เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 60 กฎหมายมิอาจลงโทษคนหมู่มาก

บทที่ 60 กฎหมายมิอาจลงโทษคนหมู่มาก

บทที่ 60 กฎหมายมิอาจลงโทษคนหมู่มาก


เมื่อกลับถึงวังหลวง ฉู่เสินซิ่วเรียกประชุมคณะเสนาบดีทันทีเพื่อหารือเกี่ยวกับวิธีการจัดการเชลยศึกแคว้นฉินนับหมื่นนาย อันที่จริงเขาเองก็มีคำตอบในใจอยู่แล้ว แต่เรื่องเช่นนี้จำเป็นต้องระดมความคิดเห็นจากหลายฝ่าย

“พวกท่านลองว่ามาซิ เชลยศึกแคว้นฉินนับหมื่นนี้เราควรจัดการอย่างไรดี” ฉู่เสินซิ่วให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก

สมาชิกคณะเสนาบดีทั้งห้าคน รวมถึงซูฉินต่างสบตากัน ในเรื่องนี้คำตอบของทุกคนตรงกัน

“ทูลฝ่าบาท กระหม่อมเห็นว่าควรเน้นการเกลี้ยกล่อมให้ยอมสวามิภักดิ์พะยะค่ะ กระหม่อมเคยอาศัยอยู่ในแคว้นฉินมานานจึงรู้ดีว่ากองทัพนี้มีศักยภาพเพียงใด พลังการรบของพวกเขานั้นยอดเยี่ยม หากสามารถดึงตัวมาเข้าร่วมกองทัพของเราได้จะเป็นประโยชน์ต่อแคว้นหวาซวีอย่างมหาศาล ไม่เพียงแต่จะเป็นการตัดกำลังข้าศึก แต่ยังช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กองทัพของเราเพื่อปูทางสู่การพิชิตหกแคว้นในอนาคตด้วยพะยะค่ะ”

ซูฉินรีบเสนอความเห็น เขาเคยอยู่ในแคว้นฉินมาก่อนย่อมรู้ซึ้งถึงอานุภาพของกองทัพนี้ดี ไม่มีอะไรจะน่าตื่นเต้นไปกว่าการได้พวกเขามาร่วมทัพ และนี่ก็เป็นความเห็นที่ตรงกันของสมาชิกคณะเสนาบดีคนอื่นๆ

“ทูลฝ่าบาท กระหม่อมก็เห็นด้วยกับการเกลี้ยกล่อม แต่ทหารเหล่านี้จะยอมสวามิภักดิ์ต่อเราหรือพะยะค่ะ นี่ดูเหมือนจะเป็นปัญหาใหญ่ ประการแรก...สิ่งที่ทหารห่วงใยที่สุดคือครอบครัว หากพวกเขายอมจำนนต่อแคว้นหวาซวี แคว้นฉินย่อมไม่ปล่อยครอบครัวของพวกเขาไปแน่ จุดนี้สำคัญยิ่งนัก เพราะมีความกังวลเหล่านี้กระหม่อมจึงมั่นใจว่าการจะเกลี้ยกล่อมให้พวกเขายอมสวามิภักดิ์คงไม่ใช่เรื่องง่ายพะยะค่ะ”

เฉินฉางเซิงชี้ให้เห็นถึงแก่นแท้ของปัญหา ฉู่เสินซิ่วหรี่ตาลง นี่แหละคือประเด็นสำคัญ หากลองเอาใจเขามาใส่ใจเราถ้าเป็นตัวเขาเองก็คงคิดเช่นนั้น

“ดังนั้นนี่จึงเป็นบททดสอบสติปัญญาของพวกท่าน แต่ละคนมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบ เราทำหน้าที่เพียงวางนโยบายภาพรวม หากพวกท่านขาดแคลนเสบียงเราจะจัดหาให้ ขาดเงินเราให้เงิน ขาดคนเราให้คน แต่การลงมือปฏิบัติจริงยังต้องอาศัยการวางแผนของพวกท่าน”

ฉู่เสินซิ่วกล่าวด้วยความรู้สึกทอดถอนใจ ทุกคนย่อมมีความถนัดแตกต่างกันไป เขาเข้าใจเรื่องนี้ดี ดังนั้นขั้นตอนต่อไปต้องพึ่งพาความสามารถของพวกเขาแล้ว นี่ไม่ใช่งานถนัดของเขา

“ทูลฝ่าบาท กระหม่อมเห็นว่าควรแก้ปัญหาให้ตรงจุด กระหม่อมจะลองไปหยั่งเชิงอู่หยางดูก่อน หากสามารถแก้ปัญหาเรื่องอู่หยางได้ จากนั้นค่อยเสนอเงื่อนไขอื่นๆ การเกลี้ยกล่อมก็น่าจะไม่ใช่เรื่องยาก ทหารส่วนใหญ่ก็น่าจะเชื่อฟังคำสั่งของอู่หยาง เว้นเสียแต่ว่าพวกเขาอยากตาย เรื่องนี้มอบให้กระหม่อมจัดการเอง หากอู่หยางไม่ยอมตกลงพวกเราค่อยมาหาวิธีอื่นกันพะยะค่ะ” ซูฉินกล่าวอย่างมั่นใจ

ฉู่เสินซิ่วพยักหน้าเบาๆ “ดี ในเมื่อท่านเสนาบดีซูมั่นใจเช่นนี้ ก็มอบหมายให้ท่านเป็นผู้จัดการและแก้ไขปัญหานี้”

สำหรับความสามารถของซูฉิน ฉู่เสินซิ่วค่อนข้างเชื่อมั่น คาดว่าคงไม่เป็นปัญหา หัวข้อนี้จึงจบลงเพียงเท่านี้

ฉู่เสินซิ่วมอบหมายให้ซูฉินและคณะเสนาบดีเป็นผู้ดำเนินการทั้งหมด เชื่อว่าด้วยความสามารถของพวกเขาจะต้องจัดการเรื่องนี้ได้เรียบร้อย เขามั่นใจในตัวพวกเขามาก แน่นอนว่าจุดประสงค์ของการทำเช่นนี้ก็เพื่อทดสอบความสามารถในการทำงานของคนเหล่านี้ด้วย สำหรับเขาแล้วเรื่องนี้มีความจำเป็นอย่างยิ่ง

ผู้แข็งแกร่งอยู่รอด ผู้พ่ายแพ้คัดออก!

โดยเฉพาะคนที่ทำงานภายใต้บังคับบัญชาของเขา หากไม่แสดงความสามารถที่แท้จริงออกมาจะมีคุณสมบัติอะไรมารับใช้เขาได้ ฉู่เสินซิ่วถือโอกาสนี้ต้องการดูว่าความสามารถในการทำงานของพวกเขาเป็นอย่างไร หวังว่าจะไม่ทำให้เขาผิดหวัง

และในเวลานี้เอง ขันทีคนสนิทหวังเฉิงเอินเข้ามารายงาน ขุนนางจำนวนมากขอเข้าเฝ้าฉู่เสินซิ่ว

“มีใครบ้าง” ฉู่เสินซิ่วถามอย่างไม่ใส่ใจ

“นี่คือรายชื่อ เชิญฝ่าบาททอดพระเนตรพะยะค่ะ!” หวังเฉิงเอินเตรียมพร้อมไว้แล้ว จึงส่งรายชื่อถวายฉู่เสินซิ่ว

ฉู่เสินซิ่วเปิดดูผ่านๆ จากนั้นก็โยนฎีกาทิ้งลงพื้น เขาอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา คนพวกนี้คิดว่าเขาโง่หรืออย่างไรถึงได้กล้าทำเช่นนี้ ช่างเป็นเรื่องที่คาดไม่ถึงจริงๆ ไม่รู้ว่าพวกเขาเอาความกล้ามาจากไหนถึงกล้าพูดจาเช่นนี้ น่าขบขันสิ้นดี

“ฝ่าบาท คือพวกขุนนางที่ไม่มาเข้าเฝ้าเมื่อเช้าใช่ไหมพะยะค่ะ ขอฝ่าบาทโปรดมอบหมายให้กระหม่อมจัดการเรื่องนี้ด้วยเถิด!” เฉินเป่ยเสวียนอาสา

สำหรับเขาแล้วผลลัพธ์ถูกกำหนดไว้แล้ว เขารู้เรื่องนี้ดี เพราะการขาดประชุมเช้าถือเป็นการล้ำเส้นของฉู่เสินซิ่วไปแล้ว ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดเส้นทางขุนนางของพวกเขาก็มาถึงทางตัน และนั่นยังไม่ใช่ที่สุด

ฉู่เสินซิ่วไม่มีทางให้โอกาสพวกเขาเด็ดขาด โทษฐานกบฏขายชาติถือว่ายังเบาไปด้วยซ้ำ หากจะเอาเรื่องให้หนัก ประหารเก้าชั่วโคตรก็ยังได้

นอกกำแพงวัง ขุนนางนับไม่ถ้วนคุกเข่าตัวสั่นเทาอยู่บนพื้น โชคดีที่มีคนจำนวนมาก ทุกคนต่างเข้าใจสัจธรรมข้อหนึ่ง...นั่นคือ กฎหมายมิอาจลงโทษคนหมู่มาก

และในยามนี้บ้านเมืองกำลังต้องการคน หวังว่าฉู่เสินซิ่วจะยอมหลับตาข้างหนึ่งปล่อยผ่านไป มิฉะนั้นหากจัดการขุนนางจำนวนมากพร้อมกันการบริหารราชการแผ่นดินคงสะดุดหยุดลง นี่คือสิ่งที่ทุกคนไม่อยากเห็น

แต่ในเวลานี้ความคิดของพวกเขาช่างไร้เดียงสายิ่งนัก ต่อให้ขุนนางทั้งราชสำนักล่วงละเมิดขีดจำกัดของเขา ก็จะถูกสังหารจนหมดสิ้นไม่เหลือแม้แต่คนเดียว หากคิดจะใช้จำนวนคนมาบีบให้ฉู่เสินซิ่วยอมผ่อนปรนก็คงเป็นความคิดที่ตื้นเขินเกินไป อย่างน้อยฉู่เสินซิ่วก็จะไม่ปล่อยให้ใครรอดไปได้แม้แต่คนเดียว!

จบบทที่ บทที่ 60 กฎหมายมิอาจลงโทษคนหมู่มาก

คัดลอกลิงก์แล้ว