- หน้าแรก
- ระบบลงชื่อหมื่นล้านปี ตื่นขึ้นมาก็ไร้เทียมทาน
- บทที่ 44 ระแวงอย่าใช้ หากใช้ต้องไม่ระแวง
บทที่ 44 ระแวงอย่าใช้ หากใช้ต้องไม่ระแวง
บทที่ 44 ระแวงอย่าใช้ หากใช้ต้องไม่ระแวง
หลังจากออกจากที่พักของลู่เสวี่ยฉี ฉู่เสินซิ่วก็กลับเข้าวัง เฉินเป่ยเสวียนซึ่งเข้าเวรอยู่ที่เหวินหยวนเก๋อในวันนี้ รีบเข้ามารายงานข่าวสำคัญให้ฉู่เสินซิ่วทราบทันที ซูฉินจากแคว้นฉินต้องการขอเข้าเฝ้า
“ซูฉินมาขอสวามิภักดิ์หรือ” ฉู่เสินซิ่วลูบคาง ยิ้มอย่างมีความหมาย
ชื่อเสียงเรียงนามของซูฉินผู้นี้ เขาเคยได้ยินกิตติศัพท์มาบ้าง คนผู้นี้มีความสามารถอย่างยิ่ง เดิมทีเคยเป็นที่ปรึกษาของเจ้าแคว้นฉี แต่ไม่ได้รับความสำคัญ จึงย้ายไปรับใช้แคว้นฉิน แต่น่าเสียดายที่เจ้าแคว้นฉินองค์ปัจจุบันก็ไม่ได้ไว้วางใจซูฉินมากนัก ทำให้เขามีความสามารถแต่กลับไม่มีโอกาสได้แสดงฝีมือ
แน่นอน...ไม่ว่าใครก็คงคิดเช่นนั้น เป็นเรื่องปกติธรรมดา ไม่ว่าจะมองมุมไหน เจ้าแคว้นย่อมต้องระแวงขุนนางสามแซ่ (เปลี่ยนเจ้านายบ่อย) เช่นนี้ วันนี้เขามาขอพึ่งพิงท่าน วันหน้าก็อาจจะไปพึ่งพิงคนอื่นได้เช่นกัน ดังนั้นท่านอาจจะให้เขาอยู่ที่นี่ได้ แต่เรื่องสำคัญๆ คงไม่กล้าปล่อยให้เขาตัดสินใจ
แต่ฉู่เสินซิ่วไม่สนใจเรื่องพวกนี้ เขายึดถือคติที่ว่า ไม่สนใจอดีต ขอเพียงรับใช้ข้าด้วยความจริงใจก็พอ
“ให้เข้ามา” ฉู่เสินซิ่วโบกมือ
แล้วเดินตรงไปยังท้องพระโรง เฉินเป่ยเสวียนรีบไปจัดการตามรับสั่ง เมื่อฉู่เสินซิ่วไปถึง ก็เห็นชายรูปร่างหน้าตามอมแมม แต่งกายไม่เรียบร้อยยืนรออยู่ในท้องพระโรงอันกว้างใหญ่
“ซูฉินจากแคว้นฉิน คารวะเจ้าแคว้นหวาซวี”
ซูฉินโค้งคำนับเล็กน้อย ท่าทางของเขาดูเย่อหยิ่งถือดี
“อยู่ต่อหน้าฝ่าบาท เหตุใดไม่คุกเข่า” เฉินเป่ยเสวียนเห็นดังนั้น จึงเอ่ยตำหนิทันที
ซูฉินเชิดหน้าขึ้น ตอบอย่างไม่เกรงกลัว “ลูกผู้ชายคุกเข่าให้พ่อแม่ ราษฎรคุกเข่าให้ฟ้าดิน ขุนนางคุกเข่าให้กษัตริย์ ข้าไม่ใช่ขุนนางแคว้นหวาซวี เหตุใดต้องคุกเข่าให้กษัตริย์หวาซวีด้วย”
คำพูดนี้ฟังดูมีเหตุผล เพียงแค่วาจานี้ ก็ทำให้ฉู่เสินซิ่วรู้สึกชื่นชมในตัวคนผู้นี้ไม่น้อย การมีความคิดอ่านเช่นนี้ ถือว่าน่าพอใจทีเดียว
“ไม่เป็นไร” ฉู่เสินซิ่วโบกมือห้าม เฉินเป่ยเสวียนจึงไม่พูดอะไรต่อ แล้วถอยไปยืนด้านข้าง
“ซูฉินสินะ เราเคยได้ยินชื่อเสียงของท่านมาบ้าง ลองบอกเหตุผลที่เราต้องรับท่านไว้ใช้งานมาสักข้อสิ” ฉู่เสินซิ่วถามด้วยความสนใจ
ซูฉินยืนตัวตรงอย่างสง่าผ่าเผย “ได้ยินว่าฝ่าบาททรงรักและหวงแหนผู้มีความสามารถ ข้าจึงมาที่นี่ ปณิธานที่ไม่อาจสานต่อให้สำเร็จในที่อื่น ข้าหวังว่าฝ่าบาทจะมอบเวทีให้ข้าได้แสดงฝีมือ หกแคว้น...ง่ายดายเพียงพลิกฝ่ามือ”
“ลองแสดงวิสัยทัศน์ของท่านให้เราฟังหน่อย” ฉู่เสินซิ่วเริ่มรู้สึกสนใจขึ้นมาทันที
ซูฉินยิ้ม แล้วเอ่ยว่า “ฝ่าบาทกำลังทำอยู่ไม่ใช่หรือ หากต้องการกลืนกินหกแคว้น สิ่งแรกที่ต้องทำคือสร้างความแข็งแกร่งให้ตนเองเสียก่อน แล้วค่อยวางแผนขยายอำนาจ”
“หกแคว้นดูเหมือนจะร่วมมือกัน แต่ต่างฝ่ายต่างก็มีแผนการของตัวเอง ไม่ใช่แผ่นเหล็กเดียวกัน ขอเพียงฝ่าบาทใช้กลยุทธ์ให้แยบคาย หกแคว้นก็ไม่น่ากลัวเลยแม้แต่น้อย และข้าสามารถช่วยฝ่าบาทให้สมปรารถนาในเรื่องนี้ได้”
“ท่านช่วยเราทำให้เรื่องนี้สำเร็จได้จริงหรือ หากทำได้ เราจะแต่งตั้งให้ท่านเป็นอัครมหาเสนาบดีและขุนนางชั้นโหวทันที” ฉู่เสินซิ่วเอ่ยอย่างตรงไปตรงมา
แคว้นหวาซวียังอ่อนแอนัก เวลานี้ยังไม่เหมาะที่จะเปิดศึกใหญ่ เขารู้เรื่องนี้ดี หากเปิดศึกตอนนี้จะส่งผลเสียต่อการพัฒนาประเทศอย่างมาก ความจริงแล้วศักยภาพของแคว้นหวาซวีไม่อาจเทียบกับแคว้นใดในหกแคว้นได้เลย หากแค่ตั้งรับก็พอจะยื้อเวลาได้บ้าง แต่ถ้าเปิดฉากบุกน่าจะแตกพ่ายไปนานแล้ว
แต่เป็นเพราะการมีอยู่ของฉู่เสินซิ่ว แคว้นหวาซวีจึงมีคุณสมบัติพอที่จะต่อกรกับแคว้นเหล่านั้นได้ แต่ทว่าสถานการณ์เช่นนี้ไม่ใช่สิ่งที่ฉู่เสินซิ่วต้องการจะเห็น หากซูฉินสามารถแก้ปัญหานี้ได้ ช่วยซื้อเวลาให้แคว้นหวาซวีได้พัฒนา สถานการณ์ย่อมพลิกผัน เขาเชื่อมั่นในเรื่องนี้
“นั่นก็ขึ้นอยู่กับว่าฝ่าบาทจะใช้อะไรมามัดใจซูฉินแล้วล่ะพะยะค่ะ” ซูฉินกล่าวด้วยรอยยิ้ม
เห็นได้ชัดว่าสิ่งที่เขาต้องการ ไม่ใช่แค่ยศถาบรรดาศักดิ์ แต่เขาต้องการชื่อเสียงมากกว่าลาภยศ
ฉู่เสินซิ่วไพล่มือไว้ด้านหลัง แล้วเอ่ยต่อ “เราจะทำให้ชื่อเสียงของท่านจารึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ ไม่ใช่แค่ชั่วชีวิต แต่จะยั่งยืนนานนับหมื่นปี ขอเพียงท่านมีความสามารถ เราจะมอบเวทีที่ยิ่งใหญ่ให้ท่านได้แสดงฝีมืออย่างแน่นอน”
“หกแคว้นหรือ ยังเล็กไป ใต้หล้ามีร้อยส่วน เราต้องการเก้าสิบเก้าส่วน”
นี่คือคำตอบของฉู่เสินซิ่ว คำตอบของเขาชัดเจนแจ่มแจ้ง บนทวีปแห่งนี้ ฉู่เสินซิ่วจะยืนอยู่บนจุดสูงสุดของพีระมิด ให้เหนือกว่าเขานั้นไม่มีอาณาจักรใดอีก ยุคทองที่นานาประเทศมาถวายบรรณาการ จะต้องเกิดขึ้นที่แคว้นหวาซวีอย่างแน่นอน
ในวินาทีนี้ ดูเหมือนว่าทั่วทั้งร่างของฉู่เสินซิ่วจะแผ่ซ่านกลิ่นอายแห่งผู้พิชิตออกมา ซูฉินสัมผัสได้ถึงความมั่นใจอันแรงกล้าของฉู่เสินซิ่ว ดวงตาของเขาพลันสว่างวาบขึ้นมาทันที
สำหรับเขาแล้วเรื่องนี้ไม่มีอะไรต้องบรรยายให้มากความ
“ได้ยินคำร่ำลือมานานว่าฝ่าบาทคือมังกรแท้จริงแห่งสวรรค์ วันนี้ได้เห็นกับตา สมคำร่ำลือจริงๆ ฝ่าบาทโปรดรับการคารวะจากซูฉินด้วยพะยะค่ะ” ซูฉินไม่ลังเลอีกต่อไป
อันที่จริงการมาที่นี่ไม่ใช่ความคิดชั่ววูบ แต่เมื่อได้เห็นการแสดงออกของฉู่เสินซิ่ว เขาก็ถูกใจอย่างจัง การได้ติดตามคนเช่นนี้ย่อมสามารถสานฝันอันยิ่งใหญ่ของตนให้เป็นจริงได้ ซูฉินมีความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยม
ฉู่เสินซิ่วยิ้มพลางประคองซูฉินให้ลุกขึ้น สำหรับคนเก่งเขาให้ความสำคัญเสมอ
“ฝ่าบาท ซูฉินขอบังอาจกราบทูล ยังอยากจะขอเสนอคนผู้หนึ่งให้แก่ฝ่าบาทพะยะค่ะ” ซูฉินเอ่ยด้วยสีหน้าจริงจัง
“เชิญท่านอาจารย์ว่ามาได้เลย” ฉู่เสินซิ่วอยากรู้นัก
แม้เพิ่งจะพบกันครั้งแรก แต่จากการที่ซูฉินไม่ยอมคุกเข่าให้เขาเมื่อครู่ ก็พอจะรู้ว่าคนผู้นี้หยิ่งทะนงในศักดิ์ศรีเพียงใด ดังนั้นฉู่เสินซิ่วจึงเชื่อมั่นในจุดนี้
คนที่ซูฉินให้ความสำคัญย่อมต้องเป็นผู้มีความสามารถระดับสูง
“หากฝ่าบาทต้องการปฏิรูป แก้ไขปัญหาเรื้อรังในปัจจุบัน ข้าเห็นว่าจางอี้แห่งแคว้นฉินเหมาะสมที่สุด! เพียงแต่คนผู้นี้ได้รับความไว้วางใจจากแคว้นฉินมาก ดูเหมือนจะดึงตัวมาไม่ได้ง่ายๆ พะยะค่ะ” ซูฉินกล่าวต่อ
ฉู่เสินซิ่วยิ้ม “ท่านมีคำตอบอยู่แล้วไม่ใช่หรือ ท่านลงมือทำได้เลย เราจะสนับสนุนท่านเต็มที่ ขอเพียงเป็นคนเก่ง เรายินดีมอบข้อเสนอที่ดีที่สุดให้! สิ่งที่แคว้นฉินให้ได้เราก็ให้ได้ สิ่งที่แคว้นฉินให้ไม่ได้เราก็ให้ได้เช่นกัน”
สำหรับเขาแล้วความมั่นใจระดับนี้เขายังพอมีอยู่ ดังนั้นฉู่เสินซิ่วจึงกล้าเอ่ยวาจาเช่นนี้ออกมา การปฏิรูปแคว้นหวาซวีในตอนนี้ยังไม่ราบรื่นนัก จำเป็นต้องได้คนจริงมาจัดการ ซูฉินมีความสามารถนี้ เขาเองก็ยินดีที่จะเชื่อใจ
ระแวงอย่าใช้ หากใช้ต้องไม่ระแวง นี่คือหลักการของเขา