- หน้าแรก
- ระบบลงชื่อหมื่นล้านปี ตื่นขึ้นมาก็ไร้เทียมทาน
- บทที่ 63 ตายตั้งแต่ยังไม่ทันคลอด
บทที่ 63 ตายตั้งแต่ยังไม่ทันคลอด
บทที่ 63 ตายตั้งแต่ยังไม่ทันคลอด
วันรุ่งขึ้น ณ ท้องพระโรง ฉู่เสินซิ่วทำตามสัญญา เลื่อนขั้นขุนนางทุกคนขึ้นหนึ่งระดับ แม้ว่าในวิกฤตครั้งนี้ขุนนางทั้งฝ่ายบุ๋นและฝ่ายบู๊ที่อยู่ที่นี่จะไม่ได้แสดงบทบาทอะไรเลย เป็นเพียงผู้ชมที่เฝ้าดูฉู่เสินซิ่วแสดงฝีมือเท่านั้น แต่เพื่อเป็นรางวัลตอบแทนความภักดีของพวกเขา สิ่งนี้จึงเป็นเรื่องจำเป็น
“ราชบัณฑิตแห่งสำนักฮั่นหลิน เฉินเป่ยเสวียน...แต่งตั้งเป็นเสนาบดีกรมอาญา ขั้นหนึ่งรอง”
“ราชบัณฑิตแห่งสำนักฮั่นหลิน เฉินฉางเซิง...แต่งตั้งเป็นเสนาบดีกรมคลัง ขั้นหนึ่งรอง”
...
“ซูฉิน...แต่งตั้งเป็นเสนาบดีกรมมหาดไทย ขั้นหนึ่งรอง”
คำสั่งแต่งตั้งถูกประกาศออกมาทีละคน ขุนนางที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างรู้สึกเหมือนมีลาภลอยหล่นทับ เพราะพวกเขาไม่ได้ทำอะไรเลยเพียงแค่อยู่ร่วมเป็นร่วมตายกับแคว้นเท่านั้น กลับได้รับผลตอบแทนที่มากมายถึงเพียงนี้
ทันใดนั้นทุกคนต่างรู้สึกซาบซึ้งจนน้ำตาไหลพราก สถานการณ์เช่นนี้เป็นสิ่งที่พวกเขาไม่กล้าแม้แต่จะฝันถึง ไม่ว่าจะเป็นใครก็คงคาดไม่ถึงว่าจะเกิดภาพเหตุการณ์เช่นนี้ ความซาบซึ้งใจที่มีต่อฉู่เสินซิ่วเอ่อล้นจนยากจะบรรยาย
การกระทำของฉู่เสินซิ่วเป็นการส่งสัญญาณบอกขุนนางทั้งหลายว่า ขอเพียงทำงานให้เขาอย่างดี ผลประโยชน์ในอนาคตย่อมไม่ขาดสาย ขุนนางฝ่ายบุ๋นเหล่านี้แม้จะไม่มีพลังรบที่แข็งแกร่ง แต่แผ่นดินที่เขาตีมาได้จำเป็นต้องอาศัยพวกเขาในการปกครองดูแลเพื่อให้บ้านเมืองสงบสุข หน้าที่ของพวกเขาก็สำคัญไม่แพ้กัน ฉู่เสินซิ่วเชื่อมั่นในเรื่องนี้อย่างลึกซึ้ง
หลังเลิกประชุม ฉู่เสินซิ่วเรียกสมาชิกคณะเสนาบดีและซูฉินที่เพิ่งเข้าร่วมใหม่มาพบเป็นการส่วนตัว ในช่วงนี้คณะเสนาบดีเพิ่งก่อตั้งได้ไม่นานฉู่เสินซิ่วจึงยังไม่แต่งตั้งอัครมหาเสนาบดี อีกทั้งตอนนี้ยังไม่มีใครสร้างผลงานโดดเด่น หากแต่งตั้งใครสักคนขึ้นเป็นอัครมหาเสนาบดีคนอื่นอาจไม่ยอมรับ ซึ่งจะไม่เป็นผลดีต่อความมั่นคงของราชสำนักและอาจนำไปสู่การแบ่งพรรคแบ่งพวกได้ง่าย นั่นไม่ใช่สิ่งที่ฉู่เสินซิ่วต้องการเห็น
“พวกท่านมีความเห็นว่าอย่างไร ศักยภาพของแคว้นหวาซวีในปัจจุบันเพียงพอที่จะเปิดศึกกับหกแคว้นหรือยัง หากเรานำทัพด้วยตัวเองยึดแคว้นใดแคว้นหนึ่งมา จะมีความเป็นไปได้ไหมที่จะรักษาไว้ได้”
ฉู่เสินซิ่วเริ่มอดรนทนไม่ไหวที่จะขยายดินแดนแล้ว ดินแดนแคว้นหวาซวีในปัจจุบันมีพื้นที่เพียงไม่กี่ล้านลี้ซึ่งไม่อาจเติมเต็มความทะเยอทะยานของเขาได้ เพราะยิ่งพื้นที่กว้างใหญ่ทรัพยากรก็จะยิ่งมาก ไม่เพียงแค่นั้นจำนวนคนเก่งก็จะเพิ่มมากขึ้นด้วยซึ่งจะมีประโยชน์อย่างมหาศาล
“ทูลฝ่าบาท กระหม่อมเห็นว่า...ศักยภาพของแคว้นหวาซวีในปัจจุบันแม้จะเทียบกับแคว้นเยียนที่อ่อนแอที่สุดก็ยังด้อยกว่าเล็กน้อย หากไม่นับรวมฝ่าบาทเราไม่อาจต่อกรกับแคว้นเยียนได้เลย!”
“นี่เป็นความจริง แต่กระหม่อมได้ดูรายงานจากพื้นที่ต่างๆ เมื่อเร็วๆ นี้ สองมาตรการที่ฝ่าบาททรงริเริ่มคือการสร้างโรงเรียนและสถานฝึกยุทธ์เริ่มเห็นผลบ้างแล้วในระยะเวลาสั้นๆ มีการค้นพบต้นกล้าผู้ฝึกตนในหลายพื้นที่ และบัณฑิตที่มีความสามารถที่ได้รับการเสนอชื่อก็มีจำนวนและคุณภาพเพิ่มขึ้นอย่างน่าพอใจ ในระยะสั้นอาจยังไม่เห็นผลชัดเจน แต่กระหม่อมเชื่อว่าไม่เกินสองปีสถานการณ์จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างมหาศาล”
ซูฉินกล่าวอย่างตื่นเต้น
เวลาสองปีผ่านไปไวเหมือนโกหก แต่ในสถานการณ์ปัจจุบันสามารถทำได้ถึงระดับนี้พูดตามตรงว่าเป็นเรื่องที่น่าเหลือเชื่อมาก ฉู่เสินซิ่วลูบคาง หากดูจากสถานการณ์ตอนนี้เป็นไปได้ที่จะเร่งเวลาให้เร็วกว่ากำหนด แต่สองปีก็ยังนานเกินไป เขาไม่อาจเสียเวลากับหกแคว้นมากนัก
“สองปีนานเกินไป พวกท่านคิดว่าตอนนี้ควรลงมือกับแคว้นใดจึงจะได้รับการต่อต้านน้อยที่สุดและราษฎรคัดค้านน้อยที่สุด” ฉู่เสินซิ่วถาม
ซูฉินและคนอื่นๆ มองหน้ากันแล้วปรึกษาหารือกันครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ เอ่ยขึ้น “กระหม่อมเห็นว่ายังคงเป็นแคว้นเยียนพะยะค่ะ! แคว้นเยียนเป็นดินแดนทุรกันดารและหนาวเหน็บมาแต่ไหนแต่ไร ชีวิตความเป็นอยู่ของราษฎรยากลำบาก บวกกับเจ้าแคว้นเยียนองค์ปัจจุบันมัวเมาในกามโลกีย์ ไม่สนใจทุกข์สุขของราษฎรทำให้บ้านเมืองเดือดร้อนไปทุกหย่อมหญ้า ราษฎรต่างพากันสาปแช่ง”
“สำหรับพวกเรา หากฝ่าบาทยึดแคว้นเยียนได้แล้วรีบปรับปรุงความเป็นอยู่ของราษฎรให้ดีขึ้น ต่อให้มีการต่อต้าน ด้วยศักยภาพของแคว้นหวาซวีก็สามารถกดดันให้สงบลงได้อย่างง่ายดายพะยะค่ะ”
ฉู่เสินซิ่วพยักหน้าเบาๆ
“โจวซื่อฉี! เราสั่งให้ท่านเตรียมเสบียงกรังทันที หลังฤดูใบไม้ร่วงเราจะยกทัพขึ้นเหนือ เราจะนำทัพด้วยตัวเองยึดแคว้นเยียนให้ได้ในรวดเดียว” เขาเอ่ยเสียงเย็นชา
“โจวฟู่! เราสั่งให้ท่านประกาศระดมพลทั่วแคว้น รวบรวมกองทัพผู้ฝึกตนมาให้เรา!”
มีเพียงกองทัพผู้ฝึกตนเท่านั้นจึงจะสามารถกวาดล้างศัตรูได้อย่างรวดเร็วและเด็ดขาด เรื่องนี้สำคัญมาก ส่วนเรื่องค่าตอบแทนเชื่อว่าฉู่เสินซิ่วจะทำให้พวกเขาพอใจได้อย่างแน่นอน
ดินแดนหกแคว้นยังคงแร้นแค้นเกินไป แคว้นมหาอำนาจเหล่านั้นไม่มีความสนใจแม้แต่จะเก็บภาษีจากที่นี่ ปล่อยปละละเลยอย่างสิ้นเชิง สถานการณ์เช่นนี้ช่างหาได้ยากยิ่ง ฉู่เสินซิ่วย่อมไม่พอใจเพียงเท่านี้ แต่การจะรวบรวมคนเก่งจากหกแคว้นมารวมกันเพื่อต่อกรกับแคว้นมหาอำนาจ เขาต้องก้าวเดินไปทีละก้าวอย่างมั่นคง กลืนกินพวกมันให้หมด มีเพียงวิธีนี้เขาจึงจะบรรลุเป้าหมายของตนได้
ข่าวความพ่ายแพ้ยับเยินของกองทัพฉินแพร่สะพัดไปทั่วดินแดนหกแคว้น ในชั่วพริบตาก็เกิดเสียงฮือฮาไปทั่ว โดยเฉพาะแคว้นฉินที่ตกตะลึงกันทั้งแผ่นดิน ในฐานะชาวฉินไม่มีใครรู้ซึ้งถึงอานุภาพของกองทัพนี้ดีไปกว่าพวกเขา แต่ทว่ากองทัพที่เกรียงไกรเช่นนี้ในยามที่เมืองหลวงแคว้นหวาซวีไร้การป้องกัน บุกประชิดถึงกำแพงเมืองกลับถูกเจ้าแคว้นหวาซวีตีแตกพ่ายด้วยกำลังคนเพียงคนเดียว
เรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่าเหลือเชื่ออย่างยิ่ง ชั่วขณะหนึ่งท้องฟ้าเหนือแคว้นฉินปกคลุมไปด้วยเมฆหมอกแห่งความสิ้นหวัง ทั่วทั้งแคว้นเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและตื่นตระหนก
พลังของฉู่เสินซิ่วทำให้แคว้นที่แข็งแกร่งที่สุดในย่านนี้ต้องสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัว สำหรับพวกเขาการล่วงเกินศัตรูเช่นนี้คงทำให้นอนไม่หลับกินไม่ได้ เจ้าแคว้นฉินเรียกประชุมด่วน ตอนนี้พวกเขาเพิ่งตระหนักได้ว่าการร่วมมือกับจ้าวฝูถูเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดมหันต์เพียงใด แต่เมื่อเรื่องราวมาถึงขั้นนี้ก็ทำอะไรไม่ได้แล้ว
ไม่ใช่แค่แคว้นฉิน ก่อนหน้านี้แคว้นต่างๆ คิดจะร่วมมือกันเพื่อแบ่งผลประโยชน์ แต่ตอนนี้ความหวังนั้นได้ดับมอดลงแล้ว ด้วยความแข็งแกร่งระดับฉู่เสินซิ่ว ลองถามดูเถิดว่าแคว้นใดจะสามารถเอาชนะเขาได้อย่างง่ายดาย เพียงแค่เขาคนเดียวก็สามารถต้านทานทหารนับหมื่นพันได้
เว้นเสียแต่ว่าอยากจะรนหาที่ตาย มิเช่นนั้นแผนการส่งกองทัพไปบุกแคว้นหวาซวีก็เป็นอันต้องพับเก็บไป หรือเรียกได้ว่าตายตั้งแต่ยังไม่ทันคลอด