- หน้าแรก
- ระบบลงชื่อหมื่นล้านปี ตื่นขึ้นมาก็ไร้เทียมทาน
- บทที่ 55 หญิงงามล่มเมือง
บทที่ 55 หญิงงามล่มเมือง
บทที่ 55 หญิงงามล่มเมือง
ฉู่เสินซิ่วชอบประโยคหนึ่งมาก
ไม่มีสิ่งที่เรียกว่าความภักดี มีเพียงสิ่งแลกเปลี่ยนที่ไม่มากพอ!
ดังนั้นเขาจะไม่ตำหนิใครที่เลือกจะจากไปในเวลานี้ แต่ทว่า...หากเลือกผิดทางก็ต้องชดใช้ เพราะสิ่งที่พวกเขาท้าทายคืออำนาจของตัวเขาผู้เป็นราชาสูงสุด
หน่วยองครักษ์เสื้อแพรได้รับคำสั่งให้ไปจัดการเรื่องนี้แล้ว ไม่มีใครสามารถหนีออกจากเมืองหลวงได้ พวกมันจะต้องนอนรอความตายอยู่ในคุกหลวง ส่วนคนในครอบครัวของพวกมันก็ต้องพลอยติดร่างแหไปด้วย ไม่ใช่ว่าฉู่เสินซิ่วโหดเหี้ยมอำมหิต แต่โลกใบนี้มันเป็นเช่นนี้ ลองถามดูเถิด...หากบิดาของเจ้าถูกประหารชีวิตข้อหาขายชาติ แล้ววันหน้าเจ้ามีอำนาจเจ้าจะกลับมาแก้แค้นกษัตริย์อย่างเขาหรือไม่
คนส่วนใหญ่อาจจะไม่ทำ แต่คนส่วนน้อยที่มีความคิดสุดโต่งย่อมต้องทำเรื่องที่รุนแรงแน่ ฉู่เสินซิ่วรู้เรื่องนี้ดี เขาต้องตัดไฟแต่ต้นลม ไม่ยอมให้เกิดโอกาสเช่นนั้นขึ้นเด็ดขาด
เมื่อมาถึงกำแพงเมือง สายลมพัดชายเสื้อคลุมมังกรของฉู่เสินซิ่วปลิวไสว ข้างกายรายล้อมด้วยสาวงามสามนาง ราษฎรเบื้องล่างอดไม่ได้ที่จะแหงนหน้ามอง หญิงงามสมบูรณ์แบบเช่นนี้พวกเขาเพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรก
เหล่าขุนนางยืนสงบนิ่งอยู่ด้านหลังฉู่เสินซิ่ว จำนวนคนไม่มากนัก แต่คนที่กล้ามาในเวลานี้ย่อมเป็นคนสนิทที่ไว้ใจได้ คาดเดาได้ไม่ยากว่าในอนาคตคนเหล่านี้จะได้รับการปูนบำเหน็จอย่างงาม นี่คือรางวัลสำหรับความภักดี
เก้าอี้มังกรอันวิจิตรบรรจงถูกนำมาตั้งไว้บนกำแพงเมือง ฉู่เสินซิ่วนั่งลงโดยมีอวี๋เหม่ยเหรินนั่งอยู่บนตัก นางส่งเสียงหัวเราะคิกคักไม่สนใจสายตาใคร ส่วนหวังอวี่เยียนคอยปอกผลไม้ป้อนเขาอย่างเอาใจใส่
ภาพเหตุการณ์นี้ไม่ว่าจะเป็นชาวบ้านหรือทหารบนกำแพงเมืองต่างก็อดนินทาในใจไม่ได้ ในยามหน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้เขายังมัวแต่เสพสุข ช่างไม่ต่างอะไรกับทรราชเลยสักนิด จึงอดไม่ได้ที่จะเกิดความเคลือบแคลงสงสัย จะพึ่งพาคนอย่างฉู่เสินซิ่วปกป้องบ้านเมืองได้จริงหรือ
“เจ้าแคว้นน้อยผู้นี้ เมื่อก่อนนึกว่าแคว้นหวาซวีจะได้พบกับมหาราชผู้ปรีชาสามารถเสียอีก ที่ไหนได้ก็ไม่ต่างอะไรกับกษัตริย์สิ้นชาติพวกนั้น”
“ถุย ข้าอุตส่าห์คิดจะยอมตายถวายชีวิตเพื่อคนพรรค์นี้ คิดว่าต่อให้ตายก็ต้องสู้กับข้าศึกสักตั้ง แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าข้าจะคิดตื้นเขินเกินไป!”
“ภัยมาถึงตัวแล้วยังพาสนมมานั่งเสพสุข ดูสิ หัวเราะร่าเริงเชียว ผู้หญิงในอ้อมกอดนั่นดูปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นตัวกาลกิณี ไม่ใช่คนดีแน่”
“นางปีศาจจิ้งจอก ทำบ้านเมืองล่มจม!”
ชาวบ้านพากันก่นด่าสาปแช่ง หากเป็นเวลาปกติคงไม่มีใครกล้าพูดจาเช่นนี้ แต่เมื่อเรื่องราวมาถึงขั้นนี้ก็ไม่มีอะไรต้องเกรงใจกันอีกแล้ว
“ฝ่าบาท พวกไพร่สถุลนั่นหาว่าหม่อมฉันเป็นนางปีศาจ ทำบ้านเมืองล่มจม จะทำอย่างไรดีเพคะ” หากเป็นกษัตริย์องค์อื่นคงจะคล้อยตามคำพูดเหล่านั้น เพราะเล่ห์เหลี่ยมในการมัดใจชายของอวี๋เหม่ยเหรินนั้นแพรวพราวทุกกระบวนท่า เป็นไปได้สูงที่จะทำให้กษัตริย์ลืมราชกิจ
ในแง่หนึ่งคำพูดเหล่านั้นก็ไม่ได้เกินจริง
ฉู่เสินซิ่วหันไปมองหวังอวี่เยียน “หวังเหม่ยเหริน เจ้าคิดว่าอย่างไร”
“หม่อมฉัน...พูดไม่ออกเพคะ” หวังอวี่เยียนบ่นพึมพำในใจ ด้วยรูปร่างหน้าตาและการกระทำของอวี๋เหม่ยเหริน ไม่ว่าจะมองมุมไหนก็ดูเข้าข่ายนางปีศาจจิ้งจอกจริงๆ
ฉู่เสินซิ่วยิ้มบางๆ เวลาผ่านไปเนิ่นนานเสียงโห่ร้องฆ่าฟันดังกระหึ่มมาจากที่ไกลๆ จนเมฆหมอกแตกกระเจิง ฝุ่นตลบอบอวลไปทั่วท้องฟ้า พร้อมกับเสียงฝีเท้าสัตว์อสูรและม้าศึกดังกึกก้อง กองทัพมืดฟ้ามัวดินเคลื่อนที่เข้ามาอย่างรวดเร็ว เพียงพริบตาเดียวก็มาถึงใต้กำแพงเมืองหลวง
ตัวเอกมาถึงแล้ว!
ผู้นำทัพขี่สัตว์อสูรพยัคฆ์ตัวมหึมา ยาวกว่าร้อยเมตร สัตว์อสูรตัวนั้นดุร้ายน่าเกรงขาม มันคือ พยัคฆ์ทมิฬดารามาร อันเลื่องชื่อ มีพลังมหาศาล การใช้สัตว์อสูรระดับนี้เป็นพาหนะย่อมบ่งบอกถึงฐานะอันสูงส่งและพลังฝีมืออันแข็งแกร่งของผู้เป็นนาย
อู่หยาง...เทพสังหารแห่งแคว้นฉิน!
เล่าลือกันว่าเมืองใดที่ถูกเขาตีแตก ไม่ว่าจะเป็นชาวบ้านหรือขุนนางไม่มีใครรอดชีวิต เมืองที่ถูกเขาล้างบางมีมากกว่าร้อยเมือง
บนหลังพยัคฆ์ทมิฬดารามาร อู่หยางมีสีหน้าดูแคลน ต่อหน้าคนผู้นี้จ้าวฝูถูไม่กล้าปริปากพูดแม้แต่คำเดียว ท่าทางของเขาระมัดระวังตัวแจ เขารู้ดีว่าคนผู้นี้แข็งแกร่งเพียงใด
“ท่านอู่ รบกวนท่านแล้ว” จ้าวฝูถูเอ่ย “แต่ขอให้ท่านละเว้นชีวิตเจ้าแคว้นน้อยแห่งหวาซวีด้วย คนผู้นี้กุมความลับมากมาย รวมถึงทรัพยากรการบำเพ็ญเพียรจำนวนมหาศาล ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการบำเพ็ญเพียรของท่านอย่างมาก”
“ท่านอ๋องกำชับมาแล้ว” อู่หยางเอ่ยเรียบๆ
แสดงว่าเขายังไม่เห็นจ้าวฝูถูอยู่ในสายตา จ้าวฝูถูไม่กล้าพูดมากกลัวว่าจะทำให้เทพสังหารผู้นี้โกรธ โดยปกติแล้วยอดฝีมือมักจะมีความหยิ่งทะนงในตนเอง อย่างเช่นคนผู้นี้แม้แต่เจ้าแคว้นฉินยังต้องเกรงใจเขาถึงสามส่วน นับประสาอะไรกับเขา
“เห็นเก้าอี้มังกรนั่นไหม คนที่นั่งอยู่บนนั้นคือเจ้าแคว้นหวาซวี เมื่อก่อนเป็นแค่คนไร้ค่า แต่ไม่รู้ทำไมจู่ๆ ถึงเก่งกาจขึ้นมา ใช้กำลังคนเดียวเอาชนะกองทัพฉวี่หรงได้ แต่ท่านวางใจเถิด ตอนนี้เขาเสียพลังยุทธ์ไปหมดแล้ว”
จ้าวฝูถูเล่า แต่ดูเหมือนจะยังไม่เข้าใจ อวี๋เหม่ยเหริน...ทำไมถึงยังอยู่ในอ้อมกอดของฉู่เสินซิ่ว แม้จะอยู่ไกลแต่เขาก็เห็นภาพความสนิทสนมของทั้งคู่ได้อย่างชัดเจน เรื่องนี้ทำให้เขางุนงงมาก
อีกอย่าง...ฉู่เสินซิ่วที่สูญเสียพลังยุทธ์ไปแล้วทำไมถึงไม่หนีไป แต่กลับมานั่งรอความตายอยู่บนกำแพงเมืองอย่างเอิกเกริก เรื่องนี้เขาไม่เข้าใจเลยจริงๆ เกิดอะไรขึ้นกันแน่?
แวบแรกจ้าวฝูถูรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดี แต่เมื่อมาถึงขั้นนี้แล้วเขาก็ไม่มีทางถอย การชักนำกองทัพฉินเข้าด่านเท่ากับตัดทางถอยของตัวเองไปแล้ว เรื่องนี้เป็นเรื่องแน่นอน
ประเด็นสำคัญคือ อวี๋เหม่ยเหรินมาที่นี่เพื่อช่วยเขาทำภารกิจ เมื่องานสำเร็จนางก็น่าจะกลับเผ่าไปแล้วไม่ใช่หรือ ทำไมผ่านไปหลายวันยังอยู่ที่นี่อีก หรือว่า...นางจะถูกฉู่เสินซิ่วปราบพยศไปแล้ว
เมื่อคิดถึงความเป็นไปได้ข้อนี้ สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปทันที เป็นไปได้ไหมนะ?
เป็นไปไม่ได้ ไม่มีทางเป็นไปได้ ฉู่เสินซิ่วจะเอาชนะใจอวี๋เหม่ยเหรินได้อย่างไร พลังของเผ่าหมื่นพิษนั้นเหนือกว่าหกแคว้นเสียอีก เท่าที่เขารู้แม้แต่แคว้นมหาอำนาจยังเคยพยายามดึงตัวพวกนางไปร่วมงานแต่ก็ถูกปฏิเสธ
เพราะการเข้าร่วมกับแคว้นใดแคว้นหนึ่งจุดยืนก็จะเปลี่ยนไป ในอดีตเผ่าหมื่นพิษเคยได้รับบทเรียนราคาแพงจนเกือบสิ้นเผ่าพันธุ์มาแล้ว ย่อมไม่เดินซ้ำรอยเดิมอีก