- หน้าแรก
- ระบบลงชื่อหมื่นล้านปี ตื่นขึ้นมาก็ไร้เทียมทาน
- บทที่ 52 พายุใหญ่กำลังก่อตัว
บทที่ 52 พายุใหญ่กำลังก่อตัว
บทที่ 52 พายุใหญ่กำลังก่อตัว
ค่ำคืนอันยาวนานผ่านพ้นไปในที่สุด แม้ฉู่เสินซิ่วจะรู้สึกทรมานอยู่บ้างแต่ก็ไม่ได้หนักหนาสาหัสจนเกินทน ยามเช้าคณะเสนาบดีนำฎีกาที่ผ่านการคัดกรองเมื่อวานขึ้นถวาย ฉู่เสินซิ่วเปิดอ่านคร่าวๆ แล้วลงนามอนุมัติ ส่วนใหญ่ไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไรนัก
เรื่องเดียวที่สะดุดตาเขาคือ นับตั้งแต่ซูฉินเริ่มดำเนินการปฏิรูป เขาใช้วิธีการที่เฉียบขาดและรุนแรงราวกับแส้ที่ฟาดลงไปอย่างไม่ปรานี เนื่องจากความเข้มงวดเกินไปทำให้หลายพื้นที่ไม่อาจยอมรับได้ทันที แต่กฎหมายก็คือกฎหมาย ทำให้เกิดเหตุการณ์นองเลือดขึ้นไม่น้อย ชาวบ้านในหลายพื้นที่เริ่มมีปฏิกิริยาต่อต้านอย่างรุนแรง
เฉินเป่ยเสวียน, เฉินฉางเซิง และสามพี่น้องสกุลโจว รวมถึงสมาชิกคณะเสนาบดีคนอื่นๆ ต่างแสดงความกังวล หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป แม้การปฏิรูปจะดำเนินไปได้แต่เกรงว่าจะกระตุ้นให้เกิดการก่อจลาจล
สถานการณ์ภายในแคว้นอาจจะสั่นคลอน ความเสี่ยงย่อมมีอยู่แล้ว แต่สำหรับฉู่เสินซิ่วขอเพียงสามารถกวาดล้างระบอบเก่าได้อย่างถอนรากถอนโคน การเสียเลือดเนื้อบ้างก็นับว่าคุ้มค่า ตราบใดที่ยังอยู่ในขอบเขตที่เขารับได้ก็ไม่ใช่ปัญหา
เป็นกษัตริย์ต้องเด็ดขาดและโหดเหี้ยม เขาจะไม่มีความเมตตาเยี่ยงสตรี ทุกสิ่งที่ทำลงไปในวันนี้ก็เพื่อความสุขสบายในวันหน้า เมื่อเปรียบเทียบกันแล้วมันคุ้มค่าที่จะแลก ต่อให้ต้องถูกตราหน้าว่าเป็นทรราชฉู่เสินซิ่วก็ยอมรับได้
หากมองย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ จักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่อย่างจิ๋นซีฮ่องเต้, หมิงไท่จู, ถังไท่จง หรือฮั่นอู่ตี้ มีใครบ้างที่ไม่ได้เหยียบย่ำกองซากศพขึ้นสู่บัลลังก์ มีเสียงด่าทอแต่คุณงามความดีของพวกเขาก็สามารถลบล้างทุกอย่างได้ ความผิดชอบชั่วดีให้คนรุ่นหลังเป็นผู้ตัดสิน
ฉู่เสินซิ่วเพียงแค่ทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุดโดยไม่ต้องละอายแก่ใจ เขาเชื่อมั่นในสิ่งนี้อย่างลึกซึ้งและยึดถือเป็นแนวทางปฏิบัติ
“พวกท่านออกไปได้ ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดี เรามีวิธีจัดการเอง” ฉู่เสินซิ่วโบกมือไล่ ในขณะเดียวกันก็ครุ่นคิดถึงปัญหาหนึ่ง
ตอนนี้ศักยภาพของแคว้นหวาซวี ทั้งประชากรและด้านอื่นๆ ยังค่อนข้างอ่อนแอ เขาต้องรีบยึดครองหกแคว้นให้ได้โดยเร็ว มีเพียงวิธีนี้เท่านั้นเขาจึงจะสามารถสานต่อปณิธานอันยิ่งใหญ่ของเขาได้
ช่วงเช้าผ่านไปอย่างรวดเร็ว อวี๋เหม่ยเหรินมาขอเข้าเฝ้า ชิงฉานและชิงเสวียนถือถ้วยกระเบื้องเคลือบใบงามเข้ามาด้วย
“ฝ่าบาท หม่อมฉันตุ๋นซุปมาถวาย ดื่มสักหน่อยเถอะเพคะ พักผ่อนบ้าง ราชกิจสำคัญก็จริงแต่พระวรกายสำคัญยิ่งกว่า” อวี๋เหม่ยเหรินปรายตามองฉู่เสินซิ่ว แล้วนั่งลงบนตักของเขา โอบรอบคอเขาไว้อย่างออดอ้อน
ฉู่เสินซิ่วเย้าแหย่ “คราวนี้คงไม่ได้ใส่อะไรลงไปในซุปอีกนะ”
“ฝ่าบาทยังต้องการยาแบบเมื่อวานอีกหรือเพคะ” อวี๋เหม่ยเหรินถามด้วยน้ำเสียงยั่วยวน
“เจ้าคิดว่ายังจำเป็นต้องใช้อีกหรือ” ฉู่เสินซิ่วถามกลับ นัยน์ตาของเขาเริ่มร้อนแรงขึ้นมา ต่อหน้าหญิงงามปานล่มเมืองเช่นนี้ไม่ว่าใครก็คงยากที่จะต้านทานไหว
อวี๋เหม่ยเหรินหัวเราะคิกคัก “ดูท่าคงไม่จำเป็นแล้วเพคะ ฝ่าบาทเสวยซุปบำรุงร่างกายก่อนเถอะ หม่อมฉันสั่งให้ชิงฉานกับชิงเสวียนออกไปหาวัตถุดิบในป่าแต่เช้าตรู่ บำรุงร่างกายได้ดีนักเชียว”
“เจ้าคิดว่าเราทำให้เจ้าพอใจไม่พอหรือ” ฉู่เสินซิ่วถามด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์
อวี๋เหม่ยเหรินหน้าแดงระเรื่อ รีบปฏิเสธ “ไม่ใช่แบบนั้นเพคะ แต่ของสิ่งนี้มีแต่ประโยชน์ไม่มีโทษ มีไว้ดีกว่าไม่มี ตอนนี้วังหลังของฝ่าบาทยังมีสนมน้อย อนาคตถ้ามีมากขึ้นหม่อมฉันกลัวฝ่าบาทจะรับมือไม่ไหว”
“เรื่องนั้นเจ้าไม่ต้องเป็นห่วง ร่างกายเราแข็งแรงดี ต่อให้มาอีกสักกี่คนก็ไม่หวั่น” ฉู่เสินซิ่วโอบกอดหญิงสาวไว้ในอ้อมแขน เรือนร่างนุ่มนิ่มของนางช่างดึงดูดใจเขายิ่งนัก ความปรารถนาพุ่งสูงขึ้นถึงขีดสุด
“ทางฝั่งจ้าวฝูถูเป็นอย่างไรบ้าง เจ้าส่งข่าวไปบอกเขาหรือยัง” ฉู่เสินซิ่วถามอย่างไม่ใส่ใจ
“ส่งข่าวไปตั้งแต่เมื่อวานแล้ว ป่านนี้เขาคงได้รับแล้วกระมัง” อวี๋เหม่ยเหรินตอบ
ฉู่เสินซิ่วพยักหน้า จากนั้นอวี๋เหม่ยเหรินก็ใช้วิธีเดิมป้อนซุปให้เขา เพิ่งดื่มไปได้ไม่กี่คำ ขณะที่เขากำลังจะเริ่มบทรัก เฉินฉางเซิงที่เข้าเวรอยู่ ณ เหวินหยวนเก๋อก็วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามา
“ฝ่าบาท! ข่าวศึกเร่งด่วนพะยะค่ะ!”
เขาวิ่งสะดุดขาตัวเองจนแทบล้ม ตะโกนเสียงดังมาจากหน้าประตู เมื่อเข้ามาด้านในเขาก็คุกเข่าลงทันที แต่เมื่อเห็นอวี๋เหม่ยเหรินอยู่ด้วยก็ลังเลใจ ราชกิจสำคัญระดับชาติไม่ควรให้สนมในวังหลังรับรู้ ถือเป็นข้อห้ามร้ายแรงเพราะห้ามวังหลังก้าวก่ายราชกิจ
ฉู่เสินซิ่วไม่ถือสา “ว่ามาเถอะ ที่นี่ไม่มีคนนอก”
เพราะมีระบบคอยช่วยเหลือ ดังนั้นในอนาคตเหล่าสตรีในวังหลังจะต้องมีบทบาทสำคัญในการช่วยเหลือเขาอย่างแน่นอน การให้พวกนางมีส่วนร่วมรับรู้เรื่องราวของเขาเสียแต่เนิ่นๆ ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร
“ด่านปากเสือแตกแล้วพะยะค่ะ! ตอนนี้กองทัพแคว้นฉินมุ่งหน้าตรงมายังเมืองหลวงแล้ว อีกไม่เกินหนึ่งวันทัพข้าศึกจะประชิดกำแพงเมือง” เฉินฉางเซิงมีสีหน้าตื่นตระหนกสุดขีด
เรื่องนี้เกินความคาดหมายของเขาไปมาก ด่านปากเสือคือปราการด่านสุดท้ายของเมืองหลวง บัดนี้กลับถูกตีแตกอย่างง่ายดาย และกองทหารรักษาพระองค์หนึ่งแสนนายก็ไม่ได้ประจำการอยู่ที่เมืองหลวง แต่กระจัดกระจายอยู่ตามแนวชายแดน กำลังทหารที่เหลืออยู่ในเมืองหลวงมีเพียงหยิบมือ แล้วจะทำอย่างไรดี
หากข่าวนี้แพร่สะพัดออกไป ชาวเมืองหลวงจะต้องแตกตื่นโกลาหลแน่ ถึงเวลานั้นผลที่ตามมาคงเลวร้ายเกินคาดเดา
ฉู่เสินซิ่วกลับไม่ตื่นตระหนก เขาหรี่ตาลง สิ่งที่ควรจะมาก็ต้องมา เป็นไปตามคาด จ้าวฝูถูที่ได้รับข่าวก็อดรนทนไม่ไหวแล้ว
“แล้วจ้าวฝูถูเล่า” ฉู่เสินซิ่วถามตรงประเด็น
“กองทัพฉินที่บุกเข้าด่านปากเสือมาได้เป็นเพราะแม่ทัพจ้าวเป็นคนเปิดทางให้พะยะค่ะ กองทัพฉินตลอดเส้นทางแทบไม่ได้รับการต่อต้านใดๆ สามารถเคลื่อนทัพตรงมายังเมืองหลวงได้อย่างสะดวกโยธิน! เมื่อพิจารณาจากพฤติกรรมทั้งหมด แม่ทัพจ้าวคิดคดทรยศอย่างแน่นอนพะยะค่ะ”
ตอนที่เห็นข่าวนี้ เขาแทบไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง ขุนนางเก่าแก่ผู้รับใช้มาหลายแผ่นดิน แม่ทัพใหญ่ผู้ต้านทานกองทัพฉวี่หรงมาโดยตลอด กลับกลายเป็นคนทรยศขายชาติ ในยามวิกฤตที่สุดเขายังไม่เคยคิดทรยศ แต่ในยามที่แคว้นกำลังรุ่งเรืองและมีแนวโน้มจะผงาดขึ้นมา เขากลับเลือกทำเรื่องเช่นนี้
“เรารู้แล้ว เจ้าออกไปเถอะ อย่าให้ข่าวรั่วไหลออกไป ทุกอย่างให้ดำเนินไปตามปกติ เรามีวิธีรับมือเอง” ฉู่เสินซิ่วโบกมือ สีหน้าเรียบเฉยไม่แสดงความยินดียินร้าย
เฉินฉางเซิงทูลลา ฉู่เสินซิ่วเปิดฎีกาลับอ่าน