- หน้าแรก
- ระบบลงชื่อหมื่นล้านปี ตื่นขึ้นมาก็ไร้เทียมทาน
- บทที่ 72 ประกาศสงคราม
บทที่ 72 ประกาศสงคราม
บทที่ 72 ประกาศสงคราม
ในเวลานี้เหล่าขุนนางทั้งฝ่ายบุ๋นและฝ่ายบู๊จึงเพิ่งได้สติกลับมา พวกเขารีบกรูเข้ามา
“ฝ่าบาท ทรงเป็นอะไรหรือไม่พะยะค่ะ”
“เด็กๆ...ลากตัวมือสังหารออกไป”
“บังอาจลอบปลงพระชนม์ฝ่าบาท แคว้นเยียนของพวกเจ้าจงเตรียมรับโทสะได้เลย”
สำหรับทุกคนแล้วเรื่องนี้เป็นสิ่งที่พวกเขาคาดไม่ถึงอย่างสิ้นเชิง สถานการณ์ก็กระจ่างแจ้ง ไม่ว่าจะมองจากมุมไหนเรื่องนี้ก็ถือว่าเด็ดขาดมาก
อวิ๋นเคอจ้องมองฉู่เสินซิ่วด้วยสายตาอาฆาตแค้น “ทรราช...ทำกรรมชั่วมากเข้าสักวันกรรมย่อมตามสนอง การกระทำของเจ้าไม่ช้าก็เร็วจะต้องได้รับผลกรรมตอบแทน หกแคว้นมีปราชญ์เมธีมากมายนับไม่ถ้วน เจ้าคิดว่าจะนอนหลับได้อย่างเป็นสุขหรือ”
ฉู่เสินซิ่วเพียงปรายตามองอวิ๋นเคอเรียบๆ ไม่อยากต่อความยาวสาวความยืด สำหรับเขาระดับของพวกเขามันต่างกันเกินไป ปากอยู่บนตัวคนอื่นอยากจะพูดอะไรก็เรื่องของเขา อย่างน้อยสำหรับฉู่เสินซิ่วคำพูดเหล่านั้นไม่ส่งผลกระทบใดๆ ต่อเขาเลยแม้แต่น้อย
สถานการณ์กลับสู่ความสงบอีกครั้ง ขุนนางรุ่นใหม่จำนวนมากเพิ่งเคยเห็นฉู่เสินซิ่วแสดงฝีมือเป็นครั้งแรก ต้องยอมรับว่าเกือบทุกคนต่างตกตะลึง ความแข็งแกร่งของฉู่เสินซิ่วเหนือจินตนาการของผู้คนไปไกลโข
“แจ้งไปยังแคว้นเยียน...เราโกรธมากกับเรื่องที่เกิดขึ้น ให้พวกเขาเตรียมตัวให้พร้อมเตรียมรองรับโทสะของเรา” ฉู่เสินซิ่วเอ่ยเสียงเย็น
“ซูฉิน ร่างสาส์นประกาศสงครามให้เราฉบับหนึ่ง...เราจะประกาศสงครามกับแคว้นเยียนในเร็ววัน ไม่รับการเจรจาสงบศึกใดๆ ทั้งสิ้น ในเมื่อกล้าทำเรื่องเช่นนี้ก็ต้องเตรียมรับผลที่จะตามมา”
ฉู่เสินซิ่วกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชาถึงขีดสุด แม้ด้วยความแข็งแกร่งของเขาเหตุการณ์ครั้งนี้จะไม่ได้สร้างความเสียหายร้ายแรงใดๆ แต่ว่ากันตามตรงเรื่องนี้เป็นสิ่งที่เขายอมรับไม่ได้ การกระทำของอีกฝ่ายถือเป็นการท้าทายเขาอย่างชัดเจน หากเขายอมกลืนเลือดสงบศึกง่ายๆ สำหรับเขาก็คงไม่มีอะไรต้องพูดถึงอีก
ซูฉินรู้ดีว่านี่คือโอกาสที่ฉู่เสินซิ่วรอคอยมาตลอด จึงรีบรับคำทันที
“โจวฟู่ โจวซื่อฉี โจวหรง พวกท่านสามคน...รับผิดชอบเรื่องเสบียงและยุทโธปกรณ์ทั้งหมด เราให้เวลาหนึ่งเดือนต้องเตรียมทุกอย่างให้พร้อม อีกอย่าง...พวกท่านมีความเห็นว่าอย่างไร การยกทัพขึ้นเหนือปราบแคว้นเยียนใครเหมาะสมที่จะรับตำแหน่งแม่ทัพใหญ่” ฉู่เสินซิ่วถามต่อ
ทั่วทั้งท้องพระโรงเงียบกริบ
กุนซือและขุนนางฝ่ายบุ๋น ผู้ที่มีความสามารถแต่ไม่ได้รับโอกาสอาจจะหลั่งไหลมาจากแคว้นอื่น แต่ในราชสำนักปัจจุบันส่วนใหญ่ก็ล้วนมาจากดินแดนหกแคว้น แต่แม่ทัพฝ่ายบู๊กลับเป็นคนละเรื่องกัน ในเวลานี้สีหน้าของเขาเริ่มย่ำแย่ลง เพราะเมื่อกวาดตามองไปทั่วทั้งแคว้นกลับไม่มีแม่ทัพที่พอจะเชิดหน้าชูตาได้สักคน
ต้องยอมรับว่าเรื่องนี้ทำให้ฉู่เสินซิ่วจนปัญญาไม่น้อย การฝึกยุทธ์ต้องใช้เงินทุนมากกว่าการเรียนหนังสือมากนัก ครอบครัวธรรมดาทั่วไปไม่มีปัญญาแบกรับค่าใช้จ่ายไหว ฉู่เสินซิ่วรู้ดี เพียงแค่เคล็ดวิชา วรยุทธ์ และทรัพยากรที่จำเป็นต้องใช้ในการบำเพ็ญเพียร สำหรับหลายคนแล้วมันคือจำนวนเงินมหาศาล
“ทูลฝ่าบาท กระหม่อมมีบุคคลหนึ่งที่เหมาะสมจะรับตำแหน่งแม่ทัพใหญ่ แต่คนผู้นี้เป็นเพียงคนธรรมดาสามัญที่มาจากข้างถนน ไม่เคยมีประสบการณ์คุมทัพจับศึกมาก่อนพะยะค่ะ” ซูฉินกราบทูลอย่างกล้าหาญ
“ว่ามาเลย” ฉู่เสินซิ่วหรี่ตาลง
“จ้าวซิ่น”
ซูฉินมองตรงไปที่ฉู่เสินซิ่ว “คนผู้นี้เดิมเป็นชาวแคว้นฉิน แต่ต่อมาบ้านเกิดประสบอุทกภัยจึงต้องอพยพมาอาศัยอยู่บริเวณรอยต่อระหว่างแคว้นฉินและแคว้นหวาซวี กระหม่อมบังเอิญได้รู้จักกับเขาเมื่อไม่กี่ปีก่อน จากการสังเกตของกระหม่อม แม้จ้าวซิ่นจะไม่ได้จบจากสำนักการทหารโดยตรง แต่เขาก็แตกฉานในตำราพิชัยสงครามและมีความรู้เรื่องการนำทัพจับศึก มีความเชี่ยวชาญในด้านนี้อย่างลึกซึ้ง คนผู้นี้มีแววเป็นแม่ทัพใหญ่แน่นอน แต่ก็ต้องยอมรับว่ามีความเสี่ยงสูงมากเช่นกัน”
ซูฉินโยนหินถามทางไปที่ฉู่เสินซิ่วอย่างชาญฉลาด เห็นได้ชัดว่าซูฉินเป็นคนฉลาดหลักแหลม เขาเพียงแค่เสนอแนะ ยกย่องอีกฝ่าย แต่ก็ยังเผื่อทางหนีทีไล่ให้ตัวเอง นี่คือสิ่งที่คนฉลาดพึงกระทำ
ทองพันตำลึงหาง่าย แม่ทัพเก่งหาได้ยาก โดยเฉพาะคนที่มีแววเป็นจอมทัพ
เพราะโลกนี้ยึดถือคติผู้แข็งแกร่งเป็นใหญ่ หากมีตบะแก่กล้า มีพลังแข็งแกร่งย่อมควบคุมกองทัพได้ดีกว่า แต่ถ้าหากเป็นคนไม่มีวรยุทธ์ การจะควบคุมกองทัพย่อมยากที่จะได้รับการยอมรับ เรื่องนี้รู้กันดี
ฉู่เสินซิ่วก็รู้เรื่องนี้ ดังนั้นก่อนจะได้เห็นตัวจริงเขาคงไม่กล้าตัดสินใจสุ่มสี่สุ่มห้า จึงเอ่ยขึ้นทันที
“ซูฉิน ท่านไปตามตัวคนผู้นี้มา เราอยากจะรู้นักว่าเขามีความสามารถจริงหรือไม่ จะดีหรือร้ายต้องลองทดสอบดูถึงจะรู้”
เขามองเห็นเรื่องราวทั้งหมดอย่างทะลุปรุโปร่ง นับจากวินาทีนี้ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นชะตากรรมของแคว้นเยียนถูกกำหนดไว้แล้ว ฉู่เสินซิ่วไม่มีทางปล่อยพวกเขาไปง่ายๆ เขาเชื่อมั่นในหลักการนี้อย่างลึกซึ้ง
“ฝ่าบาท แล้วมือสังหารผู้นี้จะให้จัดการอย่างไรพะยะค่ะ” ซูฉินถามต่อ
“ฆ่า...ตัดหัวมันใส่กล่องส่งกลับไปแคว้นเยียน เราอยากจะรู้นักว่าเจ้าแคว้นเยียนมีความกล้าสักแค่ไหน” ฉู่เสินซิ่วแววตาเปลี่ยนเป็นดุร้ายทันที
หลังเลิกประชุม ฉู่เสินซิ่วกลับมายังตำหนักบรรทมด้วยความโกรธเกรี้ยว เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นแม้จะไม่ส่งผลกระทบอะไรกับเขา แต่ด้วยความแข็งแกร่งระดับเขาการถูกลูบคมเช่นนี้เป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ เขาจดจำเรื่องราวทั้งหมดไว้ในใจ
หากเรื่องแค่นี้ฉู่เสินซิ่วยังหัวเราะปล่อยผ่านไปได้ แล้วจะให้เจ้าแคว้นอื่นๆ เชื่อถือยำเกรงเขาได้อย่างไร เขาคือผู้ที่จะปกครองใต้หล้า
ข่าวจากท้องพระโรงแพร่สะพัดออกไปอย่างรวดเร็ว เหล่าสนมในวังหลังต่างได้รับข่าวและรีบมาดูอาการของฉู่เสินซิ่วกันอย่างพร้อมเพรียง