- หน้าแรก
- ระบบลงชื่อหมื่นล้านปี ตื่นขึ้นมาก็ไร้เทียมทาน
- บทที่ 68 เจ้าคือวาสนาและคือเคราะห์กรรม
บทที่ 68 เจ้าคือวาสนาและคือเคราะห์กรรม
บทที่ 68 เจ้าคือวาสนาและคือเคราะห์กรรม
ทุกอย่างดำเนินไปตามแผนการ วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว พริบตาเดียวก็ผ่านไปหลายเดือน
ในช่วงเวลานี้ฉู่เสินซิ่วทุ่มเทความสนใจทั้งหมดให้กับสองเรื่องนี้ เขาเดินทางมาที่คุกหลวงอีกครั้ง บัดนี้อู่หยางได้รับรู้เรื่องราวทั้งหมดแล้ว
เมื่อได้เห็นฉู่เสินซิ่ว ดวงตาของเขาก็แดงก่ำด้วยความโกรธแค้น
“คาดไม่ถึงเลยว่าเจ้าแคว้นหวาซวีผู้ยิ่งใหญ่จะใช้วิธีการต่ำช้าเช่นนี้” อู่หยางโกรธจนตัวสั่นเทิ้มจนแทบจะพูดไม่ออก
ฉู่เสินซิ่วยิ้มแต่แววตาไม่ยิ้ม “ในการศึกไม่หน่ายกลอุบาย อีกอย่าง...เราปูนบำเหน็จให้ท่านเป็นรางวัลที่ท่านไม่ยอมจำนน จะเรียกว่าต่ำช้าได้อย่างไร”
นี่คือความน่ากลัวของแผนเปิดเผย อู่หยางโกรธแทบกระอักเลือดแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ แม้เขาจะยืนยันไม่ยอมจำนน แต่เมื่อข่าวแพร่สะพัดออกไปใครเล่าจะเชื่อเขา คาดว่าป่านนี้คนทั้งแคว้นฉินคงกำลังก่นด่าสาปแช่งเขาอยู่เป็นแน่
“เรามาที่นี่เพื่อแจ้งข่าวให้ท่านทราบ” ฉู่เสินซิ่วกล่าวต่อ
“ข่าวอะไร” อู่หยางขมวดคิ้ว ต้องไม่ใช่เรื่องดีแน่ แต่จะเป็นอะไรก็ช่าง “ท่านเลิกล้มความคิดเสียเถอะ ต่อให้อู่หยางต้องถูกสาปแช่งแต่ข้าจะไม่มีวันทำเรื่องพรรค์นั้น ความผิดชอบชั่วดีให้คนรุ่นหลังเป็นผู้ตัดสิน”
“ผิดแล้ว เราไม่ได้มาเกลี้ยกล่อมท่าน แต่จะมาบอกท่านว่าตอนนี้ครอบครัวของท่านและครอบครัวของทหารใต้บังคับบัญชาของท่านทั้งหมดถูกจับขังคุกหลวงแคว้นฉินแล้ว รอเพียงคำสั่งประหารหลังฤดูใบไม้ร่วง ข้อหากบฏขายชาติ ประหารเก้าชั่วโคตร! หากท่านต้องการความช่วยเหลือ เราสามารถเจรจาเพื่อนำตัวคนเหล่านั้นออกมาได้”
ฉู่เสินซิ่วยิ้ม
เมื่อได้ยินข่าวนี้ รูม่านตาของอู่หยางก็หดเกร็ง หนาวเหน็บไปถึงขั้วหัวใจ เขารู้ดีว่าไม่อาจปิดกั้นปากคนได้ แต่เขาเป็นคนเช่นไรเจ้าแคว้นฉินย่อมรู้อยู่แก่ใจ เขาจะทำเรื่องเช่นนั้นได้อย่างไร อีกทั้งนี่เป็นเพียงคำพูดฝ่ายเดียวของแคว้นหวาซวี แต่อีกฝ่ายกลับเชื่อเป็นตุเป็นตะถึงขั้นจะประหารเก้าชั่วโคตร เรื่องนี้เป็นสิ่งที่อู่หยางรับไม่ได้อย่างที่สุด
ความโศกเศร้าที่กัดกินใจยิ่งกว่าความตาย สำหรับอู่หยางในยามนี้ความสิ้นหวังนั้นหนักหนาสาหัสจนยากจะรับไหว สีหน้าของเขาเริ่มเย็นชาขึ้นเรื่อยๆ
“ว่าอย่างไร ขอเพียงท่านยอมรับใช้เรา เรารับรองว่าค่าตอบแทนจะสูงกว่าที่แคว้นฉินให้ สิ่งที่ท่านปรารถนาเราสามารถมอบให้ได้ทั้งสิ้น และเราจะทำให้กองทัพนี้กลายเป็นกองทัพไร้พ่ายที่แท้จริง ทรัพยากรการฝึกตน เคล็ดวิชาชั้นยอด ค่ายกลชั้นยอด สมบัติวิเศษชั้นยอด มีให้ครบครัน”
ฉู่เสินซิ่วกล่าวต่อ เขาโจมตีอู่หยางอย่างต่อเนื่องทั้งทางจิตใจและวัตถุ เขาไม่เชื่อว่าปณิธานของคนผู้นี้จะแข็งแกร่งถึงขนาดทนดูคนในครอบครัวต้องตายตกไปเพราะเรื่องที่ไม่มีมูลความจริงได้
หากเป็นเช่นนั้นก็พิสูจน์ได้เพียงอย่างเดียวว่าอู่หยางมีความจงรักภักดีต่อแคว้นฉินอย่างลึกซึ้งถึงที่สุด หากเป็นเช่นนั้นเขาก็คงไม่มีอะไรจะพูดอีก เขารู้เรื่องนี้ดี
“ขอข้าคิดดูก่อน”
เป็นครั้งแรกที่อู่หยางยอมอ่อนข้อ จากนั้นก็ถอนหายใจออกมา แสดงว่าปณิธานของเขาเริ่มสั่นคลอนแล้ว เมื่อต้องเผชิญกับเรื่องเช่นนี้แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังอดไม่ได้ที่จะหวั่นไหว นี่เป็นเรื่องปกติวิสัย ฉู่เสินซิ่วเข้าใจสถานการณ์นี้ดี
“เรารอการตัดสินใจของท่าน”
ฉู่เสินซิ่วไม่เร่งรัด หันหลังเดินจากไป อีกฝ่ายยอมอ่อนข้อแล้วนั่นหมายความว่าการสวามิภักดิ์เป็นเพียงเรื่องของเวลา
แคว้นหวาซวีของเขากำลังจะได้แม่ทัพอัจฉริยะที่แท้จริงมาร่วมทัพ นอกจากเรื่องอื่นๆ แล้ว ประวัติผลงานในอดีตของอู่หยางฉู่เสินซิ่วเคยศึกษามาเป็นพิเศษ ซึ่งทำให้เขาประทับใจมาก การได้คนเช่นนี้มาร่วมงานย่อมเป็นผลดีต่อแคว้นหวาซวีอย่างแน่นอน
หลังจากออกมา ฉู่เสินซิ่วมุ่งหน้าตรงไปยังตำหนักบรรทมของตน เบื้องหน้าเขาเห็นหญิงงามนางหนึ่งยืนอยู่ในสวนดอกไม้ นางดูราวกับหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับหมู่มวลบุปผา ช่างงดงามหาใดเปรียบ
นั่นคือเหยียนเฟย พระชายารัชทายาทแห่งแคว้นเยียน
“ถวายพระพรฝ่าบาท” เสียงของนางกำนัลปลุกให้นางตื่นจากภวังค์ นางรีบก้าวเข้ามาทำความเคารพฉู่เสินซิ่วอย่างนอบน้อม
“คิดอะไรอยู่หรือ”
ฉู่เสินซิ่วเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าเหยียนเฟยมาอยู่ที่แคว้นหวาซวีได้หลายเดือนแล้ว ช่วงหลายเดือนมานี้เขายุ่งอยู่กับราชกิจจึงไม่มีเวลามาใส่ใจพวกนาง
“หม่อมฉันไม่กล้าทูลเพคะ” เหยียนเฟยตอบเสียงเบา
เห็นได้ชัดว่านางคิดถึงบ้าน เพราะในสถานที่แปลกถิ่นเช่นนี้รอบกายไร้คนรู้จัก ย่อมต้องเกิดความรู้สึกเช่นนี้เป็นธรรมดา
“รอให้เรารวบรวมหกแคว้นเป็นหนึ่งเดียว เมื่อถึงเวลานั้นเจ้าอยากจะไปที่ใดก็ย่อมได้ ไม่ต้องกังวลสิ่งใด” ฉู่เสินซิ่วกล่าวเรียบๆ
เหยียนเฟยไม่รู้จะตอบอย่างไร ในใจอดไม่ได้ที่จะทอดถอนใจ ปณิธานอันยิ่งใหญ่ของชายหนุ่มผู้นี้ดูเหมือนจะไม่ใช่สิ่งที่คนทั่วไปจะเทียบเคียงได้
ฉู่เสินซิ่วมองดูเหยียนเฟย สตรีผู้นี้มีรูปร่างสูงโปร่ง สมบูรณ์แบบแทบไร้ที่ติ ชั่วขณะหนึ่งเขาเกิดความรู้สึกอยากเชยชม จากนั้นเขาก็ช้อนตัวเหยียนเฟยขึ้นอุ้ม สาวงามอันดับหนึ่งแห่งแคว้นเยียนผู้นี้เขาอยากจะลิ้มลองรสชาติของนางดูสักครั้ง จึงอุ้มนางเดินเข้าสู่ตำหนักบรรทม
วันรุ่งขึ้น ฉู่เสินซิ่วลุกจากเตียงของเหยียนเฟย เขารู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่า อดไม่ได้ที่จะชื่นชมในใจ สตรีผู้นี้ช่างเป็นสุดยอดจริงๆ แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังยากที่จะต้านทานเสน่ห์ของนาง
“ฝ่าบาท ให้หม่อมฉันเปลี่ยนเสื้อผ้าให้นะเพคะ”
เหยียนเฟยรู้หน้าที่ของตนดี นางไม่แสดงท่าทีไม่พอใจใดๆ ใบหน้าของนางในยามนี้แดงระเรื่อ แฝงไว้ด้วยความเขินอายและเสน่ห์อันเย้ายวน ยิ่งดูยิ่งงดงามจับใจ
“เจ้ามีสิ่งที่ปรารถนาหรือไม่” ฉู่เสินซิ่วลูบไล้เส้นผมของนาง
“หม่อมฉันเป็นเพียงสตรีที่มีมลทิน ได้รับความโปรดปรานจากฝ่าบาทก็นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณล้นพ้นแล้ว ไม่กล้าขอรางวัลสิ่งใดเพคะ” เหยียนเฟยกล่าว
นางเคยมีสามีมาก่อน การได้รับความโปรดปรานจากฉู่เสินซิ่วถือเป็นวาสนาอันยิ่งใหญ่จึงไม่กล้าเรียกร้องเงื่อนไขใดๆ ฉู่เสินซิ่วเข้าใจความคิดของนาง จึงลองตรวจสอบหน้าต่างระบบ พบว่ารูปโปรไฟล์ของเหยียนเฟยสว่างไสวขึ้นมา ซึ่งทำให้เขาประหลาดใจไม่น้อย
สตรีเช่นนี้ดูเหมือนจะยอมจำนนต่อชะตากรรมได้ง่าย เมื่ออยู่ข้างกายเขากลับไม่มีใจคิดคดทรยศ
“ในยุคสมัยนี้หญิงงามจำเป็นต้องมีพลังที่จะปกป้องตนเอง เราจะมอบพลังให้เจ้า”
ในเมื่อระบบยืนยันแล้ว ฉู่เสินซิ่วจึงไม่ต้องทดสอบอะไรอีก เขาได้มอบพรสวรรค์ เคล็ดวิชา วรยุทธ์ และสมบัติวิเศษที่ระบบจัดเตรียมไว้ให้เหยียนเฟยทั้งหมด
วูบ!
ในชั่วพริบตาถัดมา เหยียนเฟยตกตะลึง นี่คือพลังของฉู่เสินซิ่ว... นางไม่อาจเชื่อในสิ่งที่เกิดขึ้น