอกเท่านั้น เมื่อเทียบกับสนมคนอื่นฐานะของนางย่อมไม่อาจเทียบเคียงได้ แต่การกระทำของฉู่เสินซิ่วเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าขอเพียงได้เป็นผู้หญิงของเขา ก็จะได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกัน
ภาพเหตุการณ์นี้ทำให้นางอดไม่ได้ที่จะรู้สึกอบอุ่นหัวใจ จนแทบไม่น่าเชื่อว่าชายผู้นี้ช่างยอดเยี่ยมเหลือเกิน
“ฝ่าบาท หม่อมฉันได้ยินมาว่าอวิ๋นเคอ ทูตแคว้นเยียน บังอาจลอบปลงพระชนม์ฝ่าบาทหรือเพคะ” เหยียนเฟยซบหน้าลงกับอกกว้างของฉู่เสินซิ่ว เอ่ยถามเสียงเบา
ฉู่เสินซิ่วตอบ “ใช่แล้ว นักฆ่าผู้นั้นมีฝีมือพอตัว แต่จะคิดสังหารเราด้วยคนเพียงแค่นี้เป็นไปไม่ได้หรอก ดูเหมือนทางฝั่งแคว้นเยียนจะยังไม่ยอมตัดใจง่ายๆ สินะ สนมรักคิดเห็นอย่างไรหากเราจะยกทัพไปตีแคว้นเยียน”
“แล้วแต่พระประสงค์ของฝ่าบาทเพคะ หม่อมฉันเป็นเพียงสตรีย่อมต้องยืนอยู่ข้างฝ่าบาท และสนับสนุนฝ่าบาทอย่างไร้เงื่อนไข” เหยียนเฟยกล่าว
จากนั้นนางก็เอ่ยขอร้อง “แต่หม่อมฉันมีเรื่องอยากจะขอร้องฝ่าบาทสักเรื่อง หากทรงยกทัพไปตีแคว้นเยียน ขออย่าได้ทำร้ายราษฎรผู้บริสุทธิ์เลยนะเพคะ พวกเขาไม่มีความผิด”
“เรื่องนี้เรารับปากเจ้าได้ แต่มีข้อแม้ว่าพวกเขาต้องยอมสวามิภักดิ์ต่อแคว้นหวาซวีของเรา ไม่ก่อความวุ่นวาย ไม่คิดกบฏ มิฉะนั้นต่อให้เง็กเซียนฮ่องเต้เสด็จลงมาเองก็ช่วยพวกเขาไม่ได้”
แววตาของฉู่เสินซิ่วเย็นชาถึงขีดสุด เพราะมีเพียงผู้ที่จงรักภักดีเท่านั้นจึงจะมีคุณค่า แคว้นเยียนในยามนี้อ่อนแอ ราษฎรเดือดร้อนไปทุกหย่อมหญ้า เพราะเล็งเห็นจุดนี้ฉู่เสินซิ่วจึงตัดสินใจลงมือกับแคว้นเยียนเป็นอันดับแรก แต่ก็ต้องยอมรับว่าในสถานการณ์เช่นนี้ย่อมมีบางคนที่คิดต่อต้าน คนพวกนี้เป็นพวกหัวรั้นโง่เขลาไม่สมควรได้รับการชักชวน และไม่มีคุณสมบัติพอที่จะเป็นราษฎรของแคว้นหวาซวี
“ขอบพระทัยฝ่าบาท เพียงแค่ฝ่าบาทรับปากเรื่องนี้หม่อมฉันก็พอใจแล้วเพคะ” เหยียนเฟยดีใจมาก หากไม่มีหญิงสาวอีกสองคนอยู่ที่นี่ ไม่ต้องสงสัยเลยว่านางคงจะมอบกายถวายตัวให้เขาไปแล้ว เรื่องนี้สำคัญมาก
“อวิ๋นเคอผู้นี้เป็นสหายสนิทของรัชทายาทตัน และได้ไปฝึกวิชาอยู่ที่ สำนักอวิ๋นซาน ในดินแดนทางเหนือของแคว้นเยียนมาตลอด ดังนั้นเรื่องนี้น่าจะเป็นแผนการของรัชทายาทตันเพคะ” เหยียนเฟยกล่าวเสริม
รัชทายาทตัน? อดีตสามีของเหยียนเฟยนี่เอง
ฉู่เสินซิ่วยิ้มเย็นชา เรื่องราวดูเหมือนจะน่าสนุกขึ้นเรื่อยๆ แล้วสิ ภูเขาเยี่ยนตั้ง...บนยอดเขานั้นมีขุมกำลังหนึ่งตั้งอยู่ นอกเขตแดนหกแคว้นทางตอนเหนืออันเวิ้งว้าง มีชื่อเสียงโด่งดังมาก ผู้มีพรสวรรค์ในหกแคว้นจำนวนมากมักจะเดินทางไปฝากตัวเป็นศิษย์ที่นั่น
ขุมกำลังนั้นฉู่เสินซิ่วก็เคยได้ยินชื่อมาบ้าง น่าจะชื่อว่า สำนักอวิ๋นซาน แต่ในตอนนี้เขายังไม่ได้สนใจขุมกำลังระดับนั้นมากนัก เพราะต้องค่อยเป็นค่อยไป การพูดถึงเรื่องนั้นในตอนนี้ดูจะเร็วเกินไปหน่อย