เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 54 กล้าหาญชาญชัย

บทที่ 54 กล้าหาญชาญชัย

บทที่ 54 กล้าหาญชาญชัย


ฉู่เสินซิ่วประทับอยู่บนบัลลังก์ในตำหนักใหญ่ เมื่อภัยร้ายคืบคลานเข้ามาธาตุแท้ของคนย่อมปรากฏ แต่เรื่องเหล่านั้นหาได้สำคัญไม่ เพราะหน่วยองครักษ์เสื้อแพรได้บันทึกรายชื่อและท่าทีของขุนนางทั้งฝ่ายบุ๋นและฝ่ายบู๊ไว้จนหมดสิ้น ขุนนางเก่าแก่ที่รับใช้มานานปีเผยธาตุแท้ออกมาจนหมดเปลือก

ฉู่เสินซิ่วโยนรายงานลับทิ้งลงบนพื้นอย่างไม่ไยดี เขานั่งนิ่งอยู่บนบัลลังก์ ไม่เอ่ยคำใด แม้แต่การประชุมขุนนางในวันนี้ก็มีขุนนางเข้าร่วมเพียงน้อยนิด เรื่องนี้พูดตามตรงว่าเหนือความคาดหมายของฉู่เสินซิ่วไปมาก กลับกลายเป็นว่าขุนนางรุ่นใหม่ที่เพิ่งเข้ารับราชการแทบจะไม่มีใครขาดประชุมเลย

“ขอฝ่าบาททรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นปี หมื่นหมื่นปี!”

เสียงถวายพระพรดังกึกก้องกังวานไปทั่วท้องพระโรง ฉู่เสินซิ่วมองดูท้องพระโรงที่ดูเงียบเหงาลงไปถนัดตา ความรู้สึกในใจช่างสลับซับซ้อน

ยามยากจึงจะเห็นน้ำใจ ขุนนางรุ่นใหม่เหล่านี้อาจดูโง่เขลาในสายตาคนอื่น แต่สำหรับฉู่เสินซิ่วพวกเขาคือวีรบุรุษ การที่ยังยืนหยัดมาร่วมประชุมในยามวิกฤตเช่นนี้ นี่มิใช่คนแบบที่เขาเฝ้ารออยู่หรอกหรือ

“พวกท่านลุกขึ้นเถิด” ฉู่เสินซิ่วโบกมือ “เหตุใดพวกท่านจึงไม่หนีไป”

การประชุมในวันนี้ไม่ใช่การหารือราชกิจ เพราะในสถานการณ์เช่นนี้ต่อให้หารือกันไปก็คงไม่มีความหมายอะไร ฉู่เสินซิ่วมั่นใจในเรื่องนี้

“พวกกระหม่อมขออยู่ร่วมเป็นร่วมตายกับแคว้นหวาซวีและฝ่าบาทพะยะค่ะ!”

“กระหม่อมขอสู้จนเลือดหยดสุดท้าย!”

“เกิดเป็นคนต้องเป็นวีรบุรุษ ตายเป็นผีก็ต้องเป็นยอดขุนพล แม้ตำแหน่งต่ำต้อยแต่ไม่กล้าลืมคุณแผ่นดิน!”

ขุนนางแต่ละคนต่างกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น จากสีหน้าและแววตาของคนเหล่านี้สิ่งที่ฉู่เสินซิ่วสัมผัสได้มีเพียงความกล้าหาญเด็ดเดี่ยว เขาพอใจกับผลงานของคนกลุ่มนี้มาก

และนี่ก็เป็นคุณลักษณะของขุนนางหนุ่มไฟแรง ในวัยนี้พวกเขามีอุดมการณ์แรงกล้าที่จะรับใช้ชาติ แต่เมื่อเวลาผ่านไปบางคนอาจถูกบีบคั้นกดดันเพราะความแตกต่าง จนสุดท้ายต้องยอมจำนนและไหลไปตามกระแสสังคม เรื่องนี้ฉู่เสินซิ่วรู้ดี

แต่เรื่องเหล่านี้ไม่ส่งผลกระทบใดๆ ต่อเขา เขาหรี่ตาลงมองภาพตรงหน้า ใบหน้าเปื้อนยิ้มด้วยความชื่นชม

“พวกท่านทำได้ดีมาก เป็นขุนนางที่ดีของเรา เป็นที่พึ่งของราษฎร และเป็นวีรบุรุษของแคว้นหวาซวี ชื่อของพวกท่านจะถูกจารึกไว้ตลอดกาล! จงเชื่อมั่นในตัวเรา เราจะปกป้องเมืองหลวงให้ปลอดภัย จะไม่มีข้าศึกหน้าไหนย่างกรายเข้ามาในเมืองหลวงได้ เว้นเสียแต่ว่า...พวกมันจะข้ามศพเราไป!”

ฉู่เสินซิ่วประกาศก้องด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือก นี่คือปณิธานและความมั่นใจของเขา

“นับแต่วันนี้ไป ขุนนางทุกคนที่อยู่ที่นี่ให้เลื่อนขั้นหนึ่งระดับ! และเพิ่มเบี้ยหวัดเป็นสองเท่า”

ฉู่เสินซิ่วประกาศเสียงดัง ในสถานการณ์ที่ยังไม่แน่นอนคำสัญญานี้อาจดูไร้น้ำหนัก เพราะมีน้อยคนนักที่จะมีความหวัง แต่สิ่งที่ควรให้ฉู่เสินซิ่วก็ต้องให้

“เด็กๆ จดรายชื่อขุนนางที่ไม่มาประชุมในวันนี้ไว้ทั้งหมด ข้อหากบฏขายชาติ! รอพายุสงบแล้วค่อยชำระความ” ฉู่เสินซิ่วหรี่ตาลง รังสีอำมหิตแผ่ซ่านออกมาอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

“เลิกประชุม ไปเจอกันที่กำแพงเมือง! เราจะให้พวกท่านได้เห็นกับตาว่ากษัตริย์ของพวกท่านมีความสามารถเพียงใด ติดตามเราแล้วอนาคตจะรุ่งโรจน์อย่างแน่นอน!”

หลังจากออกจากท้องพระโรง ฉู่เสินซิ่วมุ่งหน้าตรงไปยังวังหลัง เมื่อเทียบกับความคึกคักในอดีตตอนนี้วังหลังดูเงียบเหงาวังเวง ขันทีและนางกำนัลจำนวนมากหนีหายไป บางส่วนฉวยโอกาสขโมยข้าวของมีค่า แต่ยังไม่ทันก้าวพ้นเขตวังหลังก็ถูกองครักษ์เสื้อแพรที่ซุ่มอยู่สังหารทิ้ง

แม้แต่ขันทีคนสนิทของฉู่เสินซิ่วยังหนีเอาตัวรอดไปแล้ว!

เมื่อมาถึงตำหนัก ขันทีน้อยผู้หนึ่งยืนเฝ้าอยู่หน้าประตู

“ฝ่าบาท พระสนมรออยู่ข้างในพะยะค่ะ” ขันทีน้อยรีบเข้ามารายงาน

ฉู่เสินซิ่วถามด้วยความแปลกใจ “เจ้าชื่ออะไร ทำไมถึงไม่หนีไป”

“กระหม่อมชื่อ หวังเฉิงเอิน กระหม่อมเป็นคนพิการ ถ้าไม่ใช่เพราะพระเมตตาของฝ่าบาทกระหม่อมคงต้องหนาวตายอดตายไปแล้ว ยามนี้บ้านเมืองมีภัยกระหม่อมจะทิ้งฝ่าบาทไปได้อย่างไร หากฝ่าบาทไม่รังเกียจ กระหม่อมขอยอมตายถวายชีวิต ขอติดตามฝ่าบาทไปทุกหนทุกแห่งพะยะค่ะ” หวังเฉิงเอินกล่าวเสียงดัง

ฉู่เสินซิ่วไม่ได้ถือสาคำพูดที่อาจจะฟังดูอัปมงคล เขาเอ่ยเรียบๆ “วางใจเถอะ แค่กองทัพฉินกระจอกงอกง่อยยังทำอะไรแคว้นของเราไม่ได้หรอก ต่อไปนี้เจ้ามาคอยรับใช้ข้างกายเราเถอะ”

เขาก้าวเท้าเข้าไปในตำหนัก หวังอวี่เยียน, อวี๋เหม่ยเหริน และเซียวฉิง ทั้งสามคนกำลังรอเขาอยู่ ว่ากันตามจริงนี่เป็นครั้งที่สองที่ทั้งสามคนได้พบหน้ากันพร้อมหน้า การที่เซียวฉิงอยู่ที่นี่เป็นเรื่องที่เหนือความคาดหมายของฉู่เสินซิ่ว เขาคาดว่าหลายคนคงหนีไปแล้ว แต่การที่เซียวฉิงยังอยู่ทำให้เขาประหลาดใจไม่น้อย

อวี๋เหม่ยเหรินเป็นผู้ฝึกตนและเคยเห็นฝีมือของฉู่เสินซิ่วมาแล้ว แม้จะกังวลอยู่บ้างแต่ก็เชื่อมั่นในตัวเขามากกว่า เมื่อเทียบกันแล้วหวังอวี่เยียนดูจะวิตกกังวลอย่างเห็นได้ชัด

“ฝ่าบาท!”

นางดูบอบบางน่าทะนุถนอมอยู่แล้ว ตอนนี้ยิ่งดูเหมือนจะร้องไห้ออกมา นางเดินเข้ามาหาฉู่เสินซิ่วด้วยท่าทางออดอ้อน น่าสงสารจับใจ

“หม่อมฉันขออยู่เคียงข้างฝ่าบาท ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเพคะ” นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานแต่แฝงความเด็ดเดี่ยว

“วางใจเถอะ เมืองหลวงจะไม่เป็นอะไร เราจะไม่เป็นอะไร” ฉู่เสินซิ่วลูบศีรษะนางอย่างเอ็นดู

หวังอวี่เยียนพยักหน้าเบาๆ แล้วถอยไปยืนด้านข้าง อวี๋เหม่ยเหรินนั้นไม่ต้องพูดถึง แต่เซียวฉิงกลับทำให้ฉู่เสินซิ่วสงสัย เขาเอ่ยถาม

“ทำไมเจ้าถึงไม่หนีไป”

“หนี? จะให้หม่อมฉันหนีไปไหน!” เซียวฉิงย้อนถาม

แม้แต่ตัวนางเองยังไม่เข้าใจว่าทำไมถึงไม่หนี ดูเหมือนนางจะหาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้ ลึกๆ แล้วนางยังมีความคิดแบบหัวโบราณที่เชื่อว่าเมื่อสตรีมอบกายให้ชายใดแล้ว โลกทั้งใบของนางก็จะมีแต่เขาคนนั้น ดังนั้นนางจึงไม่มีเหตุผลที่จะต้องจากไป นี่คือคำตอบของนาง

อีกอย่าง...นางอยากจะรู้นักว่าชายผู้นี้มีเสน่ห์อะไรหนักหนา ถึงทำให้หวังอวี่เยียนและอวี๋เหม่ยเหรินที่เพิ่งรู้จักกันไม่กี่วันยอมตายถวายชีวิตให้ได้

หวังอวี่เยียนนั้นเข้าใจได้ นางดูเป็นคนซื่อๆ หัวอ่อน เชื่อคนง่าย ดูเหมือนนางจะปักใจเชื่อว่าเมื่อได้เป็นคนของใครแล้วก็พร้อมจะตายแทนคนคนนั้นได้ ซึ่งต่างจากความคิดที่ฝังรากลึกในหัวของนางอย่างสิ้นเชิง

แต่ทว่า...อวี๋เหม่ยเหริน ผู้หญิงที่ดูร่านร้อนและเปิดเผยเช่นนั้น ดูอย่างไรก็ไม่น่าจะเป็นคนที่ยอมตายเพื่อผู้ชายได้! คนประเภทนี้ดูจากภายนอกแล้วน่าจะเป็นคนที่ไม่มั่นคงและเชื่อในผู้แข็งแกร่งเท่านั้น เกรงว่าหากฉู่เสินซิ่วตายไปและมีผู้ชนะคนใหม่เข้ามาสนใจในตัวนาง นางคงไม่ลังเลที่จะพลีกายเพื่อเอาชีวิตรอด

ดังนั้นการที่อวี๋เหม่ยเหรินยอมติดตามฉู่เสินซิ่ว จึงเป็นเรื่องที่คาดไม่ถึงและเกินความเข้าใจของนางไปมาก

ฉู่เสินซิ่วไม่อยากพูดอะไรมากความ

“ตามเราไปที่กำแพงเมือง!”

จบบทที่ บทที่ 54 กล้าหาญชาญชัย

คัดลอกลิงก์แล้ว