- หน้าแรก
- ระบบลงชื่อหมื่นล้านปี ตื่นขึ้นมาก็ไร้เทียมทาน
- บทที่ 62 ทั่วหล้าคือแผ่นดินกษัตริย์
บทที่ 62 ทั่วหล้าคือแผ่นดินกษัตริย์
บทที่ 62 ทั่วหล้าคือแผ่นดินกษัตริย์
หวังอวี่เยียนที่ตอนแรกยังไม่กล้าเชื่อ แต่เมื่อสัมผัสได้ถึงพลังที่แท้จริงในร่างกาย ไอพลังแห่งฟ้าดินที่เมื่อก่อนไม่เคยรับรู้ได้เลย บัดนี้กลับสัมผัสได้อย่างชัดเจน ในจุดนี้แม้แต่ตัวหวังอวี่เยียนเองก็ยังแทบไม่อยากเชื่อ ปรากฏว่าทั้งหมดนั้นคือเรื่องจริง
ต้องรู้ก่อนว่าเรื่องของพรสวรรค์นั้นเป็นลิขิตจากสวรรค์ ถูกกำหนดมาตั้งแต่เกิด ไม่มีใครสามารถฝืนลิขิตได้ แต่ในยามนี้เรื่องมหัศจรรย์กลับเกิดขึ้นกับตัวนางจริงๆ แม้จะเหลือเชื่อไปบ้างแต่ดูเหมือนว่าในโลกนี้ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้
และเมื่อได้ยินคำมั่นสัญญาจากฉู่เสินซิ่ว หวังอวี่เยียนก็เชื่อมั่นอย่างหมดใจ หากเป็นคนอื่นพูดจาเช่นนี้นางคงจะแค่นหัวเราะใส่ เพราะทุกอย่างถูกสวรรค์กำหนดไว้แล้ว การฝืนลิขิตฟ้าเป็นสิ่งที่ไม่มีใครทำได้ แต่นางเชื่อมั่นอย่างสุดใจว่าฉู่เสินซิ่วมีความสามารถนั้นอย่างแน่นอน เรื่องนี้ไม่มีข้อสงสัย
“หม่อมฉันจะไม่ทำให้ฝ่าบาทผิดหวังเพคะ!” หวังอวี่เยียนกล่าวด้วยความจริงใจ
นางรู้ดีว่าในยุคสมัยนี้การไร้ซึ่งวรยุทธ์มีความหมายอย่างไร เพราะรู้ซึ้งดีนางจึงเห็นคุณค่าของมันเป็นพิเศษ ในเมื่อได้รับโอกาสในการบำเพ็ญเพียรมาอย่างยากลำบาก นางจะยอมปล่อยให้หลุดมือไปได้อย่างไร
อีกอย่าง...แม้หวังอวี่เยียนจะไม่เคยสัมผัสโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรมาก่อน แต่นางก็มีความรู้เรื่องระดับพลังพอสมควร ด้วยพรสวรรค์ของนางในแคว้นโบราณหวาซวี หรือแม้แต่ในดินแดนหกแคว้นก็นับว่าเป็นระดับแนวหน้า คงมีไม่กี่คนที่มีพรสวรรค์เทียบเคียงนางได้ และทั้งหมดนี้ล้วนเป็นสิ่งที่ฉู่เสินซิ่วมอบให้นาง นางจึงหวงแหนทุกสิ่งทุกอย่างนี้ยิ่งนัก
เรื่องราวต่อจากนั้นดูเหมือนจะเป็นไปตามครรลอง หลังจากปลดปล่อยอารมณ์อย่างเต็มที่และชี้แนะการบำเพ็ญเพียรให้หวังอวี่เยียนแล้ว ฉู่เสินซิ่วก็กลับไปยังพระราชวังเพื่อจัดการราชกิจ
“ทางฝั่งกองทัพฉินเป็นอย่างไรบ้าง” ฉู่เสินซิ่วให้ความสนใจเรื่องนี้เป็นพิเศษ
“ทูลฝ่าบาท ทหารฉินกลุ่มนี้มีเลือดรักชาติแรงกล้า ยอมตายดีกว่ายอมรับข้อหากบฏ ดังนั้นการเกลี้ยกล่อมให้ยอมสวามิภักดิ์จึงไม่ราบรื่นนักพะยะค่ะ ต่อให้เอาลาภยศสรรเสริญมาล่อใจก็ไร้ผล ดูเหมือนว่าคงต้องเริ่มจากตัวอู่หยางแล้วพะยะค่ะ พวกเขาเชื่อฟังคำสั่งของอู่หยางมากราวกับฝังลึกเข้าไปในกระดูกดำ” เฉินเป่ยเสวียนรายงาน
“เรารู้แล้ว พรุ่งนี้เราจะไปพบเขาด้วยตัวเอง” ฉู่เสินซิ่วเอ่ยเสียงเรียบ
เขาเชื่อมั่นเสมอว่าในโลกนี้ไม่มีความภักดีที่แท้จริง มีเพียงสิ่งแลกเปลี่ยนที่ยังไม่มากพอ และสิ่งแลกเปลี่ยนนั้นมีเพียงเขาคนเดียวที่สามารถมอบให้ได้
“ขุนนางพวกนั้นกระหม่อมได้ควบคุมตัวไว้หมดแล้ว กำลังรอรับโทษ แต่กระหม่อมกังวลอยู่บ้าง จำนวนคนไม่ใช่น้อยๆ หากตำแหน่งว่างลงพร้อมกันมากมายขนาดนี้ เกรงว่าการบริหารราชการแผ่นดินจะติดขัด ควรให้พวกเขากลับไปทำหน้าที่ก่อนแล้วค่อยเช็คบิลทีละคนดีไหมพะยะค่ะ” เฉินเป่ยเสวียนถาม
ฉู่เสินซิ่วโบกมือ “ครั้งเดียวไม่ซื่อสัตย์ ร้อยครั้งไม่ใช้งาน...ฆ่า!”
หากผ่อนปรนในเรื่องนี้ก็เท่ากับเป็นการเปิดทางให้เกิดเรื่องแบบเดียวกันขึ้นอีก วันหน้าหากมีเหตุการณ์ทำนองนี้เกิดขึ้นย่อมมีคนเอาเยี่ยงอย่าง นี่คือสิ่งที่ฉู่เสินซิ่วไม่ต้องการเห็น
เฉินเป่ยเสวียนใจหายวาบ ดูเหมือนเขาจะประเมินความเด็ดขาดของกษัตริย์ผู้นี้ต่ำเกินไป
“กระหม่อมจะรีบไปจัดการพะยะค่ะ” เขาทูลลา
ฉู่เสินซิ่วนั่งอยู่บนบัลลังก์ พรรคพวกของจ้าวฝูถูถึงเวลาต้องกวาดล้างเสียที และต้องเร่งสรรหาคนเก่งเข้ามาเสริมทัพ ขุนนางไร้ความสามารถมีแต่จะทำลายชาติทำร้ายราษฎร เขาเรียกตัวซูฉินเข้าเฝ้าทันที
“กระหม่อมซูฉิน ถวายพระพรฝ่าบาท!” ซูฉินโค้งคำนับ
“ซูฉิน เรื่องคราวนี้ท่านก็เห็นแล้ว ตอนนี้ตำแหน่งในราชสำนักว่างลงมากมาย หากปล่อยไว้นานจะเกิดปัญหาตามมาเป็นพรวน เราสั่งให้ท่านไปสรรหาปราชญ์เมธีจากทั่วทั้งหกแคว้น ขอเพียงเป็นคนมีความสามารถให้ทุ่มเททุกวิถีทางดึงตัวมาให้ได้เพื่อรับใช้เรา”
ฉู่เสินซิ่วสีหน้าเคร่งขรึม ทรัพยากรมนุษย์คือรากฐานของประเทศ คือโครงสร้างพื้นฐาน สิ่งที่กำหนดขีดจำกัดล่างของประเทศ ส่วนฉู่เสินซิ่วคือผู้กำหนดขีดจำกัดบน แต่ในทางกลับกันหากรากฐานไม่มั่นคง ต่อให้ฉู่เสินซิ่วจะยกระดับขีดจำกัดบนได้สูงเพียงใดก็ไร้ประโยชน์
เขาเข้าใจเรื่องนี้ดี ดังนั้นเขาจึงกระหายคนเก่งเช่นนี้ เรื่องนี้ไม่ต้องสงสัยเลย
“ขอฝ่าบาทวางพระทัย จากการศึกในวันนี้กระหม่อมเชื่อว่าปราชญ์ผู้มีวิสัยทัศน์ในหกแคว้นต่างได้ประจักษ์แล้ว เพียงแค่ฝ่าบาทประกาศรับสมัครคนเก่ง ย่อมต้องมีผู้มีความรู้ความสามารถมากมายหลั่งไหลเข้ามาขอสวามิภักดิ์ ความเจริญรุ่งเรืองของแคว้นหวาซวีอยู่ใกล้แค่เอื้อมพะยะค่ะ!”
ซูฉินมีความมั่นใจในเรื่องนี้อย่างเปี่ยมล้น ในหกแคว้นมีคนเก่งมากมายที่ไม่ได้รับความสำคัญ มีอยู่ดาษดื่น ขอเพียงได้แสดงความสามารถเส้นแบ่งเขตแดนก็ดูเหมือนจะไม่สำคัญอีกต่อไป
ระบบการปกครองของแต่ละแคว้นในปัจจุบันต่างก็มีข้อบกพร่องไม่มากก็น้อย อำนาจทับซ้อนวุ่นวาย การแต่งตั้งคนในตำแหน่งสำคัญผู้มีอำนาจมักไม่ได้มองที่ความสามารถ แต่มองว่าเป็นคนของฝ่ายตนหรือไม่ การเล่นพรรคเล่นพวกเป็นปัญหาที่แก้ไม่ตกในทุกยุคทุกสมัย
แม้แต่ในแคว้นหวาซวีสมัยก่อน กลุ่มอำนาจของจ้าวฝูถูและกลุ่มอำนาจของเว่ยซานเหอก็มีอยู่จริง แต่ตอนนี้สองขั้วอำนาจใหญ่ถูกฉู่เสินซิ่วกำจัดทิ้งไปแล้วโดยอาศัยเหตุการณ์สำคัญหลายครั้ง ตอนนี้คือเวลาที่จะบ่มเพาะคนที่ทำงานจริง
สิ่งที่เขาต้องการคือ ทั่วหล้าคือแผ่นดินของกษัตริย์ สุดเขตแดนคือขุนนางของกษัตริย์!
ขุนนางในแคว้นหวาซวีมีเพียงประเภทเดียว นั่นคือขุนนางของฉู่เสินซิ่ว มีเพียงทำเช่นนี้ประเทศทั้งประเทศจึงจะรวมพลังมุ่งไปในทิศทางเดียวกันจนประสบความสำเร็จ
ประวัติศาสตร์จารึกไว้ว่าราชวงศ์จำนวนมากไม่ได้ล่มสลายเพราะปัจจัยภายนอก แต่พังทลายจากภายใน สุดท้ายเมื่อเจอปัจจัยภายนอกกระทบเพียงเล็กน้อยก็พังครืนลงมาทันที ฉู่เสินซิ่วเห็นตัวอย่างเช่นนี้มามากเกินพอแล้ว ดังนั้นในยามที่เขากุมอำนาจจะต้องไม่ยอมให้เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น ส่วนอนาคตข้างหน้านั่นอยู่นอกเหนือการควบคุมของเขา
ความสามารถของซูฉินฉู่เสินซิ่วรู้ดี ดังนั้นเขาจึงวางใจให้ซูฉินจัดการเรื่องนี้