- หน้าแรก
- ระบบลงชื่อหมื่นล้านปี ตื่นขึ้นมาก็ไร้เทียมทาน
- บทที่ 47 สายลมบูรพาที่รอคอย
บทที่ 47 สายลมบูรพาที่รอคอย
บทที่ 47 สายลมบูรพาที่รอคอย
เมืองหลวงดูเงียบสงบผิดปกติ แต่ไม่ว่าจะเป็นสายข่าวหรือหน่วยองครักษ์เสื้อแพรต่างส่งข่าวมาตรงกันว่าเป้าหมายของความเคลื่อนไหวทั้งหมดชี้ไปที่คนคนเดียว...จ้าวฝูถู!
ขุนนางเก่าแก่ผู้รับใช้มาหลายแผ่นดินในที่สุดเขาก็ทนไม่ไหว เพราะนโยบายใหม่ส่งผลกระทบต่อเขามากที่สุด มันได้สั่นคลอนผลประโยชน์และอำนาจในการควบคุมราชสำนักของเขาอย่างรุนแรง ดังนั้นหลังจากวางแผนอย่างรอบคอบเขาก็ตัดสินใจขายชาติสมคบคิดกับศัตรู
ฉู่เสินซิ่วเผาจดหมายทิ้ง เขาหรี่ตาลง นัยน์ตาฉายแววเย็นชาดุร้าย
“จ้าวฝูถู...จ้าวฝูถู! ท่านมีโอกาสที่จะได้ถูกจารึกชื่อในหน้าประวัติศาสตร์เป็นวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ของชาติ แต่ท่านกลับเลือกเดินในเส้นทางที่ไม่ควรเดิน”
ฉู่เสินซิ่วยิ้มเยาะหยัน เขารู้ซึ้งถึงสถานการณ์นี้ดี ในชั่วพริบตาเรื่องราวก็ไม่มีอะไรต้องพูดถึงอีก สำหรับสถานการณ์ในปัจจุบันทุกอย่างชัดเจน
“จับตาดูความเคลื่อนไหวของจ้าวฝูถูอย่างใกล้ชิด” ฉู่เสินซิ่วสั่งการ
ในจดหมายระบุไว้ชัดเจน ทุกอย่างเตรียมพร้อมแล้ว ขาดเพียงสายลมบูรพา! แผนการระหว่างจ้าวฝูถูและแคว้นฉินได้จัดเตรียมไว้พร้อมสรรพแล้ว ในเมืองหลวงไม่ว่าจะเป็นนักฆ่าหรือสายลับต่างปลอมตัวเป็นพ่อค้าธรรมดา แฝงตัวปะปนอยู่กับราษฎรนับล้าน
นั่นแสดงว่าพวกเขากำลังรอคอย แต่จุดสำคัญที่สุดคือพวกเขากำลังรอคอยสิ่งใด ยังคงเป็นปริศนา
ฉู่เสินซิ่วหรี่ตาลง สายตาจับจ้องไปยังตำหนักแห่งหนึ่ง...อวี๋เหม่ยเหริน? นางจะเป็นกุญแจสำคัญดอกนั้นหรือไม่ มีความเป็นไปได้สูงทีเดียว เพราะความแข็งแกร่งของฉู่เสินซิ่วเป็นที่ประจักษ์แก่สายตาคนทั่วไปแล้ว ย่อมสร้างความหวาดหวั่นให้แก่ศัตรู จ้าวฝูถูคงไม่มองข้ามจุดนี้ ต่อให้ทำลายแคว้นนี้ได้แต่ตราบใดที่ฉู่เสินซิ่วยังอยู่ เขาก็ยังเป็นภัยคุกคามอันยิ่งใหญ่ ในจุดนี้เขารู้ดีอยู่แก่ใจ
“แล้วพวกเจ้าจะเดินหมากต่อไปอย่างไรนะ” ฉู่เสินซิ่วพึมพำกับตัวเอง
หากอวี๋เหม่ยเหรินคือกุญแจสำคัญ นางก็น่าจะเริ่มเคลื่อนไหวได้แล้ว ขณะที่เขากำลังครุ่นคิดอยู่นั้นขันทีคนสนิทก็เข้ามาทูลรายงาน
“ฝ่าบาท อวี๋เหม่ยเหรินขอเข้าเฝ้าพะยะค่ะ!”
“ให้เข้ามา” ฉู่เสินซิ่วสะบัดชายเสื้อคลุมยาว นั่งตัวตรงบนบัลลังก์ เขาอยากจะรู้นักว่าสตรีผู้นี้จะเล่นลูกไม้อะไร
อวี๋เหม่ยเหรินเดินเข้ามาพร้อมกับนางกำนัลสองคน นางกำนัลทั้งสองหน้าตางดงามมาก ความงามแทบไม่ด้อยไปกว่าอวี๋เหม่ยเหรินเลย ทั้งสองถือถาดอาหารมาคนละใบ
“ฝ่าบาท หม่อมฉันเห็นว่าช่วงนี้ฝ่าบาททรงงานหนักจึงสั่งให้คนนำวัตถุดิบจากบ้านเกิดมาปรุงอาหาร หม่อมฉันใช้เวลาเคี่ยวถึงสิบชั่วยามเพื่อทำซุปบำรุงร่างกายมาถวายเพคะ”
น้ำเสียงของอวี๋เหม่ยเหรินช่างอ่อนหวานยั่วยวน นางคือปีศาจสาวจอมยั่วยวนโดยกำเนิด เป็นประเภทงามล่มเมืองที่แท้จริง
ฉู่เสินซิ่วเอ่ยเรียบๆ “ขอบใจในน้ำใจของสนมรัก เจ้าดื่มเองเถิด ตอนนี้เรายังไม่หิว”
อวี๋เหม่ยเหรินแสดงสีหน้าดั่งคนถูกรังแก นางพยายามขยับเข้าไปใกล้ฉู่เสินซิ่ว “ฝ่าบาท หม่อมฉันรู้ว่าฝ่าบาทมีราชกิจรัดตัว แต่ก็ไม่ควรปล่อยให้พระวรกายทรุดโทรม ให้หม่อมฉันป้อนฝ่าบาทดีไหมเพคะ” อวี๋เหม่ยเหรินจ้องมองฉู่เสินซิ่วด้วยดวงตากลมโตเป็นประกาย
ไม่รู้ทำไมเมื่อถูกนางจ้องมองเช่นนี้เขากลับรู้สึกหวั่นไหวขึ้นมา ฉู่เสินซิ่วรู้สึกสงสัยในใจ ตลอดมาเขาเป็นคนที่ควบคุมตัวเองได้ดีเยี่ยม
ในชั่วพริบตา นางกำนัลทั้งสองก็นำถ้วยซุปมาวางตรงหน้าฉู่เสินซิ่ว อวี๋เหม่ยเหรินตักซุปขึ้นมาแล้วอมไว้ในปากเบาๆ จากนั้นก็โน้มริมฝีปากแดงระเรื่อเข้ามา ใช้วิธีนี้ป้อนซุปให้ฉู่เสินซิ่ว
ภาพเหตุการณ์นี้ทำให้ฉู่เสินซิ่วคลายความระแวดระวังลง เพราะอาหารทุกอย่างที่ส่งมาถึงมือเขาล้วนผ่านการตรวจสอบอย่างเข้มงวด หากมีพิษอวี๋เหม่ยเหรินย่อมต้องตายเป็นคนแรก ดังนั้นความเป็นไปได้ที่จะมียาพิษแทบจะเป็นศูนย์
“ฝ่าบาท เป็นอย่างไรบ้างเพคะ ถูกพระทัยไหม” อวี๋เหม่ยเหรินเช็ดคราบน้ำซุปที่มุมปาก ท่าทางนั้นช่างยั่วยวนเหลือเกิน
ฉู่เสินซิ่วพยักหน้าเบาๆ ไม่รู้ตัวเลยว่าซุปทั้งสองถ้วยถูกดื่มจนพร่องไปเกินครึ่ง แต่ทว่าเมื่อน้ำซุปไหลลงสู่ท้อง ฉู่เสินซิ่วก็เริ่มรู้สึกว่าเขาไม่อาจควบคุมความปรารถนาในใจได้อีกต่อไป ความร้อนรุ่มอันรุนแรงแผดเผาขึ้นในใจ ความปรารถนาตามสัญชาตญาณดิบนี้ต่อให้มีตบะแก่กล้าเพียงใดก็ไม่อาจระงับได้
ฉู่เสินซิ่วเพิ่งตระหนักได้ในตอนนั้น... ในน้ำซุปมีปัญหา!
“ฝ่าบาท ให้หม่อมฉันปรนนิบัติเข้านอนนะเพคะ” อวี๋เหม่ยเหรินประคองฉู่เสินซิ่ว ใบหน้าปรากฏรอยยิ้มแห่งชัยชนะ
นางรู้ดีว่าในช่วงที่ผ่านมาเจ้าแคว้นน้อยผู้นี้ระแวดระวังนางมาก นางจึงต้องสงบเสงี่ยมเจียมตัวไม่กล้าแสดงพิรุธใดๆ แต่ถึงจะรอบคอบเพียงใดก็ยังมีช่องโหว่ เขาก็เป็นผู้ชายคนหนึ่งย่อมไม่อาจปฏิเสธสาวงามได้
“พี่หญิง ท่านจะพลีกายให้เจ้าแคว้นน้อยผู้นี้จริงหรือเจ้าคะ” ในเวลานั้นนางกำนัลหน้าตางดงามทั้งสองก็เอ่ยถามขึ้น
“อืม คนผู้นี้ลึกลับซับซ้อน เพื่อให้แผนการสำเร็จข้าเกรงว่าพิษในตัวพวกเจ้าอาจจะไม่เพียงพอที่จะทำให้เขาสูญเสียพลังฝีมือ ข้าต้องลงมือเอง เผ่าหมื่นพิษของเราไม่เคยติดค้างบุญคุณใคร” อวี๋เหม่ยเหรินกล่าวเรียบๆ
จากนั้นนางก็ประคองฉู่เสินซิ่วไปที่เตียงหลังฉากกั้น แม้สติของฉู่เสินซิ่วจะถูกครอบงำด้วยไฟราคะอันรุนแรง แต่เขาก็ยังได้ยินบทสนทนาของพวกนางอย่างชัดเจน ในที่สุดเขาก็รู้จุดประสงค์ของอีกฝ่าย นี่คือสายลมบูรพาที่จ้าวฝูถูรอคอย ช่างเป็นแผนการที่แยบยลนัก! ป้องกันอย่างไรก็ป้องกันไม่ได้
แต่ว่า...เผ่าหมื่นพิษที่ว่านี้คือตัวตนแบบไหนกัน เขาเพิ่งเคยได้ยินชื่อนี้เป็นครั้งแรก แต่เรื่องนี้ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรกับเขา ยังไม่ทันที่ฉู่เสินซิ่วจะตั้งสติได้ ภายในห้องก็อบอวลไปด้วยกลิ่นอายแปลกประหลาด นี่เป็นครั้งแรกที่ฉู่เสินซิ่วตกเป็นฝ่ายถูกกระทำ
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใด ฉู่เสินซิ่วรู้สึกได้เลาๆ ว่ามีพลังบางอย่างกำลังกัดกร่อนตบะของเขา ทำให้เขารู้สึกอ่อนเปลี้ยเพลียแรง ตบะของเขากำลังสลายไปอย่างรวดเร็วราวกับมองเห็นด้วยตาเปล่า ไม่นานนักเขาก็กลายเป็นคนธรรมดาไร้ซึ่งวรยุทธ์ใดๆ
“เจ้าแคว้นน้อย อย่าโทษข้าเลย ข้าทำไปเพื่อตอบแทนบุญคุณเท่านั้น ใครใช้ให้เผ่าของเราติดค้างบุญคุณจ้าวฝูถูเล่า แต่เห็นแก่ที่เราเคยมีความสัมพันธ์กันชั่วข้ามคืน ข้าจะขอให้จ้าวฝูถูละเว้นชีวิตท่าน ให้ท่านได้ใช้ชีวิตที่เหลืออย่างสงบสุข” อวี๋เหม่ยเหรินมองฉู่เสินซิ่วแวบหนึ่งแล้วเอ่ยขึ้น
ฉู่เสินซิ่วกลับสงบนิ่ง “นี่คือคำตอบที่พวกเจ้าต้องการหรือ”
“ใช่ นี่คือคำตอบที่เราต้องการ ข้าได้ยินมาว่าท่านมีวรยุทธ์สูงส่ง แต่ตอนนี้ท่านกลายเป็นคนพิการไปแล้ว ท่านคงทำอะไรไม่ได้อีก ดังนั้นภารกิจของข้าถือว่าเสร็จสิ้นแล้ว” อวี๋เหม่ยเหรินเอ่ยเรียบๆ จากนั้นก็สวมเสื้อผ้าต่อหน้าฉู่เสินซิ่ว เตรียมตัวจะจากไป