- หน้าแรก
- ระบบลงชื่อหมื่นล้านปี ตื่นขึ้นมาก็ไร้เทียมทาน
- บทที่ 43 ท่านเป็นใครกันแน่
บทที่ 43 ท่านเป็นใครกันแน่
บทที่ 43 ท่านเป็นใครกันแน่
ขณะเดินตามฉู่เสินซิ่วเข้าไปในห้อง จิตใจของลู่เสวี่ยฉีกระวนกระวายยิ่งนัก นางกลัวเหลือเกินว่าจะได้รับคำตอบที่นางไม่อยากได้ยินที่สุด แม้ก่อนหน้านี้นางจะทำใจไว้แล้วว่าพี่ชายอาจเสียชีวิตไปแล้ว แต่ตราบใดที่ยังไม่มีข่าวที่แน่ชัดนางก็ยังคงมีความหวังหลงเหลืออยู่
เปรียบเสมือนคนที่เดินอยู่ในความมืดมิด เพียงแค่เชื่อมั่นว่าแสงสว่างรออยู่ข้างหน้าก็จะมีแรงก้าวเดินต่อไป แต่จู่ๆ ก็มีใครบางคนโผล่มาแล้วบอกนางว่าจะไม่มีแสงสว่างเกิดขึ้นอีกแล้ว ไม่ว่าจะเดินไปอีกนานแค่ไหนก็จะมีแต่ความมืดมิดอันไร้ที่สิ้นสุด ใครจะทนรับไหว
ในยามนี้ลู่เสวี่ยฉีก็มีความคิดและความรู้สึกเช่นนั้น นางเม้มริมฝีปากแน่น แทบไม่อยากเชื่อในสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้น ด้วยเหตุนี้ลู่เสวี่ยฉีที่คิดฟุ้งซ่านจึงเดินโซเซจนแทบจะล้มลง โชคดีที่ฉู่เสินซิ่วคอยสังเกตสีหน้านางอยู่ตลอดจึงรีบเข้าไปประคองไว้ เขารู้สึกขบขันระคนเอ็นดู
“นี่เจ้าคิดไปถึงไหนแล้ว ข้ายังไม่ทันได้บอกความจริงเลย ทำไมถึงทำหน้าเหมือนฟ้าถล่มดินทลายไปได้”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นลู่เสวี่ยฉีก็ชะงักไป นางจ้องมองฉู่เสินซิ่วตาค้าง หรือว่าเรื่องราวยังมีจุดเปลี่ยน? นางเปลี่ยนสีหน้าเร็วยิ่งกว่าพลิกฝ่ามือ รอยยิ้มสดใสปรากฏขึ้นบนใบหน้าทันที จากนั้นนางก็คว้าแขนของฉู่เสินซิ่วด้วยความตื่นเต้น
“พี่ชายข้ายังไม่ตายใช่ไหมเจ้าคะ ท่านมีข่าวของเขาแล้วหรือ เขาอยู่ที่ไหน รีบบอกข้ามาเร็ว!” ลู่เสวี่ยฉีถามรัวเร็ว
สำหรับนางแล้วเรื่องนี้สำคัญที่สุด เมื่อฉู่เสินซิ่วเห็นท่าทีดีใจของลู่เสวี่ยฉี เขาก็ยิ่งมั่นใจในความคิดของตนเอง สำหรับเขาแล้วไม่มีอะไรจะน่ายินดีไปกว่าการได้เห็นลู่เสวี่ยฉีมีความสุข ยิ่งทำให้นางมีความสุขเขาก็ยิ่งมุ่งมั่นที่จะตามหาลู่หลีให้พบ ไม่ว่าจะเป็นหรือตาย อย่างน้อยก็ต้องทำให้ลู่เสวี่ยฉีหมดห่วงในเรื่องนี้
“เจ้าอย่าเพิ่งใจร้อนสิ” ฉู่เสินซิ่วเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
เมื่อสงบสติอารมณ์ลงได้ ลู่เสวี่ยฉีจึงเพิ่งรู้สึกตัวว่านางเผลอขยับเข้าไปใกล้ชิดกับฉู่เสินซิ่วโดยไม่รู้ตัว การกระทำนี้ทำให้นางหน้าแดงระเรื่อขึ้นมาทันที นางไม่รู้จะพูดอะไรต่อ
“ข้าส่งคนไปที่ค่ายทหารที่พี่ชายเจ้าสังกัดอยู่ มีคนชื่อลู่หลีจริงๆ แต่ในรายชื่อผู้เสียชีวิตไม่มีชื่อของเขา กรณีนี้มีความเป็นไปได้อยู่ไม่กี่อย่าง ประการแรกคือสภาพศพเละเทะจนระบุตัวตนไม่ได้ จึงถูกฝังรวมไปกับทหารนิรนามคนอื่นๆ”
“แต่ข้าคิดว่าความเป็นไปได้นี้น้อยมาก เพราะอะไรน่ะหรือ เพราะใครที่ไม่ได้รอดชีวิตกลับมาก็จะถูกนับว่าเสียชีวิตทั้งหมด อีกกรณีหนึ่งคือตกเป็นเชลย หากตกเป็นเชลยก็ต้องมีรายชื่อบันทึกไว้เช่นกัน”
“แต่พี่ชายของเจ้าไม่มีชื่ออยู่ในทั้งสองกรณีนี้ ข้าเลยเดาว่าพี่ชายเจ้าอาจจะแค่หายสาบสูญไป ตอนนี้อาจจะยังมีชีวิตอยู่และสุขสบายดีที่ไหนสักแห่งก็ได้ เจ้าไม่ต้องกังวล ตอนนี้เรามีข่าวคราวแล้ว โดยรวมถือว่าทุกอย่างกำลังไปในทิศทางที่ดี อีกไม่นานข้าจะให้คำตอบที่ชัดเจนแก่เจ้าได้อย่างแน่นอน”
ฉู่เสินซิ่วกล่าวอย่างจริงจัง เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับความสุขของลู่เสวี่ยฉี ดังนั้นเขาจึงให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก
ความกังวลบนใบหน้าของลู่เสวี่ยฉีค่อยๆ จางหายไป เมื่อเทียบกับการไม่มีความหวังเลย ตอนนี้อย่างน้อยก็ยังพอมีแสงสว่างรำไร สำหรับนางแล้วนี่คือการเริ่มต้นที่ดี
“ขอบคุณท่านมากนะเจ้าคะ” ลู่เสวี่ยฉีกล่าว
ช่วงนี้ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว ลู่เสวี่ยฉีจึงไม่เรียกเขาว่าคุณชายอย่างห่างเหินเหมือนเมื่อก่อน ฉู่เสินซิ่วรู้สึกดีใจ ขอเพียงนางมีความคิดเช่นนี้ก็เพียงพอแล้ว
“ไม่เป็นไร” ฉู่เสินซิ่วตอบกลับอย่างอ่อนโยน
เวลานี้ลู่เสวี่ยฉีจ้องมองฉู่เสินซิ่วเขม็ง พักหลังมานี้นางรู้สึกว่าเขาลึกลับซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ ไม่ใช่ว่านางไม่เคยสงสัยในฐานะของเขา นางเคยลองถามต้าหู่กับเอ้อร์หู่มาแล้ว แต่ทั้งสองคนต่างปิดปากเงียบเรื่องฐานะของฉู่เสินซิ่ว หากเขาเป็นเพียงคนธรรมดาจะมีอะไรที่บอกไม่ได้
ยิ่งไปกว่านั้นการสืบหาทหารธรรมดาคนหนึ่งไม่ใช่เรื่องที่คนทั่วไปจะทำได้ง่ายๆ หากก่อนหน้านี้นางเพียงแค่สงสัยในฐานะของเขา แต่เหตุการณ์ในวันนี้ยิ่งกระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นของนาง จางไห่เป็นถึงราชบัณฑิตแห่งสำนักฮั่นหลิน ขุนนางขั้นหนึ่ง มีตำแหน่งสูงส่งในเมืองหลวง คนที่อยู่เหนือเขามีเพียงหยิบมือ
แต่แล้วอย่างไร จางไห่ราชบัณฑิตผู้ทรงเกียรติกลับต้องส่งลูกชายตัวเองเข้าคุกหลวงด้วยมือของตัวเอง แถมยังกำหนดวันประหารไว้แล้วด้วย ประหารหลังฤดูใบไม้ร่วง... เหตุการณ์เช่นนี้ทำให้ลู่เสวี่ยฉีอดสงสัยไม่ได้ ชายคนนี้มีฐานะอะไรกันแน่ นางสงสัยเรื่องนี้จริงๆ หากเป็นแค่คนธรรมดาไม่มีทางทำเรื่องแบบนี้ได้แน่นอน
“ท่านเป็นใครกันแน่เจ้าคะ บอกข้าไม่ได้หรือ” ลู่เสวี่ยฉีอดรนทนไม่ไหว เอ่ยปากถามออกไป
ฉู่เสินซิ่วยิ้ม “เจ้าอยากรู้ขนาดนั้นเลยหรือ”
“แน่นอนเจ้าค่ะ!” ลู่เสวี่ยฉียืนยันหนักแน่น
“ลองทายดูสิ ถ้าทายถูกข้าจะบอก” ฉู่เสินซิ่วแกล้งหยอกเย้า
ลู่เสวี่ยฉีครุ่นคิด “ท่านไม่ใช่ลูกพ่อค้าแน่ๆ พ่อค้าต่อให้มีอิทธิพลแค่ไหนก็ไม่มีทางบีบให้ราชบัณฑิตส่งลูกชายตัวเองไปตายได้ในเวลาสั้นๆ แบบนี้หรอก ถ้าเป็นขุนนางธรรมดาก็ทำไม่ได้เหมือนกัน”
“แล้วสรุปว่ายังไง เจ้าคิดว่าข้าเป็นใคร” ฉู่เสินซิ่วถาม
ลู่เสวี่ยฉีเอียงคอ ทำท่าทางน่ารัก คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันเล็กน้อย “ท่านน่าจะเป็นเชื้อพระวงศ์ใช่ไหมเจ้าคะ มีแต่เชื้อพระวงศ์เท่านั้นที่ทำแบบนี้ได้”
“ทายถูกไปส่วนหนึ่ง”
ฉู่เสินซิ่วไม่ได้ปฏิเสธ แต่ลู่เสวี่ยฉีคงคิดไม่ถึงหรอกว่าเขาคือเจ้าแคว้นผู้ปกครองดินแดนนี้ ฐานะเช่นนี้เหลือเชื่อเกินไปจนแม้แต่ลู่เสวี่ยฉีเองก็ไม่กล้าคิด
“ไม่อยากบอกก็ช่างเถอะ สักวันข้าก็ต้องรู้อยู่ดี ข้าไม่เชื่อหรอกว่าท่านจะปิดบังข้าได้ตลอดไป” ลู่เสวี่ยฉีทำแก้มป่อง
ฉู่เสินซิ่วรู้สึกเอ็นดูนางยิ่งนัก ผู้หญิงคือสิ่งมีชีวิตที่น่ารักที่สุดในโลกจริงๆ แม้แต่ลู่เสวี่ยฉีผู้สูงส่งดุจเทพธิดาก็ยังมีมุมที่ไม่มีใครเคยเห็น