- หน้าแรก
- ระบบลงชื่อหมื่นล้านปี ตื่นขึ้นมาก็ไร้เทียมทาน
- บทที่ 53 โอรสสวรรค์เฝ้าประตูเมือง กษัตริย์พลีชีพเพื่อแผ่นดิน
บทที่ 53 โอรสสวรรค์เฝ้าประตูเมือง กษัตริย์พลีชีพเพื่อแผ่นดิน
บทที่ 53 โอรสสวรรค์เฝ้าประตูเมือง กษัตริย์พลีชีพเพื่อแผ่นดิน
ในฎีกาลับระบุไว้อย่างชัดเจน กองทัพแคว้นฉินที่ยกมาเป็นทหารกล้าตายระดับหัวกะทิประมาณห้าหมื่นนาย! เป็นกองทหารเสือที่ขึ้นชื่อลือชาของแคว้นฉิน
แม่ทัพผู้นำทัพมาคือ อู่หยาง ขุนพลผู้เกรียงไกรแห่งแคว้นฉิน ผู้มีสมญานามว่า “เทพสังหาร” คนผู้นี้มีวรยุทธ์แก่กล้า เชี่ยวชาญค่ายกลศึกเป็นที่สุด ทหารห้าหมื่นนายใต้บังคับบัญชาล้วนเป็นยอดนักรบที่เจนจัดในสนามรบ
เมื่อห้าปีก่อน เขาเคยเผชิญหน้ากับกองทัพพันธมิตรแคว้นจ้าว แคว้นเยียน และแคว้นอื่นๆ นับแสนนาย ด้วยกำลังพลที่น้อยกว่าถึงสิบเท่าแต่สามารถกวาดล้างศัตรูจนสิ้นซาก แสดงให้เห็นถึงความน่าสะพรึงกลัวของเขา นี่คืออัจฉริยะทางทหารโดยกำเนิด
และที่สำคัญที่สุด อู่หยางเพิ่งจะมีอายุเพียงยี่สิบสามปี หากเทียบกับยุคปัจจุบันก็เพิ่งจบมหาวิทยาลัยหมาดๆ แต่เขากลับสร้างวีรกรรมอันยิ่งใหญ่ไว้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นกองทัพของแคว้นใดเมื่อต้องเผชิญหน้ากับกองทัพที่นำโดยอู่หยาง ก็มักจะเสียขวัญไปก่อนถึงสามส่วน
“ฝ่าบาท เมืองหลวงตอนนี้ไร้การป้องกัน พระองค์จะทรงทำอย่างไรเพคะ”
อวี๋เหม่ยเหรินรู้ดีว่าฉู่เสินซิ่วมีฝีมือร้ายกาจ แต่น้ำน้อยย่อมแพ้ไฟ ต่อให้เก่งกาจเพียงใดพลังปราณในกายย่อมมีวันหมด ถึงตอนนั้นคงอันตรายแน่
“เราเป็นกษัตริย์จะถอยหนีได้อย่างไร อีกอย่าง...นี่เป็นโอกาสดีที่เราจะได้สร้างชื่อให้เลื่องลือไม่ใช่หรือ โอรสสวรรค์เฝ้าประตูเมือง กษัตริย์พลีชีพเพื่อแผ่นดิน ขอเพียงมีเราอยู่ก็เพียงพอที่จะต้านทานทหารนับหมื่นนับพันได้” ฉู่เสินซิ่วประกาศก้องด้วยความห้าวหาญ
“หม่อมฉันทราบดีว่าฝ่าบาททรงพระปรีชาสามารถ แต่จะมีกษัตริย์องค์ใดลดตัวลงไปฆ่าฟันข้าศึกด้วยตัวเองเพคะ ให้เป็นหน้าที่ของหม่อมฉันเถิด แม้หม่อมฉันจะมีวรยุทธ์ไม่เทียบเท่าฝ่าบาท แต่หม่อมฉัน ชิงเสวียน และชิงฉาน เชี่ยวชาญการใช้พิษ สามารถทำให้พวกเขาสูญเสียกำลังรบและสร้างความหวาดกลัวได้อย่างเงียบเชียบ”
อวี๋เหม่ยเหรินเสนอแผนการ เช่นการวางยาพิษในแหล่งน้ำหรือเสบียงอาหาร หรือแม้แต่ใช้ควันพิษ เพียงแค่ลมพัดมาวูบเดียวก็สามารถทำให้กองทัพนับหมื่นแตกพ่ายได้ ชนะโดยไม่ต้องรบ!
แต่สำหรับฉู่เสินซิ่วแล้ว แม้วิธีนี้จะจัดการปัญหาได้เด็ดขาดแต่มันดูไม่เหมาะสมกับกาลเทศะ และไม่ตรงกับความต้องการของเขา
“สนมรักไม่ต้องเป็นห่วง เจ้าแค่หมั่นฝึกฝนและคลอดโอรสธิดาที่งดงามเหมือนเจ้าให้เราก็พอ” ฉู่เสินซิ่วเอ่ยปลอบโยน
อวี๋เหม่ยเหรินจึงเงียบไป แต่ประโยคหลังของฉู่เสินซิ่วทำให้นางสะเทือนใจ
“ฝ่าบาท เรื่องนี้หม่อมฉันคงทำให้ไม่ได้เพคะ สตรีเผ่าหมื่นพิษไม่สามารถตั้งครรภ์และคลอดบุตรได้เหมือนมนุษย์ทั่วไป วิธีการกำเนิดของพวกเรานั้นพิเศษมาก ในอดีตเคยมีคนในเผ่าตั้งครรภ์กับคนภายนอก แต่พิษในร่างกายนั้นรุนแรงเกินกว่าที่ทารกจะรับไหว”
ก่อนหน้านี้อวี๋เหม่ยเหรินไม่เคยคิดเรื่องการมีทายาท แต่หลังจากได้พบฉู่เสินซิ่ว โดยเฉพาะในยามนี้ที่นางมอบกายถวายใจให้เขาจนหมดสิ้น เรื่องนี้จึงกลายเป็นปมด้อยที่น่าเสียดายสำหรับนาง เพราะว่าใครบ้างไม่อยากมีพยานรักกับคนที่ตนรัก เมื่อคนเราตายไปต่อให้งดงามเพียงใดก็กลายเป็นเถ้าธุลี แต่ลูกหลานที่หลงเหลืออยู่คือพยานรักที่ยืนยันการมีอยู่ของความรักนั้น
“เราคิดน้อยไป แต่ถ้าวันหน้าเจ้าอยากมีลูก ต่อให้ต้องบุกน้ำลุยไฟเราก็จะทำให้เจ้าสมปรารถนาให้ได้!” ฉู่เสินซิ่วเอ่ยคำมั่นสัญญาอย่างหนักแน่น
ด้วยความช่วยเหลือของระบบไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้ ขนาดการเปลี่ยนพรสวรรค์ที่เป็นการฝืนลิขิตฟ้าเขายังทำได้ เรื่องแค่นี้คงไม่ยากเกินความสามารถ ดังนั้นฉู่เสินซิ่วจึงกล้าเอ่ยปากรับปากเช่นนี้
ทันใดนั้นอวี๋เหม่ยเหรินโผเข้ากอดฉู่เสินซิ่วแน่น การกระทำนี้ยิ่งตอกย้ำให้เห็นว่านางทุ่มเททั้งกายและใจให้เขาอย่างหมดสิ้น
“ขอบพระทัยฝ่าบาทเพคะ”
ฉู่เสินซิ่วยิ้มบางๆ หลังจากไล่ชิงเสวียนและชิงฉานออกไป ทั้งสองก็เริ่มเปิดฉากการเจรจาครั้งใหม่เกี่ยวกับทหารนับพันล้าน
การเจรจาดำเนินไปจนมืดค่ำ และไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ข่าวการแตกพ่ายของด่านปากเสือก็แพร่สะพัดออกไป ในชั่วพริบตาทั่วทั้งเมืองหลวงตกอยู่ในความหวาดผวา
เห็นได้ชัดว่าสถานการณ์เช่นนี้น่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง ในใจของราษฎรกองทัพแคว้นฉินคือกองทัพที่แข็งแกร่งที่สุดในบรรดาหกแคว้น ความเชื่อนี้ฝังรากลึกมานานแล้ว ยิ่งคราวนี้เป็นกองทหารระดับหัวกะทิที่ยกมา และที่สำคัญที่สุดคือเมืองหลวงในยามนี้ไร้กำลังป้องกัน แม้แต่กองทหารรักษาพระองค์หนึ่งแสนนายก็ถูกส่งไปชายแดนจนหมด
เมื่อลองคำนวณดูคร่าวๆ กำลังทหารที่เหลืออยู่ในเมืองหลวงมีไม่ถึงหนึ่งหมื่นนาย ต่อให้รวมชาวบ้านร้านถิ่นเข้าไปด้วย จำนวนและความสามารถในการรบก็ยังเทียบกับฝ่ายตรงข้ามไม่ได้ อีกทั้งกองทัพที่นำโดยอู่หยางเกือบทั้งหมดล้วนเป็นผู้ฝึกตน จะเอาอะไรไปสู้ ดูเหมือนจะไม่มีทางสู้ได้เลย!
ทันใดนั้นผู้คนนับไม่ถ้วนต่างเริ่มวิตกกังวล
“ฝ่าบาททรงคิดอะไรอยู่กันแน่ มอบกองทหารรักษาพระองค์หนึ่งแสนนายให้จ้าวฝูถูไปเฝ้าชายแดน แต่จ้าวฝูถูกลับเปิดประตูรับข้าศึกเข้ามา! ทำให้เมืองหลวงไร้ทางสู้”
“สถานการณ์ที่เพิ่งจะเริ่มดีขึ้นจะต้องกลับไปเป็นเหมือนเดิมอีกแล้วหรือ ตอนนี้พวกเราไม่มีทางถอยแล้วนะ!”
“จ้าวฝูถู เสียแรงที่ชาวหวาซวีให้ความเคารพศรัทธา เจ้ากลับกลายเป็นคนขายชาติ!”
เสียงก่นด่าดังระงมไปทั่วเมืองแทบจะพร้อมเพรียงกัน หลายคนแทบไม่อยากเชื่อหูตัวเองเพราะเรื่องนี้มันเหลือเชื่อเกินไป แต่เมื่อเรื่องราวมาถึงขั้นนี้ต่อให้ไม่เต็มใจก็ต้องจำใจยอมรับ
ในราชสำนัก ขุนนางทั้งฝ่ายบุ๋นและฝ่ายบู๊ก็ไม่ได้มีความหวังมากนัก ดูเหมือนทุกคนจะคาดไม่ถึงว่าแม้แต่คนอย่างจ้าวฝูถูจะแปรพักตร์ไปเข้ากับศัตรู เปิดทางให้ทหารฉินนับหมื่นบุกเข้าด่านปากเสือ ในสถานการณ์เช่นนี้จะมีใครต้านทานไหว
โดยเฉพาะขุนนางที่เคยสนิทสนมกับจ้าวฝูถูยิ่งหวาดผวาหนัก ในอนาคตพวกเขาคงหนีไม่พ้นการถูกกวาดล้าง ขุนนางบางคนถึงกับเริ่มวางแผนหาทางหนีทีไล่ให้ตัวเอง ในสถานการณ์เช่นนี้การติดต่อกับจ้าวฝูถูดูจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด แม้จะถูกตราหน้าว่าไร้ยางอาย แต่ดูเหมือนนั่นจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดแล้ว
ชื่อเสียงหลังความตาย...คนตายไปแล้วจะไปรับรู้อะไร แต่ความมั่งคั่งและเกียรติยศในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่คือสิ่งที่จับต้องได้จริง เรื่องนี้สำคัญยิ่งนัก