เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 69 สถานการณ์อันซับซ้อนและน่าสงสัย

บทที่ 69 สถานการณ์อันซับซ้อนและน่าสงสัย

บทที่ 69 สถานการณ์อันซับซ้อนและน่าสงสัย


“ฝ่าบาท นี่มัน...”

เหยียนเฟยตะลึงงัน นางพอจะมีวรยุทธ์ติดตัวอยู่บ้างแต่พรสวรรค์นั้นอ่อนด้อยนักจนแทบไม่มีค่าให้เอ่ยถึง แต่ในยามนี้พรสวรรค์อันมหาศาลที่แฝงอยู่ในร่างกายแทบจะมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ร่างกายเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังอันไร้ขีดจำกัด สถานการณ์เช่นนี้นางไม่กล้าแม้แต่จะจินตนาการ ชั่วขณะหนึ่งราวกับอยู่ในความฝัน นี่มันเหนือความคาดหมายของนางไปไกลโข ความตื่นตะลึงครอบงำจิตใจนาง

“นี่คือรางวัลของเจ้า” ฉู่เสินซิ่วเอ่ยเรียบๆ

“ชีพจรวิญญาณอัคคี!”

เมื่อสัมผัสได้ถึงพรสวรรค์ในร่างกาย ลมหายใจของเหยียนเฟยก็เริ่มติดขัด พรสวรรค์แบ่งออกเป็นหลายประเภท ชีพจรวิญญาณ รากวิญญาณ และกระดูกวิญญาณ กระดูกวิญญาณหมายถึงความแข็งแกร่งของร่างกาย ชีพจรวิญญาณหมายถึงพลังธาตุ และรากวิญญาณคือประเภทที่สาม ขอเพียงมีอย่างใดอย่างหนึ่งก็สามารถเป็นผู้ฝึกตนได้ เพียงแต่จุดเน้นจะแตกต่างกันไป

เหยียนเฟยครอบครองชีพจรวิญญาณธาตุไฟ โดยทั่วไปดับของพรสวรรค์แบ่งออกเป็น 4 ระดับ... เทียน ตี้ เสวียน หวง และในตอนนี้สิ่งที่นางได้รับคือชีพจรวิญญาณระดับ เสวียน ซึ่งแข็งแกร่งกว่าเดิมหลายเท่าตัว แม้แต่ในหกแคว้นพรสวรรค์ระดับนี้ก็ยังหาได้ยากยิ่ง

“ขอบพระทัยฝ่าบาทที่ทรงประทานรางวัล เหยียนเฟยจะตั้งใจปรนนิบัติฝ่าบาทอย่างดีที่สุดเพคะ” เหยียนเฟยตื่นเต้นจนทำอะไรไม่ถูก พูดจาตะกุกตะกัก

ฉู่เสินซิ่วกลับไม่ได้ใส่ใจ สำหรับเขาแล้วมันเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยที่ง่ายดาย เขาขอเพียงสิ่งเดียว...นั่นคือความภักดีอย่างที่สุด

หลังจากออกจากตำหนักของเหยียนเฟย เขาเดินทางไปยัง เหวินหยวนเก๋อ เพื่อหารือกับคณะเสนาบดีเกี่ยวกับสถานการณ์ล่าสุด ประการแรกทางฝั่งแคว้นฉิน เพราะข่าวที่พวกเขาปล่อยออกไปทำให้ผู้คนจำนวนมากได้รับผลกระทบ ถูกจับขังคุกหลวง

“พวกท่านมีความเห็นว่าเรื่องนี้ควรจัดการอย่างไร” ฉู่เสินซิ่วถาม

“กระหม่อมเห็นว่าจะนิ่งดูดายไม่ได้ หากเราออกหน้าเจรจากับแคว้นฉิน ยอมเสียสละผลประโยชน์บางส่วนก็อาจจะช่วยคนเหล่านั้นออกมาได้พะยะค่ะ การทำเช่นนี้จะทำให้กองทัพนี้ยอมสวามิภักดิ์ต่อเราอย่างแท้จริง ผลดีผลเสียชัดเจนอย่างยิ่ง!”

โจวซื่อฉีรีบเสนอความเห็น การซื้อใจคนด้วยวิธีนี้มักได้ผลดีเสมอ ฉู่เสินซิ่วเห็นด้วยกับข้อเสนอนี้ กองทัพหาง่ายแต่แม่ทัพหาได้ยาก ยิ่งเป็นกองทัพที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างดีหากต้องลงแรงสร้างขึ้นมาใหม่ต้องใช้ทรัพยากรมหาศาลและอาจไม่ได้ผลลัพธ์ตามที่ต้องการ ตอนนี้เพียงแค่ใช้วิธีการนี้ก็สามารถทำให้พวกเขายอมสวามิภักดิ์ แล้วทำไมจะไม่ทำเล่า

“เรื่องนี้มอบหมายให้ท่านโจวซื่อฉีไปเจรจากับแคว้นฉิน นอกจากเรื่องดินแดนแล้ว ทรัพย์สินเงินทองอื่นๆ ที่พวกเขาต้องการเรายินดีมอบให้ได้ตามที่ขอ” ฉู่เสินซิ่วกล่าว

ดินแดนที่แคว้นฉินมอบให้มีส่วนช่วยยกระดับศักยภาพโดยรวมของแคว้นหวาซวีอย่างมาก จะคืนให้ง่ายๆ ไม่ได้เด็ดขาด ส่วนทรัพยากรและทรัพย์สินอื่นๆ เขาสามารถตอบสนองความต้องการของอีกฝ่ายได้เพราะสิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่เขาขาดแคลนน้อยที่สุด ส่วนสิ่งที่มอบออกไปในอนาคตฉู่เสินซิ่วย่อมสามารถเอากลับคืนมาได้ ถือว่าฝากไว้ที่แคว้นฉินชั่วคราว

“รับด้วยเกล้าพะยะค่ะ” โจวซื่อฉีรับคำทันที

ฉู่เสินซิ่วถามต่อ “แล้วทางฝั่งแคว้นเยียนเล่า มีปฏิกิริยาอย่างไรบ้าง”

“ดูเหมือนแคว้นเยียนจะอดทนอดกลั้นอย่างมาก พวกเขาส่งสารตอบกลับมายอมรับผิด บอกว่าไม่ได้คำนึงถึงธรรมเนียมประเพณีของแคว้นหวาซวี และจะชดเชยให้ใหม่ ทูตของแคว้นเยียนจะเดินทางมายังแคว้นหวาซวีเพื่อขออภัยในนามของเจ้าแคว้นเยียนในภายหลังพะยะค่ะ” เฉินฉางเซิงรายงาน

ฉู่เสินซิ่วและสมาชิกคณะเสนาบดีคนอื่นๆ ต่างขมวดคิ้ว แคว้นเยียนจะอดทนได้ขนาดนี้เชียวหรือ หากเป็นเช่นนี้พวกเขาก็จะไม่มีข้ออ้างในการเปิดศึก เรื่องนี้สร้างความประหลาดใจให้แก่พวกเขาไม่น้อย ไม่ว่าจะมองมุมไหนพวกเขาก็ไม่มีเหตุผลที่จะเคลื่อนทัพ มิเช่นนั้นราษฎรคงไม่เห็นด้วย ทหารหาญอาจจะคิดว่าอีกฝ่ายยอมถอยให้ถึงขนาดนี้แล้วยังจะบีบคั้นกันอีก จะดูเป็นการรังแกกันเกินไปหรือไม่

“เราขี่คอพวกเขาขนาดนี้แล้ว แคว้นเยียนยังทนได้อีกหรือ” ฉู่เสินซิ่วเอ่ยด้วยความประหลาดใจ พูดตามตรงเขาไม่ค่อยเข้าใจการกระทำของอีกฝ่ายนัก

สมาชิกคณะเสนาบดีคนอื่นๆ ก็มีความคิดเห็นเช่นเดียวกัน จึงต่างพากันแสดงความเห็น

“ฝ่าบาท หากเป็นเช่นนี้เราก็ไม่มีเหตุผลที่จะใช้กำลังกับแคว้นเยียนแล้วพะยะค่ะ มิฉะนั้นจะกลายเป็นขี้ปากชาวบ้าน!”

“ตามหลักเหตุผล หากอีกฝ่ายส่งทูตมาขออภัยในนามเจ้าแคว้นเยียนเราก็ไม่ควรจะบีบคั้นต่อไปพะยะค่ะ”

“กระหม่อมก็เห็นด้วยพะยะค่ะ เพราะแคว้นหวาซวีของเราเสียเปรียบทั้งในแง่เหตุผลและคุณธรรม แคว้นเยียนได้มอบสิ่งที่มีค่าที่สุดตามธรรมเนียมของพวกเขาให้เราแล้ว หากเรายังดึงดันต่อไปก็ดูจะไร้เหตุผล”

ขุนนางเกือบทุกคนมีความเห็นตรงกัน ชั่วขณะหนึ่งฉู่เสินซิ่วรู้สึกปวดหัวไม่น้อย หรือว่าอีกฝ่ายจะรู้ทันความคิดของเขาจึงไม่ยอมเปิดช่องว่างให้ ซึ่งตามความเป็นจริงก็เป็นเช่นนั้น เขารู้ดีว่าหากแคว้นเยียนยอมชดเชย ขอโทษ และยอมทำตามข้อเรียกร้องของฝ่ายเขา การที่เขาจะดึงดันเอาเรื่องต่อไปดูจะเป็นเรื่องที่ไม่สมเหตุสมผล

“พวกท่านคิดว่า หากแคว้นเยียนยืนกรานจะชดใช้ความเสียหายทั้งหมดให้เรา แล้วเราควรทำอย่างไร” ฉู่เสินซิ่วถาม

ซูฉินตอบ “รอ...โอกาสย่อมมาถึง หากอีกฝ่ายไม่เปิดช่องเราก็ต้องสร้างโอกาสขึ้นมาเอง ทูตแคว้นเยียนจะเดินทางมาถึงเมืองหลวงในไม่ช้า ถึงตอนนั้นฝ่าบาทอาจจะต้องเสด็จออกรับด้วยพระองค์เอง ตอนนี้พูดอะไรไปก็ยังเร็วเกินไปพะยะค่ะ”

ฉู่เสินซิ่วพยักหน้าเบาๆ ตอนนี้คงทำได้แค่นี้ หลังจากไล่ขุนนางออกไปเขาก็มุ่งหน้าตรงไปยังตำหนักของหวังอวี่เยียน ตอนนี้เขาค่อนข้างสนใจความคืบหน้าในการฝึกฝนของนาง นอกจากนี้ทางฝั่งอวี๋เหม่ยเหรินก็ต้องดูแลบ้าง ในอนาคตสตรีเหล่านี้จะกลายเป็นกำลังสำคัญของเขา กฎที่ว่าวังหลังห้ามยุ่งเกี่ยวราชกิจใช้กับที่นี่ไม่ได้!

เขารู้ซึ้งถึงเรื่องนี้ดี นี่คือข้อดีของการมีระบบ มันช่วยเหลือเขาได้มากมหาศาล

จบบทที่ บทที่ 69 สถานการณ์อันซับซ้อนและน่าสงสัย

คัดลอกลิงก์แล้ว