- หน้าแรก
- ระบบลงชื่อหมื่นล้านปี ตื่นขึ้นมาก็ไร้เทียมทาน
- บทที่ 61 ถึงเวลาแล้ว
บทที่ 61 ถึงเวลาแล้ว
บทที่ 61 ถึงเวลาแล้ว
ขุนนางจำนวนนับไม่ถ้วนคุกเข่าลงหน้าพระราชวังด้วยใจระทึก! พวกเขารู้ดีว่าเหตุผลที่อ้างมานั้นฟังไม่ขึ้นแต่ก็จนปัญญา ใครจะไปคาดคิดว่าในสถานการณ์ที่เสียเปรียบสุดกู่ ฉู่เสินซิ่วกลับสามารถพลิกสถานการณ์ให้กลับตาลปัตรได้อย่างปาฏิหาริย์ สำหรับพวกเขาเรื่องนี้เหนือความคาดหมายและความเข้าใจไปไกลโข
ดังนั้นขุนนางเหล่านี้จึงทำได้เพียงหน้าด้านมาขอให้ฉู่เสินซิ่วลงโทษ โดยหวังลึกๆ ว่าในยามที่แคว้นหวาซวีกำลังต้องการการฟื้นฟูและขาดแคลนบุคลากร หากพวกเขาสามารถแสดงให้เห็นว่าตนยังมีประโยชน์ก็อาจจะได้รับการละเว้นโทษ ซึ่งดูเหมือนจะเป็นทางรอดเดียว
แต่ทว่า...หากฉู่เสินซิ่วล่วงรู้ความคิดของคนพวกนี้ คงได้แต่สมเพชในความไร้เดียงสา ไม่รู้ว่าพวกเขาไปเอาความกล้ามาจากไหน! แคว้นหวาซวีในยามนี้แม้จะต้องการคนเก่งมากเพียงใด แต่คนเก่งที่ไม่ซื่อสัตย์เขาขอยอมไม่มีเสียดีกว่า มีครั้งแรกย่อมมีครั้งที่สอง
วันหน้าหากเกิดวิกฤต คนพวกนี้แหละที่จะหนีเป็นคนแรก และที่ร้ายแรงกว่านั้นคือในจังหวะสำคัญคนพวกนี้อาจจะย้อนกลับมาแว้งกัด ซึ่งจะสร้างความเสียหายให้แก่ราษฎรชาวหวาซวีอย่างใหญ่หลวง ฉู่เสินซิ่วไม่ต้องการเห็นจุดจบเช่นนั้น เขาตระหนักถึงเรื่องนี้ดี เขาเห็นทะลุปรุโปร่งทุกอย่าง ไม่ว่าจะมองมุมไหนก็ชัดเจนแจ่มแจ้ง
ในบรรดาสมาชิกคณะเสนาบดีทั้งหก เฉินเป่ยเสวียนเป็นคนที่มีวิธีการจัดการที่เด็ดขาด คนเช่นนี้เหมาะที่จะทำงานใหญ่และไม่ใจอ่อน ซึ่งเป็นจุดที่ฉู่เสินซิ่วชื่นชม ดังนั้นมอบหมายเรื่องนี้ให้เฉินเป่ยเสวียนจัดการเขาจึงวางใจได้ เรื่องนี้พักไว้ก่อนชั่วคราว
สิ่งที่ฉู่เสินซิ่วให้ความสำคัญมากกว่าคือความคืบหน้าในการเกลี้ยกล่อมกองทหารเสือของแคว้นฉิน ซึ่งได้มอบหมายให้ซูฉินไปจัดการ
เขาเสด็จไปยังวังหลัง ผ่านเหตุการณ์ครั้งนี้ฉู่เสินซิ่วได้เห็นธาตุแท้ของใครหลายคน จึงตัดสินใจแล้วว่าจะสนับสนุนให้หวังอวี่เยียนกลายเป็นผู้ฝึกตน เพราะความภักดีที่นางมีต่อเขาได้รับการพิสูจน์แล้ว ยามยากจึงเห็นมิตรแท้ ในยามที่แคว้นหวาซวีเผชิญวิกฤต นางไม่เคยคิดจะหนีไปไหน เพียงแค่จุดนี้ก็เพียงพอที่จะทำให้ฉู่เสินซิ่วประทับใจ
“หม่อมฉันถวายพระพรฝ่าบาท” หวังอวี่เยียนย่อกายคารวะอย่างนอบน้อม
“เราอนุญาตให้เจ้าไม่ต้องทำความเคารพเมื่ออยู่ต่อหน้าเรา” ฉู่เสินซิ่วโบกมือ
“ขอบพระทัยฝ่าบาท!”
หวังอวี่เยียนดีใจมาก เมื่อเห็นฉู่เสินซิ่วนั่งลงนางก็รีบเข้ามาปรนนิบัติ รินน้ำชาถวาย หวังเฉิงเอินขยับตัวจะเข้ามาตรวจสอบพิษตามหน้าที่แต่ถูกฉู่เสินซิ่วห้ามไว้ อย่าว่าแต่ด้วยวรยุทธ์ของเขาพิษธรรมดาทำอะไรเขาไม่ได้ ขนาดอวี๋เหม่ยเหรินแห่งเผ่าหมื่นพิษยังทำอะไรเขาไม่ได้นับประสาอะไรกับเรื่องแค่นี้
หวังเฉิงเอินถอยออกไป การกระทำเล็กๆ น้อยๆ นี้ทำให้หวังอวี่เยียนรู้สึกอบอุ่นหัวใจ เป็นเครื่องยืนยันว่าฉู่เสินซิ่วไว้ใจนางอย่างที่สุด และแสดงว่านางได้เข้าไปนั่งในใจของกษัตริย์ผู้นี้แล้ว ดูเหมือนจะไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นไปกว่านี้อีกแล้ว สำหรับตอนนี้มันช่างสมบูรณ์แบบ
“สนมรัก ยังจำได้ไหมว่าเราเคยพูดอะไรกับเจ้า” ฉู่เสินซิ่วถามเข้าประเด็น
ชั่วขณะหนึ่งหวังอวี่เยียนชะงักไป นางจำไม่ได้จริงๆ ว่าฉู่เสินซิ่วเคยพูดอะไรกับนาง
“ขอฝ่าบาทโปรดประทานอภัย หม่อมฉันจำไม่ได้เพคะ”
ฉู่เสินซิ่วยิ้ม “เราจำได้ว่าเคยรับปากเจ้าไว้ว่าจะให้เจ้าเป็นผู้ฝึกตน บัดนี้ถึงเวลาแล้ว”
สิ้นเสียงคำพูด เขาเรียกหน้าต่างระบบขึ้นมาทันที ระบบได้จัดเตรียมพรสวรรค์ที่เหมาะสมให้กับหวังอวี่เยียนไว้แล้วเพื่อให้นางสามารถบำเพ็ญเพียรได้ และยังมีเคล็ดวิชา วรยุทธ์ และสมบัติวิเศษที่สอดคล้องกับพรสวรรค์ของนางเตรียมไว้ให้พร้อมสรรพ และสิ่งเหล่านี้จะสามารถพัฒนาต่อไปได้เรื่อยๆ ตามระดับการบำเพ็ญเพียรของนาง
พรสวรรค์แบ่งออกเป็นหลายประเภท แต่ขอเพียงมีอย่างใดอย่างหนึ่งก็สามารถเป็นผู้ฝึกตนได้ เรื่องนี้ไม่มีอะไรต้องอธิบาย ตัวอย่างเช่น ชีพจรวิญญาณ กายาจิตวิญญาณ และรากวิญญาณ
สิ่งเหล่านี้บ่งบอกถึงแนวทางการบำเพ็ญเพียรที่แตกต่างกัน ชีพจรวิญญาณมักหมายถึงธาตุต่างๆ ที่ทำให้ครอบครองพลังที่หลากหลาย ส่วนกายาจิตวิญญาณจะทำให้ครอบครองพลังพิเศษบางอย่าง พลังทั้งสามรูปแบบนี้เป็นตัวแทนของ จิง (สารจำเป็น), ชี่ (ลมปราณ) และ เสิน (จิตวิญญาณ) ของมนุษย์
แต่ไม่ว่าจะครอบครองแบบไหน ขอเพียงมีพลังเพียงพอความแข็งแกร่งก็จะเพิ่มพูนขึ้นอย่างมหาศาล และสิ่งที่ระบบจัดเตรียมให้ก็ล้วนเป็นของระดับสุดยอดในด้านนั้นๆ ด้วยศักยภาพของระบบ แน่นอนว่าของธรรมดาๆ ย่อมไม่ถูกนำออกมาให้เสียเวลา
เมื่อพลังทั้งหมดถูกถ่ายเทเข้าสู่ร่างกายของนาง ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทำให้นางแทบคลั่งด้วยความดีใจ นางแทบไม่อยากเชื่อ สายตาเบิกกว้าง จ้องมองฉู่เสินซิ่วเขม็ง นี่นางไม่ได้ฝันไปใช่ไหม? สำหรับนางแล้วเรื่องนี้น่าอัศจรรย์จนเกินคำบรรยาย
เมื่อสัมผัสได้ถึงพลังที่ไหลเวียนอยู่ในร่างกาย หวังอวี่เยียนจึงมั่นใจว่านางได้กลายเป็นผู้ฝึกตนจริงๆ แล้ว และพลังนั้นก็ไม่ธรรมดาเสียด้วย ระดับความเปลี่ยนแปลงนี้เป็นสิ่งที่นางไม่กล้าแม้แต่จะจินตนาการ
“ฝ่าบาท...นี่มัน!” หวังอวี่เยียนมองฉู่เสินซิ่วอย่างเหม่อลอย
ฉู่เสินซิ่วยิ้ม “นี่คือสิ่งที่เจ้าสมควรได้รับ เรารับปากเจ้าไว้แล้วก็ต้องทำให้ได้”
“ขอบพระทัยฝ่าบาท”
วินาทีนี้ น้ำตาแห่งความปิติไหลรินอาบแก้มของหวังอวี่เยียน นางใฝ่ฝันอยากจะเป็นผู้ฝึกตนมาตลอดและวันนี้ความฝันก็กลายเป็นจริง เรื่องนี้ช่างเหลือเชื่อ เพราะพรสวรรค์เป็นสิ่งที่ฟ้าลิขิต การเปลี่ยนจากไม่มีเป็นมีเปรียบเสมือนการฝืนลิขิตสวรรค์ แต่ต่อหน้าฉู่เสินซิ่วเขากลับทำมันให้เป็นจริงได้
“จากนี้ไปเจ้าต้องหมั่นฝึกฝน เมื่อพลังฝีมือของเจ้าพัฒนาขึ้นพรสวรรค์ก็จะพัฒนาตามไปด้วย จงเชื่อมั่นเถิดว่าการได้อยู่ข้างกายเรา เจ้าจะได้ยืนอยู่บนจุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหารในโลกของผู้ฝึกตน”
ฉู่เสินซิ่วกล่าวอย่างมั่นใจ เนื่องจากหวังอวี่เยียนเพิ่งเริ่มฝึกฝน ระบบจึงยังไม่มอบพรสวรรค์ระดับสูงสุดให้ในทันที แต่เมื่อความแข็งแกร่งของนางเพิ่มขึ้นระบบก็จะมีการเปลี่ยนแปลงที่สอดคล้องกัน