- หน้าแรก
- ระบบลงชื่อหมื่นล้านปี ตื่นขึ้นมาก็ไร้เทียมทาน
- บทที่ 69 สถานการณ์อันซับซ้อนและน่าสงสัย
บทที่ 69 สถานการณ์อันซับซ้อนและน่าสงสัย
บทที่ 69 สถานการณ์อันซับซ้อนและน่าสงสัย
“ฝ่าบาท นี่มัน...”
เหยียนเฟยตะลึงงัน นางพอจะมีวรยุทธ์ติดตัวอยู่บ้างแต่พรสวรรค์นั้นอ่อนด้อยนักจนแทบไม่มีค่าให้เอ่ยถึง แต่ในยามนี้พรสวรรค์อันมหาศาลที่แฝงอยู่ในร่างกายแทบจะมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ร่างกายเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังอันไร้ขีดจำกัด สถานการณ์เช่นนี้นางไม่กล้าแม้แต่จะจินตนาการ ชั่วขณะหนึ่งราวกับอยู่ในความฝัน นี่มันเหนือความคาดหมายของนางไปไกลโข ความตื่นตะลึงครอบงำจิตใจนาง
“นี่คือรางวัลของเจ้า” ฉู่เสินซิ่วเอ่ยเรียบๆ
“ชีพจรวิญญาณอัคคี!”
เมื่อสัมผัสได้ถึงพรสวรรค์ในร่างกาย ลมหายใจของเหยียนเฟยก็เริ่มติดขัด พรสวรรค์แบ่งออกเป็นหลายประเภท ชีพจรวิญญาณ รากวิญญาณ และกระดูกวิญญาณ กระดูกวิญญาณหมายถึงความแข็งแกร่งของร่างกาย ชีพจรวิญญาณหมายถึงพลังธาตุ และรากวิญญาณคือประเภทที่สาม ขอเพียงมีอย่างใดอย่างหนึ่งก็สามารถเป็นผู้ฝึกตนได้ เพียงแต่จุดเน้นจะแตกต่างกันไป
เหยียนเฟยครอบครองชีพจรวิญญาณธาตุไฟ โดยทั่วไปดับของพรสวรรค์แบ่งออกเป็น 4 ระดับ... เทียน ตี้ เสวียน หวง และในตอนนี้สิ่งที่นางได้รับคือชีพจรวิญญาณระดับ เสวียน ซึ่งแข็งแกร่งกว่าเดิมหลายเท่าตัว แม้แต่ในหกแคว้นพรสวรรค์ระดับนี้ก็ยังหาได้ยากยิ่ง
“ขอบพระทัยฝ่าบาทที่ทรงประทานรางวัล เหยียนเฟยจะตั้งใจปรนนิบัติฝ่าบาทอย่างดีที่สุดเพคะ” เหยียนเฟยตื่นเต้นจนทำอะไรไม่ถูก พูดจาตะกุกตะกัก
ฉู่เสินซิ่วกลับไม่ได้ใส่ใจ สำหรับเขาแล้วมันเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยที่ง่ายดาย เขาขอเพียงสิ่งเดียว...นั่นคือความภักดีอย่างที่สุด
หลังจากออกจากตำหนักของเหยียนเฟย เขาเดินทางไปยัง เหวินหยวนเก๋อ เพื่อหารือกับคณะเสนาบดีเกี่ยวกับสถานการณ์ล่าสุด ประการแรกทางฝั่งแคว้นฉิน เพราะข่าวที่พวกเขาปล่อยออกไปทำให้ผู้คนจำนวนมากได้รับผลกระทบ ถูกจับขังคุกหลวง
“พวกท่านมีความเห็นว่าเรื่องนี้ควรจัดการอย่างไร” ฉู่เสินซิ่วถาม
“กระหม่อมเห็นว่าจะนิ่งดูดายไม่ได้ หากเราออกหน้าเจรจากับแคว้นฉิน ยอมเสียสละผลประโยชน์บางส่วนก็อาจจะช่วยคนเหล่านั้นออกมาได้พะยะค่ะ การทำเช่นนี้จะทำให้กองทัพนี้ยอมสวามิภักดิ์ต่อเราอย่างแท้จริง ผลดีผลเสียชัดเจนอย่างยิ่ง!”
โจวซื่อฉีรีบเสนอความเห็น การซื้อใจคนด้วยวิธีนี้มักได้ผลดีเสมอ ฉู่เสินซิ่วเห็นด้วยกับข้อเสนอนี้ กองทัพหาง่ายแต่แม่ทัพหาได้ยาก ยิ่งเป็นกองทัพที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างดีหากต้องลงแรงสร้างขึ้นมาใหม่ต้องใช้ทรัพยากรมหาศาลและอาจไม่ได้ผลลัพธ์ตามที่ต้องการ ตอนนี้เพียงแค่ใช้วิธีการนี้ก็สามารถทำให้พวกเขายอมสวามิภักดิ์ แล้วทำไมจะไม่ทำเล่า
“เรื่องนี้มอบหมายให้ท่านโจวซื่อฉีไปเจรจากับแคว้นฉิน นอกจากเรื่องดินแดนแล้ว ทรัพย์สินเงินทองอื่นๆ ที่พวกเขาต้องการเรายินดีมอบให้ได้ตามที่ขอ” ฉู่เสินซิ่วกล่าว
ดินแดนที่แคว้นฉินมอบให้มีส่วนช่วยยกระดับศักยภาพโดยรวมของแคว้นหวาซวีอย่างมาก จะคืนให้ง่ายๆ ไม่ได้เด็ดขาด ส่วนทรัพยากรและทรัพย์สินอื่นๆ เขาสามารถตอบสนองความต้องการของอีกฝ่ายได้เพราะสิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่เขาขาดแคลนน้อยที่สุด ส่วนสิ่งที่มอบออกไปในอนาคตฉู่เสินซิ่วย่อมสามารถเอากลับคืนมาได้ ถือว่าฝากไว้ที่แคว้นฉินชั่วคราว
“รับด้วยเกล้าพะยะค่ะ” โจวซื่อฉีรับคำทันที
ฉู่เสินซิ่วถามต่อ “แล้วทางฝั่งแคว้นเยียนเล่า มีปฏิกิริยาอย่างไรบ้าง”
“ดูเหมือนแคว้นเยียนจะอดทนอดกลั้นอย่างมาก พวกเขาส่งสารตอบกลับมายอมรับผิด บอกว่าไม่ได้คำนึงถึงธรรมเนียมประเพณีของแคว้นหวาซวี และจะชดเชยให้ใหม่ ทูตของแคว้นเยียนจะเดินทางมายังแคว้นหวาซวีเพื่อขออภัยในนามของเจ้าแคว้นเยียนในภายหลังพะยะค่ะ” เฉินฉางเซิงรายงาน
ฉู่เสินซิ่วและสมาชิกคณะเสนาบดีคนอื่นๆ ต่างขมวดคิ้ว แคว้นเยียนจะอดทนได้ขนาดนี้เชียวหรือ หากเป็นเช่นนี้พวกเขาก็จะไม่มีข้ออ้างในการเปิดศึก เรื่องนี้สร้างความประหลาดใจให้แก่พวกเขาไม่น้อย ไม่ว่าจะมองมุมไหนพวกเขาก็ไม่มีเหตุผลที่จะเคลื่อนทัพ มิเช่นนั้นราษฎรคงไม่เห็นด้วย ทหารหาญอาจจะคิดว่าอีกฝ่ายยอมถอยให้ถึงขนาดนี้แล้วยังจะบีบคั้นกันอีก จะดูเป็นการรังแกกันเกินไปหรือไม่
“เราขี่คอพวกเขาขนาดนี้แล้ว แคว้นเยียนยังทนได้อีกหรือ” ฉู่เสินซิ่วเอ่ยด้วยความประหลาดใจ พูดตามตรงเขาไม่ค่อยเข้าใจการกระทำของอีกฝ่ายนัก
สมาชิกคณะเสนาบดีคนอื่นๆ ก็มีความคิดเห็นเช่นเดียวกัน จึงต่างพากันแสดงความเห็น
“ฝ่าบาท หากเป็นเช่นนี้เราก็ไม่มีเหตุผลที่จะใช้กำลังกับแคว้นเยียนแล้วพะยะค่ะ มิฉะนั้นจะกลายเป็นขี้ปากชาวบ้าน!”
“ตามหลักเหตุผล หากอีกฝ่ายส่งทูตมาขออภัยในนามเจ้าแคว้นเยียนเราก็ไม่ควรจะบีบคั้นต่อไปพะยะค่ะ”
“กระหม่อมก็เห็นด้วยพะยะค่ะ เพราะแคว้นหวาซวีของเราเสียเปรียบทั้งในแง่เหตุผลและคุณธรรม แคว้นเยียนได้มอบสิ่งที่มีค่าที่สุดตามธรรมเนียมของพวกเขาให้เราแล้ว หากเรายังดึงดันต่อไปก็ดูจะไร้เหตุผล”
ขุนนางเกือบทุกคนมีความเห็นตรงกัน ชั่วขณะหนึ่งฉู่เสินซิ่วรู้สึกปวดหัวไม่น้อย หรือว่าอีกฝ่ายจะรู้ทันความคิดของเขาจึงไม่ยอมเปิดช่องว่างให้ ซึ่งตามความเป็นจริงก็เป็นเช่นนั้น เขารู้ดีว่าหากแคว้นเยียนยอมชดเชย ขอโทษ และยอมทำตามข้อเรียกร้องของฝ่ายเขา การที่เขาจะดึงดันเอาเรื่องต่อไปดูจะเป็นเรื่องที่ไม่สมเหตุสมผล
“พวกท่านคิดว่า หากแคว้นเยียนยืนกรานจะชดใช้ความเสียหายทั้งหมดให้เรา แล้วเราควรทำอย่างไร” ฉู่เสินซิ่วถาม
ซูฉินตอบ “รอ...โอกาสย่อมมาถึง หากอีกฝ่ายไม่เปิดช่องเราก็ต้องสร้างโอกาสขึ้นมาเอง ทูตแคว้นเยียนจะเดินทางมาถึงเมืองหลวงในไม่ช้า ถึงตอนนั้นฝ่าบาทอาจจะต้องเสด็จออกรับด้วยพระองค์เอง ตอนนี้พูดอะไรไปก็ยังเร็วเกินไปพะยะค่ะ”
ฉู่เสินซิ่วพยักหน้าเบาๆ ตอนนี้คงทำได้แค่นี้ หลังจากไล่ขุนนางออกไปเขาก็มุ่งหน้าตรงไปยังตำหนักของหวังอวี่เยียน ตอนนี้เขาค่อนข้างสนใจความคืบหน้าในการฝึกฝนของนาง นอกจากนี้ทางฝั่งอวี๋เหม่ยเหรินก็ต้องดูแลบ้าง ในอนาคตสตรีเหล่านี้จะกลายเป็นกำลังสำคัญของเขา กฎที่ว่าวังหลังห้ามยุ่งเกี่ยวราชกิจใช้กับที่นี่ไม่ได้!
เขารู้ซึ้งถึงเรื่องนี้ดี นี่คือข้อดีของการมีระบบ มันช่วยเหลือเขาได้มากมหาศาล