- หน้าแรก
- ระบบลงชื่อหมื่นล้านปี ตื่นขึ้นมาก็ไร้เทียมทาน
- บทที่ 56 หนึ่งคนขวางด่าน
บทที่ 56 หนึ่งคนขวางด่าน
บทที่ 56 หนึ่งคนขวางด่าน
“เหล่าทหารหาญทั้งหลาย! ฉู่เสินซิ่วเป็นทรราช โหดเหี้ยมอำมหิต ฆ่าฟันขุนนางผู้ภักดี วันนี้ข้าจ้าวฝูถูจะแทนคุณแผ่นดิน กำจัดทรราชเพื่อความสงบสุขของปวงชน...”
จ้าวฝูถูชิงประกาศเจตนารมณ์ก่อน แถมยังเตรียมบทสุนทรพจน์ปลุกใจมาอย่างดีเพื่อสร้างความชอบธรรมให้แก่ตนเอง และปูทางสู่การขึ้นครองบัลลังก์อย่างสง่างาม
เรื่องนี้...นานาจิตตัง ประวัติศาสตร์ย่อมถูกเขียนโดยผู้ชนะ หากฉู่เสินซิ่วพ่ายแพ้เขาจะต้องถูกจารึกชื่อในฐานะทรราชผู้ลุ่มหลงในกามราคะและเข่นฆ่าขุนนางภักดี สิ่งที่หลงเหลือให้คนรุ่นหลังได้รับรู้มีเพียงตัวอักษรบนกระดาษขาว ความจริงจะถูกกลบฝังไปตลอดกาล
แม้จะเป็นการกบฏก็ต้องหาเหตุผลที่สวยหรูมารองรับเสมอ แต่ในทางกลับกันไม่ว่าจ้าวฝูถูจะอ้างเหตุผลสวยหรูเพียงใด หากเขาล้มเหลวคนรุ่นหลังก็จะตราหน้าเขาว่าเป็นกบฏขายชาติ เนรคุณนายเหนือหัว ถูกจารึกไว้บนเสาแห่งความอัปยศไปชั่วลูกชั่วหลาน ส่วนความดีความชอบที่เคยทำมาก็จะถูกลืมเลือนไปจนหมดสิ้น
ฉู่เสินซิ่วฟังคำก่นด่าของอีกฝ่ายพลางคิดว่าช่างน่าขันสิ้นดี
“พูดจบแล้วหรือ”
ฉู่เสินซิ่วเห็นจ้าวฝูถูหยุดพูดจึงเอ่ยถามด้วยรอยยิ้มเย้ยหยัน สำหรับเขาแล้วคำพูดเหล่านั้นไร้ค่าสิ้นดี เขาหรี่ตาลง จากนั้นก็ค่อยๆ ลุกขึ้นยืน
เขาร่อนลงจากกำแพงเมืองอย่างแผ่วเบา เผชิญหน้ากับกองทัพนับหมื่นเพียงลำพังโดยไม่มีความเกรงกลัวแม้แต่น้อย สีหน้าของเขายังคงราบเรียบ ไม่ไหวติงต่อสถานการณ์ตรงหน้า
วินาทีนี้ทุกคนต่างตกตะลึงจนตาค้าง ไม่มีใครคาดคิดว่าจะได้เห็นภาพนี้ เป็นไปได้อย่างไร? ทุกคนต่างตกใจจนแทบสิ้นสติ เขาคิดอะไรอยู่ หรือคิดจะใช้กำลังคนเดียวต้านทานกองทัพนับหมื่นนับแสน นี่มันบ้าไปแล้ว ทุกคนต่างไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง เหตุการณ์นี้ช่างเหนือความคาดหมายยิ่งนัก
ส่วนจ้าวฝูถูหัวใจของเขาแทบหยุดเต้น...สิ่งที่เขาไม่อยากเห็นที่สุดดูเหมือนจะเกิดขึ้นแล้ว เพราะจากสถานการณ์ตรงหน้าตบะของฉู่เสินซิ่วดูเหมือนจะไม่ได้รับผลกระทบใดๆ เลย เขาเริ่มตื่นตระหนกขึ้นมาทันที ระดับความแข็งแกร่งนี้เกินกว่าที่เขาจะคาดเดาได้
คนที่เคยเห็นฝีมือของฉู่เสินซิ่วมาก่อนอย่างเขาย่อมรู้ดีว่าหากตบะของอีกฝ่ายยังอยู่ครบถ้วนจะน่าสะพรึงกลัวเพียงใด
อู่หยางหันไปมองจ้าวฝูถู “ดูเหมือนตบะของเขายังอยู่ดีไม่ใช่หรือ ไหนเจ้าบอกว่าจัดการเรียบร้อยแล้ว” อู่หยางถามด้วยความไม่พอใจ
เขาเคยอ่านข้อมูลเกี่ยวกับคนผู้นี้และรู้ถึงความแข็งแกร่งของอีกฝ่ายพอสมควร หากตบะของอีกฝ่ายยังอยู่ครบถ้วนย่อมสร้างปัญหาได้ไม่น้อย และที่สำคัญที่สุดทหารของเขาจะต้องสูญเสียไปโดยใช่เหตุ ซึ่งนั่นไม่ใช่สิ่งที่อู่หยางต้องการ
จ้าวฝูถูเหงื่อแตกพลั่ก รีบเช็ดเหงื่อบนหน้าผาก “เอ่อ...ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน ข้าจัดการเรียบร้อยแล้วจริงๆ คนของข้าก็ยืนยันว่าตบะของเขาถูกทำลายไปแล้ว”
“ไม่ได้เรื่อง” อู่หยางสบถอย่างหัวเสีย แต่แล้วก็เอ่ยอย่างไม่ใส่ใจ “แต่ก็ช่างเถอะ แค่คนคนเดียวคิดจะต้านทานกองทัพของข้า ฝันกลางวันชัดๆ ดีเหมือนกัน...ข้าจะได้ลองฝีมือกับเขาดูสักตั้ง”
คนหยิ่งยโสอย่างอู่หยางย่อมไม่เห็นฉู่เสินซิ่วอยู่ในสายตา สำหรับเขาเรื่องนี้ไม่มีอะไรต้องกังวล แววตาดูแคลนของเขาบ่งบอกทุกอย่างชัดเจน
“จัดขบวนทัพ” อู่หยางตะโกนก้อง
กองทัพที่มีระเบียบวินัยสูงเตรียมพร้อมรอคำสั่งอยู่แล้ว พวกเขาส่งเสียงคำรามกึกก้อง พุ่งเข้าใส่ฉู่เสินซิ่วพร้อมกันในทันที
ตูม ตูม ตูม!
พลังมหาศาลระเบิดออกมาอย่างบ้าคลั่ง กองทัพผู้ฝึกตนปลดปล่อยพลังออกมาพร้อมกันจนแผ่นดินสั่นสะเทือน กองทัพมืดฟ้ามัวดินพุ่งเข้าหาฉู่เสินซิ่วราวกับฝูงตั๊กแตน ไม่ว่าใครได้เห็นภาพนี้ย่อมต้องรู้สึกขวัญผวา ผู้คนด้านหลังต่างกุมมือแน่นด้วยความหวาดกลัว กลัวว่าฉู่เสินซิ่วจะถูกบดขยี้จนแหลกเหลวในพริบตา
การโจมตีอันรุนแรงภายใต้การเสริมพลังจากค่ายกลพุ่งตรงเข้าหาฉู่เสินซิ่วอย่างรวดเร็ว
แต่เมื่อเผชิญหน้ากับการโจมตีของกองทัพมหาศาล ฉู่เสินซิ่วกลับยืนนิ่งไม่ไหวติง สีหน้าของเขาเย็นชาถึงขีดสุด ในชั่วพริบตาทุกอย่างก็ดูไร้ความหมาย
ตูม!
เขาซัดหมัดออกไปเพียงหมัดเดียว ภายใต้หมัดนั้นการโจมตีระลอกแรกของกองทัพถูกทำลายลงอย่างง่ายดาย คลื่นพลังกระแทกพุ่งเข้าใส่กองทหารนับพันจนแตกกระจาย เพียงพริบตาเดียวทหารจำนวนมากก็ล้มตายลง รอบด้านเงียบกริบ
ทุกคนต่างตกตะลึงจนพูดไม่ออก บนกำแพงเมืองฝ่ายแคว้นหวาซวีเงียบไปชั่วอึดใจ ก่อนจะระเบิดเสียงโห่ร้องด้วยความยินดี ความแข็งแกร่งของฉู่เสินซิ่วเหนือกว่าจินตนาการของทุกคนไปไกลโข ในระดับนี้ถือว่าสุดยอดอย่างแท้จริง
อู่หยางเปลี่ยนจากความดูแคลนมาเป็นความจริงจังในทันที เพราะไม่ว่าจะมองมุมไหนอีกฝ่ายก็ไม่ได้กระจอกอย่างที่คิด การรับมือการโจมตีระลอกแรกของกองทัพเขาได้ แถมยังสังหารทหารของเขาไปจำนวนมาก ย่อมพิสูจน์ได้ว่าฉู่เสินซิ่วมีฝีมือไม่ธรรมดา
ยิ่งเป็นเช่นนี้สีหน้าของจ้าวฝูถูยิ่งย่ำแย่ลง เขารู้ซึ้งดีว่าฉู่เสินซิ่วที่มีพลังเต็มเปี่ยมนั้นน่ากลัวเพียงใด หัวใจของเขาดิ่งวูบลงสู่ก้นบึ้ง
“ไว้ค่อยคิดบัญชีกับเจ้าทีหลัง”
อู่หยางปรายตามองจ้าวฝูถูอย่างคาดโทษ ที่ทำให้ทหารของเขาต้องตายไปมากมายขนาดนี้ เรื่องนี้ยอมไม่ได้ง่ายๆ เขากระโดดลงจากหลังพยัคฆ์มารแล้วเข้าร่วมในขบวนทัพเพื่อบัญชาการด้วยตนเอง
“ทัพหน้า! แปรขบวนเป็นค่ายกลฟ้าดิน ทัพกลาง! สนับสนุนด้วยค่ายกลหมื่นบุปผา ทัพหลัง! ตรึงกำลังด้วยค่ายกลหมื่นอสรพิษ” อู่หยางสั่งการเสียงดัง
ค่ายกลศึกเป็นยุทธวิธีทั่วไปของกองทัพผู้ฝึกตน ช่วยรวบรวมพลังของทุกคนให้เป็นหนึ่งเดียวเพื่อสร้างความเสียหายแก่ศัตรูที่แข็งแกร่งกว่า เมื่อค่ายกลเริ่มทำงานกองทัพนับหมื่นก็เคลื่อนพลเข้าโจมตีฉู่เสินซิ่วอย่างเป็นระบบระเบียบ ต้องยอมรับว่าภายใต้การบัญชาการของอู่หยาง พลังของกองทัพเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว
แต่ทว่า...ฉู่เสินซิ่วที่ยืนเผชิญหน้ากับกองทัพมหาศาลกลับไม่แสดงอาการหวั่นไหว เพราะเขาเชื่อมั่นเสมอมา
เมื่ออยู่ต่อหน้าพลังที่แข็งแกร่งอย่างแท้จริง ลูกเล่นแพรวพราวใดๆ ล้วนไร้ความหมาย